31 พฤษภาคม 2553

เด็กติดเกมคอมพิวเตอร์, มุมมองของแพทย์ประจำครอบครัว

ตัวผมนี้เป็นหมอรักษาผู้ใหญ่ อยู่ห่างไกลเหลือเกินกับปัญหาสุขภาพเด็ก แต่เรื่องเด็กติดเกมนี้มันพันมากับพ่อแม่เด็ก ซึ่งเป็นคนไข้ของผม คือการจะรักษาโรคทางกายของพ่อแม่ ก็ต้องไล่เลียงไปถึงปัญหาทางใจด้วย หลายคนมีปัญหาทางใจที่แกะไม่หลุดคือลูกติดเกม ผมก็เลยถูกลากเข้ามาสู่เรื่องเด็กติดเกมด้วยประการฉะนี้

ความที่ไม่มีความรู้ ผมจึงตั้งต้นด้วยการสืบค้นหลักฐานทางการแพทย์ว่าโรค “เด็กติดเกม” นี้เขารักษาอย่างไรกัน แต่น่าเสียใจครับ วงการแพทย์สากลไม่นับปัญหาเด็กติดเกมเป็นปัญหาทางการแพทย์ แม้ในมาตรฐานการวินิจฉัยโรคทางจิตประสาท (DSM) ฉบับใหม่ที่จะนำออกใช้ในปี 2012 ข้อเสนอให้บรรจุให้มีโรค “VDO game addiction” ก็ถูกโหวตตกกระป๋องไปแล้วเรียบร้อย ในสาระบบโรคนานาชาติ (ICD) ก็ไม่ถือว่าเรื่องนี้เป็นโรค และเมื่อผมสืบค้นงานวิจัยทางการแพทย์ในหอสมุดแพทย์กลาง (MEDLINE) ก็จึงถึงบางอ้อว่าตราบถึงปัจจุบันในโลกนี้ยังไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์เจ๋งๆแม้เพียงชิ้นเดียวที่พิสูจน์ได้ว่าโรคติดเกมนี้มีอยู่จริง เมื่อถือว่าโรคนี้ไม่มี ก็ป่วยการที่จะไปพูดถึงว่าจะวินิจฉัยอย่างไร จะรักษาอย่างไร อย่างมากก็วินิจฉัยได้แค่ว่าเป็นโรคคุมกิเลสไม่อยู่ (impulse control disorder) เท่านั้น

แต่ว่าคนไข้ของผมซึ่งเป็นพ่อแม่เด็กที่กำลังหน้าหมองเป็นทุกข์เพราะลูกติดเกมอยู่ตรงหน้านี้เป็นของจริง ถ้าผมจะบอกพวกเขาว่าปัญหาของคุณไม่มีอยู่จริงหรอก เขาก็คงเปลี่ยนหมอเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย มาพยายามอีกสักหน่อยดีกว่า ผมจึงลองสืบค้นข้อมูลนอกวงการแพทย์ โอ้..มีเพียบแฮะ แต่ว่าทั้งหมดเป็นเพียงความเห็น อ่านจนตาแฉะก็ยังจับไม่ค่อยได้ว่าอะไรจริงอะไรไร้สาระ เพราะทั้งหมดเป็นหลักฐานชั้นคำบอกเล่า ไม่ใช่ผลการวิจัยแบบวิทยาศาสตร์ ผมจึงตัดสินใจถอยกลับมาหาวิธีมวยวัดของนักการตลาด ที่เรียกว่าการทำวิจัยแบบโฟคัส กรุ๊พ คือนั่งคุยกับคนกลุ่มเล็กๆที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่เด็กที่เล่นเกมบ้าง พ่อแม่เด็กบ้าง แล้วใช้อัตวิสัยของตัวผมเองสกัดสาระออกมา โม่เป็นข้อสรุป สิ่งที่ได้มาคือบทความนี้ แม้จะเป็นวิธีที่วงการแพทย์ดูถูกดูแคลนว่าเป็นหลักฐานระดับต่ำ เชื่อถือไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรให้เริ่มต้นเสียเลย

ต่อไปนี้เป็นผลจากโฟคัสกรุ๊พที่ผมทำ

สาระจากเด็กที่เล่นเกม

1. “..เกมทำให้รู้สึกว่าตนเองเป็นที่ยอมรับ ในเกมเราอยากเป็นใคร มีหน้าต่อหล่อสวยอย่างไร รวย เก่ง แค่ไหน ทำได้หมด ดีกว่าโลกแห่งความเป็นจริง ที่แค่จะเรียนให้รอดแต่ละวันยังเอาตัวไม่รอดเลย แล้วใครที่ไหนจะมายอมรับเรา”

2. “..โลกไซเบอร์เป็นโลกที่มีความเครียดสูงนะครับ เมื่อเล่นแพ้ เราต้องมานั่งคิดว่าทำไมเราทำไม่ได้ ต้องพยายามหนักขึ้นไปอีก เพื่อจะได้ชนะ จะได้ภูมิใจในตัวเอง นอกจากนั้นสังคมไซเบอร์ก็มีความกดดัน ถ้าเราแพ้ก็จะถูกเย้ยหยันจากศัตรู ถูกด่าโดยเพื่อนร่วมทีม การแข่งเป็นทีมนี้เครียดเสียยิ่งกว่าสอบปลายภาคเสียอีก”

3. “..ร้านเกมมันดีกว่าบ้านแน่นอน อยู่บ้านพ่อแม่เขาก็รำคาญเรา อีกอย่างหนึ่งที่ต้องไปอยู่ที่ร้านเกมแทนบ้านเพราะเราต้องทำให้สังคมของเด็กเล่นเกมยอมรับว่าเราเก่ง มีความสามารถ จึงทำให้ต้องขยันเล่น ขยันฝึก ถ้ามีโอกาสหนีเรียนได้ ก็จะหนีเลย”

4. “..ติดก็ติด เป็นเรื่องปกติ เพราะเกมมันสนุกสนานท้าทาย ผมเป็นคนฉลาด เก่ง
ชอบท้าทาย ชอบประลอง ชอบความแปลกใหม่และชอบระทึกขวัญ เกมให้สิ่งเหล่านี้ผมได้ นอกจากนี้ยังทำให้ผมบอกอะไรกับเพื่อนๆได้ว่าผมทันเกม ทันสมัย เกมกระจอกเล่นทีไรชนะทุกทีผมทิ้งทันที ผมจะเสาะหาเกมใหม่ที่ยากกว่า”

5. “..การเล่นเกมทำให้ได้รู้จักเพื่อนๆ แต่ว่าก็ไม่ถึงกับสนิทกัน แบบว่าอยู่วงการแบบนี้หาเพื่อนดีๆไม่ค่อยได้ ที่ดีๆก็กลับตัวออกจากวงการกันไปหมดแล้ว แต่บางร้านก็เป็นกลุ่มที่ดีหน่อย เราก็ได้อะไรจากพวกเขามาแยะ บางคนก็กลายเป็นเพื่อนกันมาจนเดี๋ยวนี้”

6. “..คนไม่รู้ก็ไม่เข้าใจ เอะอะก็ว่าเกมคือการพนัน เป็นอบายมุข เป็นสิ่งต้องห้าม จริงๆแล้วเกมมีประโยชน์ ช่วยหัดให้เราตัดสินใจ ทำให้เราฉลาดและทันเล่ห์เหลี่ยมของคน ดีกว่าไปนั่งจุมปุ๊กในห้องเรียนไร้สาระไปวันๆ”

7. “..ถ้าถูกห้ามไม่ให้เล่นเกมหรือครับ..ก็อาจตายได้นะ”

8. “..หาอะไรที่มีสาระกว่ามาถ่วงดุลสิครับ พูดตรงๆก็คือ ตอนนี้ผมติดอะไรบางอย่างมากกว่าติดเกมเสียแล้ว อะไรที่ผมเชื่อว่ามันมีสาระดีกว่าการเล่นเกม”

9. “..มันต้องได้เล่นทุกวัน ถ้าไม่ได้เล่นมันจะร้อนรนอยู่ไม่ได้ เพราะคนอื่นเขาจะทำเลเวลสูงขึ้นแซงหน้าเราไป แต่พอถึงช่วงสอบผมก็ไม่เล่นเลย หยุดไปหมดเลย ฮิ..ฮิ.. ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน”

10. “.. เมื่อเล่นเกมเก่งแล้ว ให้มีโอกาสแสดงออกในทางที่ถูกต้องได้ไหม เช่น จัดแข่งขันยกระดับความสามารถ มีการประกาศ มีรางวัล ให้เป็นที่ยอมรับ คนที่สนใจเกมจริงจังก็ให้มีโอกาสพัฒนาในด้านนี้ อาจจะเป็นในด้านออกแบบ และสร้างเกม รวมไปถึงอาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นคอมพิวเตอร์กราฟฟิค”

11. ที่ยุโรปเหนือนี่คนติดเกมนะเป็นผู้ใหญ่ค่ะ ใครเล่นเกมดูเหมือนจะเท่ ประมาณนั้น สามีใครในแถบยุโรปเหนือนี้ไม่เล่นเกมมาเหยียบหน้าอกได้เลย บางคนบ้าเกมชนิดเลิกไม่ได้ ใช้โรงรถเป็นเขตปลอดเมียนั่งเล่นเกมเอาเป็นเอาตาย เรื่องงานบ้านเลี้ยงลูกไม่สน”


สาระจากผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง

1. “..ลูกชายติดเกมหนักถึงขั้นหนีเรียนไปอยู่ร้านเกม พออาจารย์รายงานมาว่าจะหมดสิทธิ์สอบ ตกใจมาก ลงโทษยังไงก็ไม่ดีขึ้น ขังไว้ในห้องก็ปีนหนีออกจากบ้าน ไม่ให้เงินใช้ก็แล้ว แถมขโมยของไปขายเสียอีก เครียดจนนั่งร้องไห้ บังเอิญลูกกลับมาเจอเข้า จึงได้คุยกันพ่อลูกทั้งน้ำตา”

2. “..เขาเป็นเด็กฉลาด ไม่ดื้อ แต่สังเกตว่าเมื่อเล่นเกมมากแล้วเขากลายเป็นคนชอบสันโดษ เก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร และระเบียบวินัยต่อตัวเองเสียไป นอนดึก หรือไม่นอนเลย ตื่นสายมาก”

3. “..เข้าใจ ว่าลูกเขาไม่รู้จะยับยั้งชั่งใจตัวเองได้อย่างไร ไม่รู้จะบังคับตัวเองให้หยุดตรงไหนได้อย่างไร แต่เราเองก็ไม่รู้วิธีจะเข้าไปพูดกับเขาหรือเข้าไปช่วยเขาอย่างไร เพราะเราให้อิสระเขามาตั้งแต่เด็ก จะมาบังคับเขาตอนโตมันคงไม่ได้”

4. “..ที่ซื้อเกมให้ก็เพราะเขารบเร้ามาก เขาบอกว่าไม่ได้เล่นเกมก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับเพื่อน เพราะเพื่อนๆเล่นเกมกันหมด อีกอย่างก็คิดว่าเกมคอมพิวเตอร์มันก็มีข้อดีของมันอยู่ พอซื้อให้แล้วก็ไม่คิดว่าเขาจะติดเกมจนเสียการเรียนขนาดนี้”

