05 มกราคม 2554

จะผ่าตัดลดความอ้วน

ดิฉันอายุ 23 ปีคะ ตอนนี้ น้ำหนัก 110 kg สูง 163 cm คะ ดัชนีมวลกายอยู่ที่ประมาณ 43 คะ กำลังคิดว่าจะเข้ารับการรักษาโรงอ้วน เนื่องจากว่า มีอาการหายใจไม่ออก และเริ่มมีอาการ ปวดข้อเท้าคะ เนื่องจากดิฉันเป็นครูจึงต้องเดินและยืนบ่อยๆ และมักจะไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองมากนัก เดิมทีทางบ้านมีพันธูกรรมในเรื่องของ โรคความดันโลหิตสูง และ เบาหวานคะ พอตอนเริ่มรู้สึกกลัว แต่ก็ไม่สามารถลดน้ำหนักลงได้เลยคะ ทดลองมาหลายวิธีมากๆคะ ทั้งออกกำลังกาย ช่วงแรกลดเป็นสิบกิโลเลยคะ แต่พอ หลังๆไม่มีเวลาน้ำหนักก็เริ่มขึ้นมา และมากกว่าเดิมมากมายคะ ลองทั้งยาต่างๆ ผลิตภัณต่างๆก็ไม่สำเร็จคะ จึงอยากปรึกษาคุณหมอในเรื่องการผ่าตัดลดความอ้วน ว่าตัวดิฉันสามารถผ่าตัดได้หรือไม่คะ แล้วอย่าทราบเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยคะ ว่าจะต้องใช้เท่าไร ขอคุณมากคะ

(แนส)

อยากทราบเหมือนกันค่ะ หนูอายุ 17 ปี น้ำหนักประมาณ 80 กว่าได้ สูง 166 ค่ะ มีอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่ค่อยจะทัน ปวดหัวเข่าด้วยค่ะ ตอนนี้มีอาการความดันโลหิตสูงอยู่ค่ะ ถ้าผ่าค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ค่ะ (แต่ก่อนหนูหนัก 72 แล้วก็ทานยาลดความอ้วนไป 5 เดือน ลดเหลือ 61 พอเลิกทานเอง น้ำหนักก็ขึ้นมาถึง 80 กว่าเลยค่ะ)

(น้ำ)

.................................

ตอบครับ

1. เอาประเด็นข้อบ่งชี้ของการผ่าตัดก่อน คือการผ่าตัดชนิดนี้ทางการแพทย์ถือเป็นไม้สุดท้ายไม่ใช่ว่าใครอยากผ่าก็จะได้ผ่า ต้องมีข้อบ่งชี้ หมอจึงจะผ่าตัดให้ได้ คือต้องอ้วนถึง class II (ดัชนีมวลกาย 40 ขึ้นไป) ถ้าดัชนีไม่ถึง 40 แต่เกิน 35 ขึ้นไปแต่มีโรคร่วมรุนแรงเช่นนอนกรนหรือเป็นเบาหวาน หมอก็ยอมผ่าตัดให้ กรณีคุณแนสไม่มีปัญหา แต่กรณีคุณน้ำยังผ่าตัดไม่ได้ เพราะดัชนีมวลกาย 29 เท่านั้นเอง นอกจากดัชนีมวลกายแล้ว หมอยังต้องดูความพร้อมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย เพราะหลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องเข้าใจสรีรวิทยาของทางเดินอาหารที่จะถูกเปลี่ยนไปอย่างมากและต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามมากมาย ต้องทานแต่อาหารโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และเสริมวิตามินแร่ธาตุเพียบ บางครั้งต้องใช้วิธีฉีด ซึ่งต้องเสริมกันตลอดชีวิต วิธีทานอาหารก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นมื้อเล็กๆ ทานทีละน้อย เคี้ยวอย่างละเอียดช้าๆแล้วจิบน้ำตาม จะผลีผลามทานแบบตะกรุมตะกรามไม่ได้ ดังนั้นถ้าเป็นคนไข้ประเภทพูดภาษาคนไม่รู้เรื่องหมอก็อาจไม่ยอมผ่าตัดให้เพราะผ่าแล้วปรับพฤติกรรมการทานอาหารตามไม่ได้ก็จะกลับมีปัญหามากกว่าก่อนผ่าเสียอีก