5. “..ผมเคยตามลูกไปร้านเกม บรรยากาศมันแย่มาก อุดอู้ สกปรก เด็กที่เล่นเกมอยู่ในร้านทุกคนแม้จะแต่งตัวดีแต่ก็ใช้คำหยาบคาย ลามก และรุนแรงขณะเล่นเกม จนผมคิดอยากจะทำร้านเกมเสียเองให้มันมีแคแรคเตอร์ของการเป็นพื้นที่การเรียนรู้ แต่ครั้นพอคิดได้ว่าตัวเองยังเอาตัวเองไม่รอดเรื่องลูกติดเกมก็เลยเลิกคิด”

6. “..ผมใช้วิธีเข้มงวดเรื่องเวลา จะให้เล่นได้ก็ต่อเมื่อเอาการบ้านมาให้ผมดูก่อนว่าทำเสร็จแล้ว และเล่นได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ยอมเสียเวลาตรวจสอบลูกทุกคน เข้มงวดและลงโทษหนักแน่นเสมอกัน ก็ได้ผลดี”

7. “.. เพื่อนแนะนำให้ดิฉันตามไปดูถึงเกมที่เขาเล่น พูดคุยกับลูกเรื่องเกมที่เขาสนใจ เลือกเกมที่เป็นกีฬา การผจญภัย หรือเกมในทางสร้างสรรค์อื่นๆ มาเล่นกับลูก”

8. “..ที่เสียใจอยู่ตอนนี้ก็คือการตัดสินใจให้เขามีคอมพิวเตอร์ไว้ในห้องนอน เวลาเล่นเกมเขาปิดประตูล็อคห้อง พ่อแม่จะเข้าไปหาก็ไม่ได้ ถ้าย้อนเวลาได้ จะเอาคอมพิวเตอร์มาวางไว้กลางบ้าน ผ่านไปมาก็เห็นว่าลูกเล่นอะไรทำอะไรอยู่ และเมื่อเราเข้านอนไปแล้วเขาจะแอบลุกขึ้นมาเล่นเกมตอนดึกอีกไม่ได้ ความผิดพลาดข้อสองก็คือเขาขอติดตั้งอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงก็ติดให้เขา ยิ่งทำให้เขาเล่นเกมได้มันยิ่งขึ้นไปอีก มาถึงตอนนี้แล้วไม่รู้จะทำอย่างไร มันจึงยากไปหมด ถ้าบังคับมากก็กลัวเขาจะประชดชีวิต ไม่ยอมเรียนหนังสือ”

9. “..ทั้งหมดนี้ก็มาจบที่การโทษตัวเอง ว่าเรานี้เลี้ยงลูกไม่เป็น ทั้งๆที่พ่อแม่เราเลี้ยงเรามาดี แต่เราตามใจลูกไปเสียหมดทุกอย่าง ทำให้ลูกเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง เกียจคร้าน ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ดื้อรั้น ไม่มีความรับผิดชอบ เอาแต่สนุกสนาน ไม่ชอบทำงาน ไม่ชอบเรียน”

10. “ ดิฉัน (แพทย์) เห็นว่าเกมเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรมเท่านั้นเอง แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ “อาการติด” ที่จะเปลี่ยนเข้ามาตามวัย เช่น โทรศัพท์ ทีวี เรื่องเพศ เหล้าและบุหรี่ การพนัน ทั้งหมดนี้ถ้าเด็กฝึกควบคุมตัวเองก็จะก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ไปได้ทั้งนั้น”

สรุปวิธีแก้ปัญหา

ต่อไปนี้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ผมกลั่นออกมาจากข้อมูลที่ได้จากโฟคัส กรุ๊พ แล้วนำมาลองใช้กับผู้ป่วยของผมสองสามราย ตอนนี้กำลังใช้อยู่ ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย พูดง่ายๆว่าไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า จัดว่าเป็นวิธีการแบบหมอเถื่อน ช่วยไม่ได้จริงๆเพราะหลักวิชาแพทย์ในเรื่องนี้ที่ตรงๆจะๆยังไม่มี อ่านแล้วขอให้ถือว่าบทความนี้เป็นเพียงหลักฐานชั้นคำบอกเล่าอีกชิ้นหนึ่งก็แล้วกัน ยังไม่ต้องเชื่อเป็นตุเป็นตะ วิธีแก้ปัญหาของผมคือ

1. เครื่องมือหลักที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ต้องใช้ ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่หรือคุณลูก คือ “การรู้จักวิธีใช้ชีวิตให้มีความสุขด้วยวิธีง่ายๆ” อันได้แก่ ซึ่งสร้างขึ้นจากองค์ประกอบสามอย่างคือ (1) การฝึกสมาธิ (meditation) เพื่อให้จิตใจสงบสุขด้วยวิธีเช่นการตามรู้ลมหายใจ (2) การฝึกตามดูหรือฝึกระลึกรู้ (recall) ความคิดของตัวเองว่าเมื่อตะกี้ตัวเองเผลอคิดอะไร พูดง่ายๆว่าฝึกสติ (3) การฝึกตัวเองให้หัดรู้สภาวะจิตใจของตัวเองอยู่เสมอ (self awareness) ทั้งสามประการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการแก้ปัญหานี้ ทั้งฝ่ายคุณพ่อคุณแม่ และฝ่ายลูก

2. เริ่มต้นการแก้ปัญหาโดยให้พ่อแม่สร้างวินัยต่อตัวเองของตัวพ่อแม่เองก่อน โดย

a. ฝึกตามความคิดและอารมณ์ของตัวเองให้ทัน ทำตัวเองให้เป็นคนที่มีจิตใจโปร่งโล่งสบาย ไม่ซึมเศร้า หรือโมโห หงุดหงิด ดุด่า หรือพร่ำบ่นเพื่อระบายอารมณ์ เรียกว่าจัดการอารมณ์ตัวเองให้ได้ก่อน

b. ทำทุกสิ่งที่ผู้ใหญ่ที่ดีมีวินัยคนหนึ่งพึงทำต่อตนเอง ได้แก่ ถ้าสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์อยู่ควรเลิก ถ้าไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอควรลงมือออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน ถ้าการรับประทานอาหารเป็นไปอย่างไม่ถูกหลักโภชนาการควรปรับเปลี่ยนไปรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ถ้าเป็นคนนอนน้อย พักผ่อนไม่พอ ควรจัดเวลานอนและเวลาพักผ่อนแต่ตัวเองให้พอ เป็นต้น

c. จัดการงานของตนเองให้ดี เป็นระเบียบ ไม่คั่งค้างพอกหางหมู รวมไปถึงจัดการเรื่องการเงินของตนเองให้พอดี มีรายจ่ายไม่เกินรายรับ

3. เมื่อพ่อแม่ได้สร้างวินัยต่อตนเองขึ้นมาได้ระดับหนึ่งแล้ว จึงนำความสำเร็จของการสร้างวินัยต่อตนเองนี้ไปสร้างบรรยากาศของครอบครัวที่อบอุ่นสำหรับลูกๆขึ้นมา คู่ขนานไปกับฝึกสอนให้ลูกๆสร้างวินัยต่อตัวเองของลูกๆ ดังนี้

a. สร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัวขึ้นมา มีสติตลอดว่าเวลาเข้าบ้านต้องจัดการกับอารมณ์ตนเองให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปดูแลลูก สร้างรอยยิ้มเล็กๆ ขึ้นในบ้านทุกครั้งที่มีโอกาส จัดการบรรยากาศโดยรวมของบ้านให้เอื้อต่อการมีปฏิสัมพันธ์กัน

b. ให้ความเข้าใจแก่ลูก เวลาลูกพูดอะไรให้ตั้งใจฟัง ฟังเพื่อที่จะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าลูกต้องการสื่อความคิดหรือความรู้สึกอะไรแก่เรา สรุปความเข้าใจของเราให้เขาตรวจสอบว่าเราเข้าใจเขาถูกหรือไม่ ถ้าเขาบอกว่าเราเข้าใจเขาผิดก็ต้องฟังเขาใหม่ ฟังเพื่อที่จะเข้าใจเขาจริงๆ ไม่ใช่ฟังเพื่อจะโต้ตอบหรือสั่งสอน

c. พูดกับลูกดีๆ พูดในลักษณะเป็นการตกลงกติกา ไม่ใช่การออกคำสั่ง กำหนดกติกาให้ชัดเจนร่วมกันว่าจะค่อยๆลดเวลาเล่นเกมลงอย่างไร

d. สนองต่อพฤติกรรมขบถ ต่อต้าน ไม่เชื่อฟังของลูกด้วยท่าทีไม่ใช้อารมณ์ ใช้ท่าทีที่ธรรมดาแต่มั่นคง ไม่ท้อถอยหรือประชดประชัน บอกเพียงแต่ว่าเราตกลงกันแล้วต้องทำตามที่ตกลง พ่อแม่พึงหนักแน่นในกฎระเบียบ นุ่มนวลในท่าที อย่าทำแบบบัดเดี๋ยวแข็ง ตวาด ด่า ถอดปลั๊ก บัดเดี๋ยวอ่อนพอลูกขอเล่นอีกหน่อยก็ยอม ต้องใช้ท่าทีอ่อนนอกแข็งใน ตกลงกันแล้ว 2 ชั่วโมงครบสองชั่วโมงแล้วขอให้ลูกหยุด ทำกิจกรรมอย่างอื่นดีมั้ยลูก เป็นต้น ถ้าจำเป็นต้องทำโทษก็ทำด้วยความรัก ไม่ทำเพราะเผลอโมโห

e. สร้างวัฒนธรรมการแสดงออกถึงความรักและหวังดีต่อกันแบบทำอย่างเปิด ทำบ่อยๆ ทำทั้งด้วยวาจา เช่นพูดออกมาบ่อยๆว่า “พ่อรักแม่นะครับ” “แม่รักลูกค่ะ” และทำทั้งการใช้ภาษากาย เช่นการสัมผัสบีบมือ โอบกอด ตบหลังตบไหล่

f. กำหนดกิจกรรมร่วมกันขึ้นมา อย่างน้อยสักหนึ่งอย่างในหนึ่งสัปดาห์ที่พ่อแม่ลูกทุกคนต้องมาร่วมกันทำกิจกรรมนี้ด้วยกัน โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องจัดเวลาของตัวเองมาทำสิ่งนี้ให้ได้ เช่นวันอาทิตย์ อาจเป็นการให้ช่วยคุณแม่ทำอาหาร ช่วยคุณพ่อปลูกต้นไม้ ไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปปิกนิก ไปเยี่ยมญาติ เพื่อแย่งเวลาที่ใช้เล่นเกมมาใช้เวลาเรียนรู้สิ่งที่มีประโยชน์อื่นๆอีกมาก

g. วางแผนการใช้เวลาบางส่วนของลูกแบบ “ภาคกึ่งบังคับ” เช่น วันเสาร์ให้เข้าคอร์ส เรียนดนตรี ศิลปะ เต้นรำ กีฬา ภาษา หากิจกรรมต่างๆ ที่คิดว่าเหมาะสมกับลูกมาให้เขาได้ลอง ได้รู้จัก ได้เลือกเองว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ผลพลอยได้นอกจากทักษะด้านต่างๆก็คือลูกจะได้มีเพื่อนมากขึ้น รู้จักเข้าสังคมกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะกับเด็กรุ่นเดียวกัน จะทำให้ลูกไม่อยู่กับตัวเองมากเกินไป และมีโลกทัศน์กว้างขึ้นสร้างบรรยากาศ ทำให้เด็กค้นพบความสุข ความสนุกหลายๆ ด้าน

h. ลงทุนลงแรงสอนลูกให้มีความรับผิดชอบเป็นขั้นเป็นตอน มอบความรับผิดชอบให้เด็กทำตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกาย เช่น ล้างจาน กวาดบ้าน รดน้ำต้นไม้ เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักมีความรับผิดชอบ ต้องทำอะไรบางอย่างถึงแม้จะเบื่อทำขี้เกียจทำแต่ต้องทำ เป็นการสร้างวินัยให้เด็ก เพื่อจะให้เด็กสร้างวินัยให้ตัวเองในอนาคตได้ อย่าเลี้ยงลูกแบบ over protected ไม่มีโอกาสได้ทำหรือได้ตัดสินใจอะไรเองเลย

i. กำหนดมาตรการทางการเงิน สอนให้ลูกบริหารจัดการเงินรายรับ-รายจ่ายของตนให้ได้

j. ชื่นชมให้กำลังใจ มองหาข้อดีในตัวลูก แม้เรื่องเล็กๆน้อยๆ ถ้าเป็นเรื่องดีก็ควรชม ให้เขาได้เกิดความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ ให้เขาได้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง ขณะเดียวกันก็มองข้ามข้อตำหนิเล็กๆน้อยๆของเขาไปเสียบ้าง

k. หมั่นสังเกตว่าลูกอาจอยู่ในภาวะเครียดหรือไม่ มีปัญหาหรือไม่ โดยตัวชี้วัดสำคัญก็คือผลการเรียน สุขภาพ พฤติกรรม และการใช้จ่ายเงิน เมื่อเห็นว่ามีปัญหา ต้องรีบเข้าไปช่วยเขาแก้ปัญหา ชี้ให้เขาเห็นด้านดีอื่นๆที่เขามี ชวนเขาหาความสุขความสำเร็จจากเรื่องอื่นๆ

l. การส่งลูกไปเข้าค่ายตอนปิดเทอมก็เป็นวิธีที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นค่ายแก้ไขเด็กติดเกม ค่ายเด็กอ้วน ค่ายพ่อแม่ลูกผูกพันป้องกันปัญหายุคไซเบอร์ เป็นต้น

m. ถึงจุดหนึ่ง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจาะลึกลงไปถึงรากของความสำเร็จในการสร้างวินัยต่อตนเอง นั่นคือการสอนให้ลูกรู้จักร้องเตือนตัวเอง (recall) เมื่อความคิดหรือความรู้สึกลบเกิดขึ้นในใจ ควบไปกับการฝึกให้มี “ความรู้ตัว (awareness)” ว่าขณะนี้ตัวเองกำลังเฝ้ามองความคิดหรือความรู้สึกของตัวเองอยู่ รู้ว่าตัวเองมีความรู้สึกมีอารมณ์อย่างไร และฝึกสมาธิ ให้รู้วิธีเอาใจไปจดจ่อไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่นลมหายใจของตนเอง เป็นต้น หรืออาจใช้วิธีพากันไปวัด ที่มีการฝึกสอนการฝึกสติสัมปชัญญะและสมาธิโดยตรง

n. ถ้าพยายามทำทั้งหมดนี้แล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่าสิ้นหวัง รู้สึกว่าไม่มีหนทางช่วยเหลือลูกได้ ควรหาทางขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง หรือผู้ที่เชี่ยวชาญ หรือองค์กรที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ถ้าไม่รู้จะไปหาที่ไหน เท่าที่ผมทราบ มีหน่วยงานที่มีหน้าที่นี้โดยตรงอยู่หน่วยหนึ่งชื่อศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กติดเกม สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ โทร. 02-3548305-7 หรือ http://cgap.icamtalk.com/index.php

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

30 พฤษภาคม 2553

กลัวลูกวัยรุ่นติดยาเสพติด จะทำอย่างไรดี

คุณหมอคะ
เพื่อนของลูกบอกว่าลูกดิฉันเสพยา ดิฉันตกใจมาก แต่ไหนแต่ไรไม่เคยคิดว่าจะมาเจอกับตัวเอง ไม่มีไอเดียเลยว่ายาเสพติดมันเป็นยังไง มีกี่แบบ มีผลอย่างไรบ้าง จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเสพยาจริง และถ้าจริงดิฉันจะทำอย่างไรดี


(สงวนนาม)

ตอบ

คุณยิงคำถามแบบไม่ยั้งเลยนะครับ ผมจะพยายามตอบให้ครอบคลุมที่ถาม

ประเด็นแรก ชนิดของยาเสพติด

หากแบ่งตามการออกฤทธิ์ก็มีสามพวกคือ

(1) พวกออกฤทธิ์กดประสาท เช่นฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ สารระเหย พวกนี้จะทำให้มีอาการสลึมสลือ เคลิ้ม หลับ ถ้าเสพมากก็อาจถึงโคม่าหรือตาย ถ้าไม่ได้เสพก็จะกระวนกระวายลงแดงรุนแรง

(2) พวกออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทเช่น ยาบ้า ยาอี (MDMA) เอ็คตาซี โคเคน กระท่อม พวกนี้จะกระตุ้นให้ไม่หลับไม่นอน ให้ตื่นตัว ทำอะไรได้มากกว่าธรรมดา เมื่อเสพมากทำให้สมองเสื่อม เป็นโรคจิต เมื่อหมดฤทธิ์ยาก็เกิดภาวะซึมเศร้า ระแวง ฆ่าตัวตาย

(3) พวกออกฤทธิ์หลอนประสาท เช่น LSD (Lysergic acid diethylamide) , DMT dimethyltryptamine), ยาเค (ketamine) เห็ดขี้ควาย พวกนี้เมื่อเสพเข้าไปแล้วจะมีอาการประสาทหลอนเป็นภาพเป็นเสียง เมื่อเสพมากก็ทำให้สมองเสื่อมและเป็นโรคจิตได้หลายแบบ รวมทั้งโรคจิตชนิดซึมเศร้าและมีการฆ่าตัวตายสูงด้วย
หากแบ่งตามกฎหมาย (พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522) ก็แบ่งเป็น 5 ประเภท ประเภทที่ 1 มีความสำคัญที่สุด ได้แก่เฮโรอีน , LSD, ยาบ้า (แอมเฟตามีน) ยาไอซ์ ยาอี ยาเค โคเคน ซึ่งล้วนเป็นยากลุ่มที่วัยรุ่นนิยมใช้มากที่สุด ส่วนประเภทอื่นๆก็แรงลดหลั่นลงไปและไม่ค่อยสำคัญต่อปัญหาวัยรุ่นมากนัก ได้แก่ ประเภทที่ 2. ฝิ่น มอร์ฟีน โคเดอีน ประเภทที่ 3. ยาตำรับรักษาโรคที่อาจใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้ ประเภทที่ 4. สารเคมีที่ใช้ผลิตยาเสพติด ประเภทที่ 5. กัญชา กระท่อม

ประเด็นที่สอง เหตุที่ทำให้เด็กติดยา พอจะแบ่งออกเป็นสามกลุ่มสาเหตุ คือ

(1) สาเหตุจากสิ่งแวดล้อม (เพื่อนบ้าน ชุมชน โรงเรียน สังคม) ซึ่งผมจะไม่พูดถึงรายละเอียดในที่นี้

(2) สาเหตุจากครอบครัว ข้อมูลที่ดีที่สุดในการมองปัญหาครอบครัวต่อการติดยาเสพติดคือผลการทบทวนงานวิจัย ของปปส. ซึ่งได้ทบทวนงานวิจัยช่วงปี 2540-2547 รวม 141 ฉบับ ได้ผลสรุปออกมาว่าลักษณะของครอบครัวที่ทำให้เด็กติดยาเสพติดมี 10 ประการ ดังนี้

1. ครอบครัวมีความขัดแย้งกัน ทะเลาะเบาะแว้ง
2. ครอบครัวขาดกิจกรรมร่วมกัน
3. พ่อแม่คาดหวังสูงและผลักดันแรง เกินความเป็นตัวของตัวเองของเด็ก
4. การบริหารเวลาของครอบครัวมุ่งเน้นการหาเงินมากกว่าการสร้างความสัมพันธ์ ครอบครัวที่ยากจนทิ้งเด็กไว้กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ครอบครัวที่มีเงินใช้เงินแทนการสร้างความสัมพันธ์ ทำให้มีเงินเหลือไปซื้อยา
5. มีการใช้ยาเสพติดในครอบครัว
6. ไม่มีการสอนเรื่องข้อเสียของยาเสพในครอบครัว
7. แบบแผนการเลี้ยงดูมีเอกลักษณ์สองอย่างคือ (1) ไม่ได้สอนให้เด็กพึ่งตนเองได้อย่างเป็นขั้นตอน ทำให้เด็ก over protected และขาดวุฒิภาวะ (2) ไม่สนับสนุนการแสดงความรักต่อกันทั้งภาษาพูดและภาษากาย
8. ครอบครัวใช้วิธีอำนาจนิยม ใช้ความรุนแรง
9. ครอบครัวแตกแยก หย่าร้าง
10. มีความห่างเหินระหว่างกันของคนในครอบครัว ลูกขาดความผูกพัน ขาดที่ปรึกษา และหันไปผูกพันกับคนนอกครอบครัว

(3) สาเหตุจากตัวเด็กเอง

งานวิจัยแบบโฟคัสกรุ๊พที่สัมภาษณ์ตัวเด็ก พอสรุปสาเหตุด้านตัวเด็กได้ดังนี้
1. ความอยากลอง
2. การตามเพื่อน และแรงกดดันจากเพื่อนๆ
3. ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆ เขาก็ทำกัน ไม่เห็นจะแปลกอะไร
4. สถานการณ์พาไป โดยเฉพะงานปาร์ตี้ที่มีการแอบใส่ยา
5. เป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านผู้ใหญ่
6. ใช้เป็นทางออกของปัญหาทางอารมณ์ การไม่มีความสุข การไม่ได้รับการยอมรับ

ประเด็นที่สาม ลางบอกเหตุว่าลูกติดยา มีดังนี้

1. ผลการเรียนตกต่ำผิดสังเกต
2. มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เที่ยวกลางคืนมากขึ้น ก้าวร้าว ชอบฝ่าฝืนกฎระเบียบเมื่ออยากจะใช้ยา
3. มีสุขภาพจิตเลวลง ขี้กังวล หงุดหงิดง่าย กระวนกระวายเมื่อมีความต้องการใช้ยา
4. มีสุขภาพกายเลวลง ร่างกายทรุดโทรม ง่วงเหงาหาวนอนในชั้นเรียน
5. บุคลิกภาพเปลี่ยนไป ปล่อยตัว ไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเอง
6. มีความต้องการเงินมาก ขโมยของไปขาย