2. ประเด็นเทคนิคของการผ่าตัด การผ่าตัดที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบันคือวิธีที่เรียกว่า Bariatric surgery ซึ่งยังแตกแขนงมีลูกเล่นปลีกย่อยออกไปได้สองแบบ คือ (1) วิธีบีบกระเพาะ หรือ gastric restriction จะด้วยวิธีเอาเชือกมัดคอกระเพาะอาหารดื้อๆ เรียกว่า gastric banding ซึ่งอาจเอาปลายเชือกมาโผล่หน้าท้องไว้เผื่อรัดให้แน่นหรือคลายให้หลวมตามต้องการ หรืออาจจะเหลากระเพาะที่มีรูปทรงอ้วนท้วนทิ้งไปบางส่วนให้เหลือรูปทรงเรียวยาวเหมือนแขนเสื้อ sleeve gastrectomy ก็ได้ (2) วิธีบีบกระเพาะร่วมกับทำให้ขาดอาหาร (malabsorbtion) โดยทำทางให้อาหารลัดลำไส้ไปบางส่วน การผ่าตัดสามารถทำได้ทั้งแบบผ่าตัดผ่านกล้องและแบบเปิดหน้าท้องโล่งโจ้ง แบบแรกจะเป็นที่นิยมมากกว่า

3. เมื่อคิดจะผ่าตัดชนิดนี้ ต้องเตรียมเงินไว้ผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งหลังจากนั้นด้วย เพราะเมื่อน้ำหนักลดลงฮวบฮาบหลังผ่าตัด หนังหน้าท้องและหน้าอกและข้อพับต่างๆจะพับย่นจนก่อปัญหาสุขศาสตร์ของผิวหนัง ต้องมาไล่ทำศํลยกรรมตกแต่งเอาผิวหนังส่วนที่เหลือออกอีกหลายรอบ

4. ค่าผ่าตัดเฉพาะ Bariatric surgery ถ้าทำกับหมอที่มีฝีมือดีใช้เงินโหลงโจ้งประมาณ 5 แสนบาท ไม่นับการทำศัลยกรรมตกแต่งแก้ปัญหาผิวหนังพับย่นหลังจากนั้นอีกต่างหาก

5. ที่คุณบอกว่าพยายามออกกำลังกายและปรับโภชนาการเต็มที่แล้วนั้น การที่คุณบอกว่าพักหลังไม่มีเวลา แสดงว่าคุณยังไม่เข้าใจว่าการ “เอาจริง” ในเรื่องการออกกำลังกายและโภชนาการนั้นคืออย่างไร องค์ประกอบของการลดความอ้วนมีสามอย่างคือออกกำลังกาย โภชนาการเพื่อลดแคลอรี่ และด้านจิตใจหรือความมุ่งมั่นที่จะทำ เรื่องมันยาวพูดตรงนี้ไม่จบ ผมเคยเขียนเรื่องนี้เป็นตอนๆลงไปในเว็บนี้แล้วคุณลองคุ้ยอ่านดู อีกอย่างหนึ่งรพ.พญาไท 2จะเอาคนที่ดัชนีมวลกายเกิน 25 จำนวน 10 คนไปเข้าค่าย ( 26-27 กพ. 54) เพื่อเรียนรู้การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ผมจะไปช่วยด้วย ผู้ป่วยเสียเงินไม่มาก (ประมาณไม่เกิน 6,000 บาท) ถ้าคุณสนใจลองโทรคุยกับคุณตู่ (0819008321) เขาจะรับคนน้ำหนักมากกว่าก่อน คุณมีสิทธิลุ้น


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์