ประเด็นที่สี่ จะรับมือกับปัญหาลูกติดยาอย่างไรดี

ขั้นที่ 1. ปรับครอบครัวก่อน คือคุณพ่อคุณแม่ต้องร่วมกันตั้งเป้าหมายว่าจะร่วมกันสร้างครอบครัวที่รักใคร่ปรองดองกันด้วยดีขึ้นมา โดย

1.1 สร้างวัฒนธรรมการแสดงออกถึงความรักและหวังดีต่อกันอย่างเปิดเผยทั้งด้วยวาจา เช่นพูดออกมาบ่อยๆว่า “พ่อรักแม่นะครับ” “แม่รักลูกค่ะ” และมีวัฒนธรรมการใช้ภาษากายกันเป็นประจำ เช่นการสัมผัสบีบมือ โอบกอด ตบหลังตบไหล่ ไม่มีการใช้อำนาจต่อกันในครอบครัว

1.2 กำหนดกิจกรรมร่วมกันขึ้นมา อย่างน้อยสักหนึ่งอย่างในหนึ่งสัปดาห์ที่พ่อแม่ลูกทุกคนต้องมาร่วมกันทำกิจกรรมนี้ด้วยกัน โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องจัดเวลาของตัวเองมาทำสิ่งนี้ให้ได้


ขั้นที่ 2. สอนพื้นฐานการใช้ชีวิตที่พ่อแม่ทั่วไปพึงสอนให้ลูก อันได้แก่

2.1 สอนพื้นฐานการรู้จักใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างเรียบง่าย อันได้แก่ (1) สอนให้ฝึกสมาธิ (meditation) เพื่อให้จิตใจสงบสุขด้วยวิธีเช่นการตามรู้ลมหายใจ (2) สอนให้ฝึกตามดูหรือฝึกระลึกรู้ (recall) ความคิดของตัวเองว่าเมื่อตะกี้ตัวเองเผลอคิดอะไร (3) สอนให้หัดรู้สภาวะจิตใจของตัวเองอยู่เสมอ (self awareness) ทั้งสามประการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์ ในกรณีที่พ่อแม่ไม่ถนัดที่จะสอนเรื่องเหล่านี้ อาจใช้วิธีพาลูกไปรับฟังคำสอนของผู้รู้ทางด้านนี้ เช่นพระสงฆ์องค์เจ้าที่เป็นที่เคารพนับถือ เป็นต้น

2.2 ฝึกสอนให้เด็กพึ่งตนเองได้ ทำอะไรเองได้ ให้หัดมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เป็นขั้นเป็นตอน อย่าให้ลูกเป็นคน over protected ทำอะไรเองก็ไม่เป็น ตัดสินใจเรื่องอะไรเองก็ไม่ได้ กระบวนการนี้จะเป็นการสร้างความนับถือกันและกัน (trust) ขึ้นระหว่างลูกกับพ่อแม่ด้วย

2.3 ฝึกสอนลูกให้รู้จักบริหารการเงิน วางแผนใช้จ่ายเงินอย่างมีเหตุผล

2.4 พร่ำสอนลูกถึงพิษภัยของยาเสพติดว่าเมื่อติดแล้วมักถอนตัวยาก และมีผลต่อชีวิตทั้งชีวิต รวมทั้งสอนถึงวิธีพาตัวเองหลบหนีจากยาเสพติด โดยถือเป็นวาระหลักอย่างหนึ่งในการสอนลูก

2.5 สนับสนุนให้ลูกเกิดความนับถือตัวเอง ให้รู้สึกว่าได้รับการยอมรับ และรู้สึกว่าตนเองเป็นคนมีค่า ภายใต้ขอบเขตความสามารถและความถนัดที่ลูกมี ซึ่งอาจรวมไปถึงการสนับสนุนให้เล่นกีฬา ดนตรี ทำกิจกรรม หรือเดินทางท่องเที่ยว เป็นต้น


ขั้นที่ 3. เข้าไปประเมินสถานการณ์และหาจังหวะช่วยเหลือ ได้แก่

3.1 หาข้อมูล ด้วยวิธีที่แนบเนียน ไม่เข้าไปวุ่นวายเช่นค้นกระเป๋า ค้นห้องนอน แต่ควรใช้วิธีพูดคุยกัน ในทำนองของการไถ่ถามถึงเรื่องราวทั่วๆ ไป เปิดโอกาสให้เขาเอ่ยปากปรึกษาหารือ ฟังเขาอย่างตั้งใจ ฟังเพื่อที่จะเข้าใจว่าเขาคิดอะไร เขาอยากได้อะไร เปิดใจรับฟังได้ทุกอย่างโดยไม่โวยวาย เน้นการสร้างความไว้วางใจขึ้นมาก่อน

3.2 หยั่งเชิงถามความพร้อมของลูกในการเผชิญปัญหายาเสพติด เช่นถามว่าถ้าบังเอิญเข้าไปเจอปัญหาเรื่องยาเสพติดจะป้องกันตัวเองอย่างไร ถ้าบังเอิญเพื่อนเขาชวนให้เสพ จะพูดอย่างไร ถ้าบังเอิญไปงานเลี้ยงที่เขาเสพยากันจะทำอย่างไร ถ้าเขามีไอเดียที่จะป้องกันตัวเองดีอยู่แล้วก็สนับสนุน ถ้าเขายังมองไม่เห็นปัญหาในบางแง่ก็ให้ข้อมูลเสริม ขั้นตอนนี้เป็นการเตรียมความพร้อมให้เขาเผชิญปัญหาจริงได้

3.3 เชื่อมโยงกับเครือข่ายรอบชีวิตของลูกเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล เข้าถึงกลุ่มเพื่อนของลูก ยอมรับเพื่อนของลูก ทำให้ติดตามได้ว่า เขาไปทำอะไรกันที่ไหนบ้าง เปิดใจรับฟังเมื่อเพื่อนของลูกพูด ยอมให้เพื่อนของลูกเข้ามาในบ้าน เข้ามาพูดคุยกัน ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันที่บ้าน ขณะเดียวกันก็รักษาสายสัมพันธ์และสอบถามข่าวคราวกับอาจารย์ที่ปรึกษาของลูกที่โรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ

3.4 ใช้ความนับถือกันและกันระหว่างพ่อแม่กับลูกสร้างปฏิญญาร่วมกันขึ้นมา ด้วยวิธีพูดคุยตกลงกันอย่างเปิดเผย ว่าครอบครัวของเราจะไม่ยอมให้มียาเสพติดเข้ามา หากมีเข้ามา ทุกคนต้องเปิดเผยข้อมูลต่อกัน หารือกัน และช่วยกันแก้ไขเพื่อขจัดยาเสพติดออกไป แสดงความตั้งใจแน่วแน่ให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่ถือยาเสพติดเป็นศัตรูร้ายที่จะมาทำลายลูก หากมียาเสพติดแทรกเข้ามาจริง พ่อกับแม่จะทำทุกอย่างเพื่อขจัดยาเสพติดออกไป

3.5 เฝ้าระวังโดยการสังเกตผลการเรียน พฤติกรรม สุขภาพจิต สุขภาพกาย บุคลิกภาพ การใช้จ่ายเงิน เมื่อใดที่เห็นชัดว่ามีปัญหายาเสพติดเกิดขึ้น ให้รีบเข้าไปแก้ปัญหาโดยเร็วทันที โดยประสานงานกับเพื่อนๆของลูก ครูที่โรงเรียน ญาติพี่น้องที่ลูกสนิทด้วย ด้วยมาตรการตั้งน้อยไปหามาก ซึ่งอาจรวมถึงการใช้กิจกรรมบำบัด การควบคุมการใช้จ่ายเงิน การย้ายถิ่นที่อยู่ การย้ายโรงเรียน การตัดขาดจากเพื่อนที่ติดยา และการส่งลูกเข้าสถานบำบัดถ้าจำเป็น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

29 พฤษภาคม 2553

ให้คุณหมอช่วยแปลความผลตรวจเม็ดเลือดแดงผิดปกติ

เรียน คุณหมอสันต์

ด้วยดิฉัน อาศัยอยู่ต่างประเทศ switzerland มีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลของการตรวจเลือดที่อยากจะเรียนถามคุณหมอ สืบเนื่องมาจากดิฉันไม่สบายมีอการไอเจ็บคอ มีน้ำมูกเละมีไข้จึงไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการและหมอที่ทำการตรวจเป็นคนที่นี่ซึ่งใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลัก ดิฉันจึงไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้แม้ว่าจะอธิบายเป็นภาษาอังกฤษในบางคำที่ดิฉันไม่เข้าใจก็ตาม โดยผลของการตรวจเลือดเป็นดังนี้
ข้อมูลทั่วไป
อายุ 41 ปี ส่วนสูง 160 น้ำหนัก 49 ก.ก ไม่เคยมีอาการซีด ไม่เบื่ออาหาร

Erythrozyten 5.67 สูงกว่าปกติ
MCV 74.0 ต่ำกว่าปกติ
MCH 22.9 ต่ำกว่าปกติ
MCHC 312 ปกติ
RDW 15.7 สูงกว่าปกติ
C-reaktives Protein 2.5
ค่าอื่นๆ ตามการตรวจทั่วไป อยู่ในระดับปกติ

จากข้อมูลข้างต้นนี้ ดิฉันขอความกรุณาคุณหมอช่วยตอบข้อส่งสัยหรือคำอธิบายอื่นเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจในข้อบ่งชี้ของผลเลือดที่ออกมานี้ด้วยค่ะ ส่วนค่าการตรวจวัดอื่นๆ ปกติหมอที่ทำการตรวจอาการเพียงแค่เขียนใบสั่งยา ซึ่งเป็นยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้ไอ แก้เจ็บคอมาให้ แล้วให้ดิฉันไปรับยาที่ร้ายขายยา ร้านขายยาที่นี้จะขายยาตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น ไม่ได้มีการบอกหรือแจกแจงผลการตรวจเลือดเลย ดิฉันจึงขอให้เขาพิมพ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แล้วมาหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต รู้เพียงคร่าวๆ จากการเปรียบเทียบข้อบ่งชี้ว่าเลือดของดิฉันไม่ปกติแน่นอน และอีกอย่างการจะไปหาหมอกรณีเจ็บป่วยที่นี่แปลกมาก จะต้องทำการโทรนัดหมายก่อนทุกครั้ง เป็นอะไรเขาจะรักษาแค่นั้น ส่วนโรคอื่นคุณต้องมาหาใหม่เสียเงินใหม่อีกครั้งเขาจะไม่ตรวจเจาะลึก การตรวจรักษาจะคิดเป็นชั่วโมงนาทีเลยทีเดียวซึ่งแพงมาก และทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ต้องมีประกันสุขภาพไม่มีประกันอยู่ประเทศนี้ไม่ได้กฎหมายบังคับไว้เลย เห็นแล้วดิฉันคิดถึงเมืองไทยและคุณหมอไทยทุกท่านเลยค่ะ หมอบ้านเราเก่งกว่าที่นี้เยอะมาก หมอที่นี่เป็นธุรกิจเกินไป

(ขอปิดนาม)


ตอบครับ

ประเด็นที่ 1. ผลเลือดของคุณ

Erythrozyten = 5.67 (สูงกว่าปกติ) หมายความว่ามีจำนวนเม็ดเลือดแดงมกี่ล้านเม็ดต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ธรรมดาผู้หญิงจะมีประมาณ 4.5-5.2 ถ้ามีมากเกินก็มีสาเหตุได้หลาย เช่น เคยอยู่ที่ต่ำแล้วขึ้นไปอยู่ที่สูงๆซึ่งออกซิเจนน้อย ร่างกายต้องปรับตัวสร้างเม็ดเลือดแดงมากขึ้น หรือบางทีก็เป็นเพราะเม็ดเลือดแดงพาออกซิเจนได้ไม่ดี จึงต้องมีแยะๆ

MCV = 74.0 (ต่ำกว่าปกติ) ค่านี้คือปริมาตรหรือขนาดของเม็ดเลือดแดง คนปกติจะมีขนาด 80-100 fl ของคุณเรียกว่าเป็นเม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นเพราะกรรมพันธุ์ของเม็ดเลือดเป็นอย่างนั้น คนไทยจำนวนร่วม 20% เป็นโรคทาลาสซีเมีย หรือโรคกรรมพันธุ์เม็ดเลือดแดงผิดปกติ ทำให้เม็ดเลือดจำนวนหนึ่งมีขนาดเล็กและบิดเบี้ยวกว่าปกติ

MCH = 22.9 (ต่ำกว่าปกติ) ค่านี้คือจำนวนตัวพาออกซิเจนหรือฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแต่ละเม็ด เมื่อเม็ดเลือดแดงขนาดเล็ก ก็เป็นธรรมดาที่จำนวนฮีโมโกลบินจะน้อยลงไปด้วย

MCHC = 312 (ปกติ) มีความหมายเหมือน MCH เพียงแต่ว่าคำนวณคนละแบบ คือ MCH คำนวณโดยเอาจำนวนเม็ดเลือดไปหาร ส่วน MCHC คำนวณโดยเอาเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดอัด (Hct) ไปหาร กรณีที่ค่า MCH ต่ำแต่ MCHC ปกติอย่างของคุณนี้ก็ตีความได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็ก ไม่ได้เป็นเพราะขาดตัวพาออกซิเจน

RDW = 15.7 (สูงกว่าปกติ) ค่านี้คือเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดที่มีขนาดผิดปกติ

C-reaktives Protein (CRP)= 2.5 (สูงผิดปกติ) ค่านี้แสดงถึงการอักเสบใดๆก็ได้ที่เกิดขึ้นในร่างกาย

เรื่องที่คุณเป็นหวัดนั่นเรื่องหนึ่งซึ่งผมถือว่าจบไปแล้วจะไม่กล่าวถึงในที่นี้ ขอพูดถึงแต่ผลเลือดของคุณ ซึ่งบอกว่าคุณน่าจะมียีนแฝงหรือมีกรรมพันธุ์ของโรคทาลาสซีเมียแบบใดแบบหนึ่ง การจะพิสูจน์ว่าเป็นแบบใดแน่ต้องตรวจวิเคราะห์ชนิดของฮีโมโกลบิน (Hb typing) และตรวจดูยีนอัลฟ่าทาลาสซีเมีย

ถามว่าจำเป็นต้องตรวจไหม ตอบว่าไม่จำเป็นถ้าคุณมีลูกแล้วและไม่คิดจะมีลูกอีก แต่ถ้าคุณคิดจะมีลูก การตรวจเลือดของทั้งคุณและสามีจะมีประโยชน์ในแง่เพื่อให้รู้ว่าลูกที่จะเกิดมาจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ไหม ในกรณีที่คุณมีลูกแล้ว หากลูกๆเขาจะไปแต่งงาน ผมแนะนำอย่างแรงว่าเขาและแฟนของเขาควรตรวจคัดกรองทาลาสซีเมียก่อนแต่งงานเพื่อจะวางแผนการมีบุตรได้อย่างเหมาะสม

ประเด็นที่ 2. เรื่องความยากในการไปหาหมอ หมอตรวจแต่ปัญหาเฉพาะหน้าไม่เจาะลึก และหมอเป็นธุรกิจ อันนี้มันเป็นปัญหาระดับโลกครับ ที่เมืองไทยเราก็เป็นเหมือนกันนั่นแหละ วิธีแก้ที่ผมแนะนำคือ make your heart แปลว่าทำใจเสียเถิดครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

28 พฤษภาคม 2553

ดิฉันเป็นโรคกระดูกสันหลังระดับคอเสื่อม ผ่าตัดดีหรือไม่ดี

ดิฉันเป็นโรคกระดูกสันหลังระดับคอเสื่อม มีอาการเจ็บรอบๆหัวไหล่ซ้ายและคอ มีเจ็บแปล๊บๆลงไปทางปลายแขนซ้าย ได้ตรวจ MRI แล้วหมอกระดูกแนะนำให้ผ่าตัด หมอประสาทวิทยาแนะนำว่าไม่ควรผ่า อยากได้ข้อมูลที่มีสาระน้ำหนักพอให้ตัดสินใจได้

ตอบ

ผมให้ข้อมูลคุณเป็นประเด็นๆไปนะครับ

ประเด็นที่หนึ่ง ระดับความรุนแรงของโรค ที่พอบอกได้จากอาการ คือเรื่องการปวดไหล่ปวดคอนี้มีระดับความรุนแรง 3 ระดับคือ

1. เป็นการปวดกล้ามเนื้อและเอ็น (myofascial pain) ซึ่งอาจมีการเสื่อมของกระดูกสันหลังระดับคอ (cervical spondylosis) ร่วมด้วยแต่ไม่เกี่ยวอะไรกับเส้นประสาทและแกนประสาท มักบอกตรงที่ปวดได้แม่นยำ กดลงไปก็มักถูกตรงที่ปวดได้ อันนี้ไม่รุนแรง การรักษาใช้วิธีบีบๆนวดๆไม่ต้องผ่าตัด

2. การเสื่อมของกระดูกสันหลังที่มีการกดทับโคนเส้นประสาท (cervical spondylotic radiculopathy) ร่วมด้วย อาการที่เป็นคือมีอาการปวดหรือเสียวแปล๊บร้าวไปตามบริเวณที่เส้นประสาทนั้นเลี้ยงอยู่ เช่นร้าวจากไหล่ลงไปแขน ทำ MRI จะเห็นว่ามีหมอนกระดูกหรือกระดูกงอกกดโคนเส้นประสาทชัดเจน กรณีเช่นนี้ทางแพทย์ศัลยกรรมกระดูกมักแนะนำให้ผ่าตัดเร็วหน่อย แต่ถ้าเป็นแพทย์อายุรกรรมประสาทก็จะแนะนำให้ผ่าตัดช้าหน่อย เรียกว่าเป็นความชอบส่วนตัวของหมอแต่ละสาขา ต่างฝ่ายต่างมีข้อมูลมาสนับสนุนตัวเอง แต่เป็นข้อมูลคนละชุด เข้าทำนองพระเถียงกันเพราะอ้างพระไตรปิฎกคนละบทนั่นแหละครับ

3. การเสื่อมของกระดูกสันหลังที่มีการกดทับแกนประสาทสันหลัง (cervical spondylotic myelopathy - CSM) มีอาการเสียการทำงานของแกนประสาทสันหลัง เช่นกลั้นปัสสาวะ อุจจาระไม่อยู่ หายใจติดขัด ทำ MRI เห็นหมอนกระดูกกดแกนประสาทสันหลังชัดเจน กรณีนี้ทางแพทย์อายุรกรรมประสาทจะถือเป็นเรื่องรุนแรง และมักแนะนำให้ผ่าตัด

ประเด็นที่สอง นัยสำคัญของผล MRI โดยสถิติจะพบ MRI ที่ผิดปกติได้เสมอแม้ในผู้สูงอายุที่ไม่มีอาการอะไรเลยก็ยังพบว่า MRI ผิดปกติได้ถึง 60% คือเห็นหมอนกระดูกกดโคนเส้นประสาทบ้าง กดแกนประสาทสันหลังบ้าง ดังนั้น ความผิดปกติที่พบใน MRI จึงมีความเป็นไปได้ว่าสิ่งที่พบใน MRI อาจจะเป็นสาเหตุ หรืออาจจะไม่ได้เป็นสาเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อที่ระดับคอและหลังส่วนบนก็ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมในบางรายเราผ่าตัดแก้ความผิดปกติที่เห็นใน MRI ไปหมดแล้วแต่ไม่หายก็มี

ประเด็นที่สาม การดำเนินของโรคกรณีที่ไม่รักษา โรคนี้กรณีไม่ได้รับการรักษามีความเป็นไปได้ในระยะยาวสองแบบ แบบที่หนึ่ง ซึ่งเกิดกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ คือผู้ป่วยจะมีระยะปลอดอาการค่อนข้างยาวนาน สลับกับระยะมีอาการเป็นครั้งคราวแล้วหายไปเอง (intermittent) กับ แบบที่สอง ซึ่งเกิดกับผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง (โดยไม่มีใครทราบว่ากี่เปอร์เซ็นต์) คืออาการของโรคจะแย่ลงๆ จนถึงระดับเกิดภาวะทุพลภาพ

ประเด็นที่สี่ ประโยชน์และความเสี่ยงของแต่ละทางเลือกในการรักษา ทางเลือกยังคงมีสองวิธี คือ

1. การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด (มีหลายวิธี ได้แก่ให้ยา, ตรึงคอ, ปรับไลฟ์สไตล์ (เช่นการสอนท่าร่างในการทำงาน), ทำกายภาพบำบัด (เช่นดึงคอ ออกกำลังกาย) และการรักษาทางเลือกอื่นๆเช่นจัดกระดูก บีบนวด การติดตามผู้ป่วยในงานวิจัยหนึ่งนาน 15 ปี พบว่าการรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดนี้ทำให้อาการหายไปได้ 79% โดยที่ยังไม่มีข้อมูลว่าการวิธีการใดดีกว่ากัน และไม่มีข้อมูลว่าการทำสิ่งเหล่านี้กับการอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลย อย่างไหนจะดีกว่ากัน

2. การผ่าตัด มี ข้อดี คือหากแก้ไขภาวะกระดูกเสื่อมที่มีอยู่ได้ครบถ้วนทุกระดับ โอกาสที่อาการจะหาย มี 90% (ไม่ใช่ 100%) แต่ถ้าการผ่าตัดนั้นไม่ได้แก้ไขความเสื่อมครบถ้วนทุกระดับ จะหายแค่ 60% โดยมี ข้อเสีย หรือความเสี่ยงของการผ่าตัด คือ (1) ภาวะแทรกซ้อนของการดมยาสลบ ที่ซีเรียสที่สุดคือโอกาสที่จะเสียชีวิตจากการดมยาสลบ แม้ว่าโอกาสเกิดเรื่องดังกล่าวจะมีน้อยกว่าหนึ่งในหมื่นแต่ก็เป็นความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ (2) ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเอง ได้แก่ (2.1) ที่ถึงเสียชีวิตได้คือการเกิดฟองไขมันเข้าไปตามกระแสเลือด (fat embolism) แต่มีโอกาสเกิดน้อยมากในการผ่าตัดกระดูกชนิดนี้ น้อยกว่าหนึ่งในหมื่น (2.2) ที่ซีเรียสรองลงมาคือเกิดภาวะอัมพาตหรือแขนขาอ่อนแรงอย่างถาวร (quadriplegia) มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยกว่าหนึ่งในหมื่นเช่นกัน (
3) ภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ถึงกับซีเรียส แต่ก็เป็นสาเหตุให้ต้องอยู่รพ.นานขึ้นและอาจมีความทุพลภาพตามมาได้ เช่น การติดเชื้อแผลผ่าตัด การเกิดเลือดออกหลังผ่าตัดจนต้องกลับไปผ่าตัดใหม่ เป็นต้น ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้มีระดับความรุนแรงได้แตกต่างกัน และมีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 1% โดยเกิดขึ้นได้เสมอแม้ว่าแพทย์จะได้ทำการผ่าตัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาเต็มที่แล้วก็ตาม

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลที่ทางการแพทย์มีอยู่ ณ ขณะนี้ เนื่องจากผลการผ่าตัดมีทั้งออกหัว (คือหาย) และออกก้อย (คือไม่หาย) ทั้งข้อมูลที่มีอยู่ก็หลวมโพรกเพรก ไม่แน่นหนาพอที่จะตัดสินใจได้ฉับฉับว่าจะทำอย่างไรดี การตัดสินใจจึงตกเป็นหน้าที่ของคนไข้ต้องเลือกเอาเองครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Fouyas IP, Statham PF, Sandercock PA. Cochrane review on the role of surgery in cervical spondylotic radiculomyelopathy. Spine (Phila Pa 1976). Apr 1 2002;27(7):736-47.

2. Chagas H, Domingues F, Aversa A, Vidal Fonseca AL, de Souza JM. Cervical spondylotic myelopathy: 10 years of prospective outcome analysis of anterior decompression and fusion. Surg Neurol. 2005;64 Suppl 1:S1:30-5; discussion S1:35-6.

ปวดหัว หัวปวด ปวด ป๊วด ปวด

คุณหมอสันต์คะ
ดิฉันอายุ 24 ปี เมื่อคืนก่อนดิฉันมีอาการปวดศีรษะ ปวดมากจนนอนไม่หลับ ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย ตอนนี้ก็ยังมึนๆอยู่ ตื่นเช้าไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็น tension headache ให้ยาแก้ปวดหัวและยากล่อมประสาทมาทาน ให้นอนพักผ่อนชดเชยแล้วจะหายเอง ดิฉันยังไม่สบายใจ อยากถามคุณหมอสันต์ว่าอาการปวดศีรษะเกิดจากอะไรได้บ้าง และดิฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

ตอบ

คำถามแรก ถามว่าปวดหัวเกิดจากอะไรได้บ้าง
ตอบว่าเกิดจากสาเหตุได้เยอะแยะแป๊ะตาไก่ แต่เพื่อความง่ายอาจแบ่งเป็นสามกลุ่มสาเหตุ คือ

1. พวกไม่รู้สาเหตุ หมายถึงวิชาแพทย์ยังไม่รู้สาเหตุ โดยที่สาเหตุจริงเขาก็คงมีอยู่หรอก แต่หมอไม่รู้ ทางหมอเรียกว่า functional headache หมายความว่าปวดหัวแต่ตรวจไม่พบพยาธิสภาพที่ส่วนใดๆของร่างกายเลย ซึ่งยังแบ่งย่อยได้เป็นสามพวกใหญ่ๆ (จะเห็นว่าหมอเนี่ยชอบแบ่งนะครับ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ยังอุตสาห์แบ่งได้ตั้งสามพวก) คือ

1.1 โรคปวดหัวจากความตึงของกล้ามเนื้อ (tension headache) มักปวดระดับน้อยถึงปานกลาง มักสัมพันธ์กับเครียด อดนอน หิว ใช้ตามาก หรือเมื่อตำแหน่งศีรษะอยู่ผิดที่ พวกนี้รักษาง่าย เป่ากระหม่อมก็หายแล้ว พูดเล่นนะครับ กินยาพาราเซ็ตตามอล นอนให้พอ กินให้อิ่ม ลดการใช้สายตาลง ออกกำลังกายให้หายเครียด ถ้าปวดเมื่อยแถวคอหรือหลังหูก็บีบๆนวดๆ

1.2 โรคไมเกรน (Migraine) เป็นการปวดแบบตึ๊บๆ (vascular headache) ปวดข้างเดียวบ้าง สองข้างบ้าง ปวดครั้งหนึ่งกินเวลา 4-72 ชม. ถ้ามีอาการนำ (aura) ที่เกิดจากการเสียการทำงานของระบบประสาทเป็นการชั่วคราวเช่นเห็นแสงสีวูบวาบ เรียกว่า classic migraine ถ้าไม่มีอาการนำเรียกว่า common migraine มักเป็นกรรมพันธุ์ มักมีอาการแพ้แสง นอนไม่หลับ และซึมเศร้า ร่วมด้วย พวกนี้รักษายากหน่อย ยาที่ใช้รักษามักเป็นยาโน่นผสมยานี่ แต่อย่ารักษาตัวเองเลย ไปให้หมอรักษาดีกว่า

1.3 โรคปวดหัวแบบคลัสเตอร์ (Cluster headache) เป็นการปวดรุนแรงข้างเดียว มักเป็นที่หลังลูกตาหรือที่เบ้าตา ร่วมกับมีอาการจากการทำงานของเส้นประสาทอัตโนมัติเช่นน้ำมูกน้ำตาไหล หรือเหงื่อหน้าออก หรือตาแดง หรือหนังตาบวม หรือหนังตาตก โดยที่เป็นอยู่ซีกเดียว หมอมักรักษาฉุกเฉินได้ด้วยการให้ดมออกซิเจน และให้ยาสารพัด ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง

2. พวกที่เกิดจากสาเหตุนอกสมอง เช่น

2.1 โรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่มีการเสื่อมสภาพในส่วนของลำ (axon) ของประสาทตา ทำให้เกิดการเสื่อมของการมองเห็น และอาจมีการเพิ่มความดันในลูกตา เป็นมากก็ตาบอดได้

2.2 สายตาผิดปกติ (Eye refractive error) เช่นตาเอียง ตาสั้น ตายาว

2.3 โพรงไซนัสอักเสบ (Sinusitis)

2.4 หูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media)

2.5 โรคภูมิคุ้มกันทำลายหลอดเลือดตนเอง (Temporal หรือ Giant cell arteritis) เป็นโรคที่เกิดจากเซลเม็ดเลือดขาวบางชนิด (CD4+ T helper cell) ของร่างกายถูกกระตุ้นให้ไปทำลายเยื่อบุหลอดเลือดชั้นใน (internal elastic lamina) ของหลอดเลือดหลายแห่ง แต่เห็นชัดและตัดชิ้นเนื้อมาตรวจได้ง่ายที่หลอดเลือดที่ขมับ (temporal artery) มีอาการปวดหัว ปวดคอร่วมกับอาการอักเสบมีไข้ บางครั้งมีอาการซึ่งเป็นอาการเอกลักษณ์ของโรคที่ไม่มีชื่อภาษาไทย เรียกว่าโพลี่ไมอาลเจีย รูมาติก้า (polymyalgia rheumatic) คือปวดรอบวงไหล่ (shoulder girdle) และวงตะโพก (hip girdle) การรักษาใช้สะเตียรอยด์เป็นยาหลัก

2.6 กลุ่มอาการปวดข้อกราม (TM joint syndrome) เป็นการปวดหัวจากความผิดปกติของการทำงานของข้อกรามที่หน้าหู ซึ่งอาจเกิดจากการกัดฟันขณะนอนหลับหรือเหตุอื่นๆ

2.7 กระดูกสันหลังระดับคอเสื่อม (Cervical spondylosis)

2.8 ความดันเลือดสูง (Hypertension)

2.9 โรคไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดแดงมากเกินไป (polycythemia)

2.10 โรคติดเชื้ออักเสบเป็นไข้ ไม่ว่าจะเป็นที่อวัยวะไหนก็ปวดหัวได้ทั้งนั้น

2.11 ปวดศีรษะจากยาที่รับประทาน เพราะยาใดๆที่หมอให้รับประทานก็ล้วนมีฤทธิ์ข้างเคียง ไม่คลื่นไส้ก็ปวดท้อง ไม่ปวดท้องก็ปวดหัว เป็นต้น
2.13 พวกติดกาแฟก็ปวดหัวได้ง่ายๆ เวลาลงแดงอยากดื่มคาเฟอีนแต่ไม่ได้ดื่ม

3. พวกที่เกิดจากสาเหตุซึ่งอยู่ในสมอง เช่น

3.1 หลอดเลือดในสมองโป่งพองหรือผิดปกติ (Vascular malformation) บางครั้งส่วนที่โป่งพองขยายตัวออก (ใกล้จะแตก) จะทำให้มีอาการปวดศีรษะมาก และถ้าทิ้งไว้ก็จะแตกจริงๆ ซึ่งจะทำให้กลายเป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้

3.2 อัมพาต (Stroke) ซึ่งมีสองแบบ คือแบบลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดสมอง (ischemic stroke) ซึ่งต้องรักษาด้วยการรีบฉีดยาละลายลิ่มเลือด กับแบบหลอดเลือดแตกแล้วมีเลือดคั่งในสมอง (hemorrhagic stroke) ซึ่งต้องรักษาด้วยการรีบผ่าตัดเอาเลือดที่คั่งออก

3.2 ลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดดำของสมอง (Cerebral venous thrombosis) ทำให้มีอาการปวดหัว อาเจียน ชัก ซึม ซึ่งต้องรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดเป็นสำคัญ

3.3 เนื้องอกสมอง (Brain tumor)

3.4 ติดเชื้อในสมอง (Cerebral infection)

3.5 ภาวะความดันน้ำไขสันหลังต่ำ (Spontaneous intracranial hypotension syndrome - SIHS) ซึ่งมักเกิดจากน้ำไขสันหลังรั่วออกไปทางใดทางหนึ่งเช่นหลังอุบัติเหตุหรือผ่าตัดหรือเจาะหลัง ทำให้มีอาการปวดหัวเมื่อเปลี่ยนท่า (orthostatic headache)

เห็นแมะครับ สาเหตุมีแยะแป๊ะตาไก่อย่างที่ผมว่าจริงๆ

คำถามที่สอง ถามว่าคุณควรจะทำอย่างไรต่อไป

ตอบว่า พิเคราะห์จากข้อมูลซึ่งมีอยู่จำกัดจำเขี่ย คุณบอกว่า “ปวดมากจนนอนไม่หลับ ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย” มันเข้าเค้าที่ทางแพทย์เขามักจะเตือนกันเองเสมอว่าให้ระวังคำบอกใบ้จากคนไข้สองคำ คือ “first headache” และ “worst headache” ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่คำใดคำหนึ่งในสองคำนี้หลุดออกมาจากปากคนไข้ มักจะมีโอกาส “เป็นเรื่อง” ได้เสมอ หมายความว่ามักจะมีสาเหตุที่ไม่ธรรมดา ดังนั้นผมแนะนำว่าให้คุณไปหาหมอ เล่าประวัติและอาการของคุณอย่างละเอียด ผมคาดหมายว่าหมอเขาจะ

1. วัดความดันเลือดของคุณว่าปกติไหม

2. วัดปรอทว่ามีไข้มีการติดเชื้อหรือเปล่า

3. ตรวจตาของคุณว่ามีปัญหาการมองเห็นหรือเปล่า วัดความดันตา รวมถึงส่องดูในลูกตาว่าประสาทตาเลื่อมหรือเปล่า

4. ตรวจหูของคุณว่ามีหูชั้นกลางอักเสบหรือเปล่า

5. ดูข้อกรามว่าทำงานปกติหรือก่ออาการปวดไหม

6. ดูคอและกล้ามเนื้อรอบๆว่าเป็นเหตุของการปวดหรือเปล่า

7. แนะนำให้คุณตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดแดงว่ามีมากเกินไปไหม และอาจจะตรวจดูการตกตะกอนเม็ดเลือด (ESR) เพื่อดูการอักเสบในร่างกายด้วย

8. ท้ายที่สุดหมออาจจะให้ข้อมูลเรื่องการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRA) ว่าในกรณีของคุณนี้ เนื่องจากอาการเพิ่งเป็นครั้งแรกและเป็นมากพิกล แม้ว่าความน่าจะเป็นสูงสุดคือเป็นการปวดหัวจาก tension headache ธรรมดา แต่มันยังมีโอกาสอยู่เล็กน้อยที่อาจจะมีสาเหตุซีเรียสในสมองเช่นหลอดเลือดสมองโป่งพองร่ำๆจะแตก หรือมีลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดดำของสมอง คุณจึงต้องเลือกเอาระหว่าง

8.1 ไม่ขอตรวจ MRA แต่ขอดูแลตัวเองแบบ tension headache ไปก่อน ได้แก่ (1) ไม่อดนอน (2) ไม่ปล่อยให้ตนเองหิว (3) ไม่ใช้สายตามากเกินไป (4) ระมัดระวังไม่ให้ศีรษะอยู่ในท่าผิดธรรมชาตินานๆ (เช่นท่าตกหมอน) และ (5) จัดการความเครียดให้ดีด้วยการออกกำลังกายจนเหนื่อยทุกวัน ถ้าทำอย่างนี้แล้วหากยังมีอาการปวดศีรษะแบบรุนแรงอีกก็ค่อยกลับไปหาหมอใหม่ หรือ..

8.2 ยอมเสียเงินเป็นหมื่นตรวจ MRA เพื่อที่จะพบว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไรซีเรียส แบบได้เสียเงินแล้วสบายใจ
ชอบแบบไหนก็เลือกเอานะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

เทคนิคการใช้ทฤษฎีการปรับเปลี่ยนนิสัยคน

ก่อนหน้านี้มีท่านผู้อ่านบทความของผมเรื่องหลักทฤษฏีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (Stage of Change Model) ได้ถามแง่มุมการใช้งานจริงว่ากรณีไหนใช้ได้ใช้ไม่ได้ และผมได้รับปากว่าจะเขียนเล่าประสบการณ์เมื่อนำลงใช้กับคนจริงๆหลายๆคนให้ฟัง

ประเด็นสำคัญในการนำหลักทฤษฏีนี้ลงใช้คือต้องแยกสาระของเรื่องออกเป็นสองส่วนก่อน คือ

(1) ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงนิสัย (stage of change)

(2) กลวิธีที่เลือกใช้เปลียนนินสัย (process of change)

โดยผมจะขอว่าไปทีละขั้นตอนดังนี้

(1) ขั้นยังไม่สนใจ (Precontemplate) มองยังไงก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะเอาจริง อย่างน้อยก็ยังไม่เอาจริงใน 6 เดือนข้างหน้านี้ คนมักจะติดอยู่ที่ขั้นนี้นาน ส่วนใหญ่เป็นเพราะได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนถ่องแท้อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเคยลองมาแล้วไม่สำเร็จ จึงใช้วิธีหันหลังให้ ไม่สนใจ ไม่ทำ

กลวิธีที่พึงเลือกใช้ในขั้นตอนนี้คืออะไรก็ได้ทำให้เขาเชื่อก่อน เพราะการไม่สนใจเกิดจากความไม่เชื่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก จนมีทฤษฎีด้านสุขภาพว่าคนเรานี้ถ้าไม่เชื่อก็จะไม่ทำ (health believe theory) ดังนั้นในขั้นนี้จึงต้องทำให้เชื่อลูกเดียว ซึ่งมีสองประเด็นย่อย คือ (1) ให้ข้อมูลความจริง สำหรับคนที่ยังไม่รู้ความจริง ถ้าเป็นคนมีการศึกษาก็ให้ข้อมูลผลการวิจัยที่ดีๆ (2) การสร้างความเชื่อน้ำยาตัวเอง เพราะคนที่ล้มเหลวจะเกิดความไม่เชื่อน้ำยาตัวเอง อันนี้ยากมาก ยากจริงๆ ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน ให้เห็นความสำเร็จของตัวเองในเรื่องง่ายๆก่อน

(2) ขั้นสนใจแต่รอฤกษ์ (Contemplate) สนใจที่จะทำแล้ว แต่ยังรั้งรออยู่บ้าง ประมาณว่าในหกเดือนข้างหน้านี้คงจะได้ลงมือทำแน่

กลวิธีที่เลือกใช้ในขั้นตอนนี้คือการปลุกจิตสำนึก ปลุกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีให้ตื่น ใช้วิธีต่างๆบอกให้รู้ผลเสียของการไม่เปลี่ยนที่จะกระทบตนเองและผู้อื่นอย่างไร ต้องกระตุ้นหรือผลักดันจิตใจอารมณ์ ชี้ให้คิดถึงคนตัวเอง คิดถึงลูกเมีย คนรอบข้าง

(3) ขั้นตัดสินใจทำ (Preparation) ตั้งใจเอาจริงแน่นอน วางแผนเป็นตุเป็นตะแล้ว ประมาณว่าไม่เกินหนึ่งเดือนข้างหน้าที่คงได้ลงมือทำจริง

ในขั้นนี้กลวิธีเด็ดมีอย่างเดียวคือการเปิดให้มีทางเลือก เพราะงานวิจัยบอกว่าการตัดสินใจลงมือจะเกิดได้เร็วขึ้นถ้ามีทางให้เลือก จะเลิกบุหรี่เหรอครับ มีให้เลือกสามทางนะ หักดิบเลย หรือใช้นิโคตินกัม หรือจะค่อยๆลดลงวันละมวน เป็นต้น

(4) ขั้นลงมือทำ (Action) คือลงมือทำไปแล้ว แต่ยังต่อเนื่องมาได้ไม่เกินหกเดือน

กลวิธีที่ใช้ในขั้นนี้เป็นอะไรที่หินที่สุด ตัวช่วยหลักมีสองตัว คือ (1) วินัย วินัยลูกเดียว ทั้งวินัยต่อตนเอง และวินัยนัยหมู่คณะ เช่นระเบียบบริษัท (ห้ามพนักงานขึ้นลิฟท์เพื่อบังคับให้เดินขึ้นบันไดออกกำลังกาย เป็นต้น) วินัยต่อตนเองเป็นอะไรที่ยากสุด เพราะไปผูกพันกับความสามารถในการตามสังเกตใจตัวเอง ความสามารถในการนึกขึ้นให้ได้ (recall) ว่าเอ๊ะตัวเผลอลืมทำอีกละ และการคอยรู้ตัวอยู่เสมอ (awareness) ว่าขณะนี้ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ทั้งสองเรื่องนี้ใครทำได้เก่งก็เป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ทำให้ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดของการปรับเปลี่ยนนิสัยคน (2) กัลยาณมิตร เป็นตัวช่วยตัวที่สองที่สำคัญไม่แพ้กัน คนที่มีเพื่อนดี หรือมีพวกลากไป มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้สำเร็จง่ายกว่าคนที่ทำอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียว

ทริคสำคัญก็คืออย่าเอากลวิธีหรือ process of change ที่ไม่ใช่ของที่เหมาะกับขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง (stage of change) นั้นๆไปใช้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเขาอยู่ในขั้นตอนที่ 1 คือยังไม่สนใจจะทำ ซึ่งแน่นอนสาเหตุมาจากไม่เชื่อ สมมุติว่าเขาไม่เชื่อน้ำยาตัวเอง ถ้าเราไปเอากลวิธีสำหรับขั้นตอนอื่นไปใช้ เช่นไปเขย่าเขา ปลุกจิตสำนึกเขาให้เห็นแก่ลูกแก่เมียหรือแก่ตัวเอง (ซึ่งเป็นกลวิธีสำหรับขั้นตอนที่สอง) หรือเอาวินัยหมู่คณะไปครอบ (ซึ่งเป็นกลวิธีสำหรับขั้นตอนที่สี่)ทำให้ตายเขาก็ไม่สนใจทำ เพราะในขั้นตอนที่ 1 นี้มันต้องเวอร์คบนความเชื่อก่อน ต้องทำให้เขาเชื่อน้ำยาตัวเองก่อนว่าเขาทำได้ เป็นต้น

พอพ้นจากขั้นนี้ที่ 4 นี้ไปแล้ว มันง่ายแล้วละ เพราะมันติดลมแล้ว สิ่งที่พึงทำก็คือหันไปใช้หลักทฤษฏีความยืนหยัดและสิ่งเย้ายวน (Self efficacy & temptation)คือความยืนหยัด (self efficacy) หมายถึงความมั่นคงในทิศทางที่ตั้งใจไว้แม้ในสถานะการณ์ที่สั่นคลอน ซึ่งต้องต่อสู้กับสิ่งเย้ายวน (temptation) อันหมายถึงมารหรือความแรงของสิ่งที่มาชักจูงให้ใจอ่อนหันเหกลับไปสู่วิถีเดิมๆก่อนการเปลี่ยนแปลง ในขั้นที่ 5 นี้ก็เพียงแต่ประคับประคองให้การเปลี่ยนแปลงคงอยู่ด้วยการเสริมสร้างความยืนหยัดให้หนักแน่นขึ้นทุกวัน และลดทอนสิ่งเย้ายวนให้เหลือน้อยที่สุด



นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Prochaska JO, Velicer WF. The transtheoretical model of health behavior change. Am J Health Promot 1997 Sep-Oct;12(1):38-48.

โด๊ส (dose) ของการออกกำลังกาย

วงการแพทย์ถือว่าการออกกำลังกายเป็นยา ใช้รักษาโรคได้ เมื่อเป็นยาก็ต้องมีการกำหนดขนาดหรือโด๊ส (dose) แต่การออกกำลังกายเป็นยาที่ยิ่งได้มากยิ่งดี (dose dependent) การกำหนดโด๊สจึงไม่ใช่เพื่อป้องกันการบริโภคเกินขนาด แต่เป็นการสนับสนุนให้ได้ออกกำลังกายมากพอ

การออกกำลังกายมีสามองค์ประกอบ คือระดับความหนัก (intensity) ความยาวนานที่ออกแต่ละครั้ง (duration) และความถี่หรือจำนวนครั้งที่ออกในแต่ละสัปดาห์ (frequency)

ความหนักของการออกกำลังกาย (intensity) วัดได้จากปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ไปขณะออกกำลังกาย ว่าใช้พลังงานไปเป็นกี่เท่าของพลังงานที่ร่างกายใช้ขณะพัก (Metabolic equivalent หรือ MET อ่านออกเสียงว่า “เม็ท”) ดังนั้น MET จึงเป็นหน่วยนับความหนักของการออกกำลังกาย ตัวอย่างของความหนักของการออกกำลังกายชนิดต่างๆ ได้แก่

กลุ่มที่ 1. การออกกำลังกายระดับเบา (ไม่เกิน 3.0 METs)

เดินไปเดินมาที่บ้าน หรือที่ทำงาน (2 METs)

ทำงานนั่งโต๊ะ ทำคอม (1.5 METs)

ยืนทำงาน เช่นปูเตียง ล้างจาน รีดผ้า ปรุงอาหาร (2.0-2.5 METs)

เล่นเครื่องดนตรี เล่นบิลเลียด ปาเป้า ขับเรือหางยาว นั่งตกปลา (2.0-2.5)


กลุ่มที่ 2. การออกกำลังกายระดับหนักปานกลาง (3.0 – 6.0 METs)

เดินด้วยความเร็ว 3 ไมล์หรือ 4.8 กม. ต่อชั่วโมง (3.3 METs)

เดินเร็วมาก 4 ไมล์หรือ 6.4 กม. ต่อชั่วโมง (5.0 METs)

ขัดหน้าต่าง ล้างรถ ถูพื้น (3.0-3.5 METs)

ตัดหญ้าด้วยเครื่อง ขนฟืน (5.5 METs)

เต้นรำบอลรูมจังหวะช้า (3 METs) จังหวะเร็ว (4 METs)

ตีปิงปอง วอลเลย์บอล (4 METs)

ตีกอล์ฟ ลากถุงเอง (4.3 METs)

เล่นแบดมินตัน เล่นบาสเก็ตบอล (4.5 METs)

เล่นเทนนิสเข้าคู่ (5.0 METs)

นจักรยานบนถนนราบ 10 ไมล์หรือ 16 กม.ต่อชั่วโมง (6.0 METs)

ายน้ำตามสบาย (6 METs)


กลุ่มที่ 3. การออกกำลังกายระดับหนักมาก (>6.0 METs)

เดินเร็วที่สุด 4.5 ไมล์หรือ 7.2 กม.ต่อชั่วโมง (6.3 METs)

เดินป่า ปีนเขา ไม่ชันมาก แบกเป้หนักไม่ถึง 10 ปอนด์หรือ 4.5 กก. (7.0 METs)

จ๊อกกิ้ง 5 ไมล์หรือ 8 กม.ต่อชั่วโมง (8.0 METs)

จ๊อกกิ้ง 6 ไมล์หรือ 9.6 กม.ต่อชั่วโมง (10.0 METs)

วิ่งมาราธอน 7 ไมล์หรือ 11.2 กม. ต่อชั่วโมง (11.5 METs)

ขนอิฐ (7.5 METs)

ทำงานในไร่ โยนหญ้า ขุดดิน (8.0-8.5 METs)

แข่งบาสเก็ตบอล (8.0 METs)

ปั่นจักรยานเร็วบนพื้นราบ 12 ไมล์หรือ 19.2 กม.ต่อชั่วโมง (8 METs)

เล่นเทนนิสเดี่ยว แข่งวอลเลย์บอล (8.0 METs)

เตะฟุตบอล (10.0 METs)

ว่ายน้ำแบบเร็วปานกลางถึงเร็วมาก (8 - 11 METs)

เมื่อเอาค่า METs ตามความหนักของการออกกำลังกาย คูณด้วยความยาวนานเป็นนาทีที่ใช้ในการออกกำลังกายแต่ละครั้ง แล้วคูณด้วยความถี่ของจำนวนครั้งในสัปดาห์ ค่าที่ได้เรียกว่า MET-min/week ซึ่งเป็นตัวบอกจำนวนพลังงานทั้งหมดที่ใช้ไปในการออกกำลังกายต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นขนาดหรือ dose ของการออกกำลังกาย ซึ่งตามคำนำมาตรฐานของ ACSM/AHA ทุกคนควรออกกำลังกายให้ได้ 450 – 750 MET-min/week เป็นอย่างต่ำ


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์


บรรณานุกรม

1. Haskell WL, Lee, IM, Pate R R, Powel KE, Blair SN, Franklin BA, Macera CA, Heath GW, Thompson PD, Bauman A. Physical Activity and Public Health: Updated Recommendation for Adults From the American College of Sports Medicine and the American Heart Association. Circulation200; 116(9):1081-1093.

มาตรฐานการออกกำลังกายที่แนะนำโดย ACSM/AHA

มาตรฐาน

งานวิจัยบอกว่าการออกกำลังกายดีแน่ แต่ต้องเป็นการออกกำลังกายที่ได้ระดับมาตรฐาน ก่อนอื่นมารู้จักมาตรฐานการออกกำลังกายซึ่งแนะนำโดยวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาอเมริกัน (American College of Sport Medicine หรือ ACSM) และสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน (American Heart Association หรือ AHA) ก่อน คำแนะนำมีว่า

1. ควรออกกำลังกายแบบต่อเนื่องหรือแบบแอโรบิก (aerobic หรือ endurance exercise) ให้ได้ถึงระดับหนักพอควร (moderate) ซึ่งทราบจากการที่เหนื่อยจนร้องเพลงไม่ได้ แต่ยังพอพูดได้ อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 5 วัน หรือ ออกกำลังกายระดับหนักมาก (vigorous) เช่นวิ่งจ๊อกกิ้ง จนเหนื่อยมาก พูดไม่ได้ วันละอย่างน้อย 20 นาที สัปดาห์ละ อย่างน้อย 3 วัน

2. ควรออกกำลังกายแบบต่อเนื่องในข้อ 1 ควบกับการออกกำลังกายแบบสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (muscle strengthening) อีกสัปดาห์ละ 2 วันที่ไม่ต่อเนื่องกัน โดยแต่ละวันให้ออก 10 ท่า แต่ละท่าให้ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง แต่ละท่าต้องมีการใช้กล้ามเนื้อกลุ่มเป้าหมายด้วยน้ำหนักต้านสูงสุดเท่าที่จะทำซ้ำได้อย่างมากประมาณ 10 ครั้งก็ล้า ตัวอย่างของการออกกำลังกายแบบสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเช่นการยกน้ำหนัก การขึ้นบันได การทำกายบริหารเช่น sit up วิดพื้น เป็นต้น

3. การออกกำลังกายแบบต่อเนื่องหรือแอโรบิก อาจทำเป็นช่วงสั้น (short bouts) ครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 นาที หลายๆครั้ง แล้วนับรวมกันได้ แต่ทุกครั้งต้องได้ระดับหนักพอควร (ร้องเพลงไม่ได้)

4. การทำกิจกรรมระดับเบาๆประจำวัน เช่นอาบน้ำ ล้างจาน ทำงานนั่งโต๊ะ หรือกิจกรรมที่ทำจบในระยะสั้นกว่า 10 นาทีเช่นเทขยะ เดินจากที่จอดรถไปห้องทำงาน ไม่ใช่การออกกำลังกายที่จะก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพดังที่งานวิจัยต่างๆอ้างถึง

5. เนื่องจากการออกกำลังกายยิ่งทำมากยิ่งได้ประโยชน์ (dose response) ผู้ที่หวังให้ร่างกายมีความฟิต ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง หรือป้องกันการเพิ่มน้ำหนัก ควรออกกำลังกายให้มากกว่าปริมาณพื้นฐานที่แนะนำไว้นี้ (I-A)

6. ผู้สูงอายุควรเพิ่มการออกกำลังกายด้วยกิจกรรมยืดหยุ่น (flexibility) และเสริมสร้างการทรงตัวสัปดาห์ละอย่างน้อยสองวัน วันละอย่างน้อย 10 นาที และควรวางแผนกิจกรรมประจำวันที่ผสมผสานให้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวมากพอและครบชนิดของการออกกำลังกายที่ต้องการ โดยหากเป็นผู้สูงอายุที่ไม่แอคทีฟอยู่ก่อน แผนควรกำหนดให้ค่อยๆเพิ่มการออกกำลังกายเป็นแบบขั้นบันไดโดยอาจใช้เวลาหลายเดือน และผู้สูงอายุควรได้รับการกระตุ้นให้สังเกตและประเมินตนเองขณะออกกำลังกายเป็นนิจสิน


ประเด็นสำคัญ

ในส่วนของการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องหรือแอโรบิก คำสำคัญมีสองประเด็นคือ

(1) การต้องให้ได้ระดับหนักพอควร ซึ่งนิยามว่าต้องเหนื่อยจนร้องเพลงไม่ได้ พูดง่ายๆว่าต้องได้ระดับหอบแฮ่ก แฮ่ก จึงจะเรียกว่าหนักพอควร

(2) ต้องให้ต่อเนื่องไปถึง 30 นาที (หรืออย่างน้อย 10 นาทีถ้าเป็นแบบ short bout) หมายความว่าได้ระดับหนักพอควรก่อนนะแล้วจึงค่อยเริ่มนับ นับแล้วให้หนักพอควรต่อเนื่องไปจนครบ 30 นาที

(3) ต้องได้สัปดาห์ละ 5 วันเป็นอย่างน้อย

ในส่วนของการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อหรือเล่นกล้าม มีหลักอยู่ว่าต้องให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงซ้ำๆจนล้าหรือหมดแรง นั่นหมายความว่าเราต้องใส่แรงต้านให้หนักพอให้กล้ามเนื้อของแต่ละท่าหมดแรงหลังจากทำซ้ำแล้วสัก 10 ครั้ง ถ้ายังไม่หมดแรงแสดงว่าแรงต้านเบาไป ต้องเพิ่มแรงต้าน เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแร็งขึ้น แรงต้านก็ต้องเพิ่มขึ้น เขาถึงเรียกว่าเป็นการออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรง (strength training) ไงละครับ ถ้าเป็นท่าออกกำลังกายที่เพิ่มแรงต้านไม่ได้เช่นท่ารำกระบอง ก็ควรทำท่าซ้ำๆไปอีกนานๆหลายๆครั้งจนกล้ามเนื้อที่ใช้ล้า จึงจะเป็นการฝึกความแข็งแร็งกล้ามเนื้อจริงๆ


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.Haskell WL, Lee, IM, Pate R R, Powel KE, Blair SN, Franklin BA, Macera CA, Heath GW, Thompson PD, Bauman A. Physical Activity and Public Health: Updated Recommendation for Adults From the American College of Sports Medicine and the American Heart Association. Circulation200; 116(9):1081-1093