19 พฤศจิกายน 2553

นพ.สันต์พูดกับคณะตัวแทนประกันชีวิต

สวัสดีครับ

ผมดีใจที่ได้มาพบกับทุกท่าน ซึ่งอยู่ในธุรกิจประกัน ผู้แทนประกันเป็นแนวร่วมที่สำคัญของพญาไท เพราะพันธกิจของพญาไทไม่เหมือนรพ.ทั่วไป คือพญาไทมุ่งสร้างระบบที่มุ่งเพิ่มศักยภาพของลูกค้าให้เขาดูแลสุขภาพตัวเขาเองได้ ให้เขาไม่ป่วย ถ้าป่วยก็ให้เขารู้ว่าต้องรีบทำอย่างไรมันถึงจะไม่ลุกลามบานปลาย การจะเพิ่มศักยภาพให้ลูกค้าดูแลตัวเองได้ ท่านในฐานะผู้แทนประกันเป็นพันธมิตรที่สำคัญ เพราะท่านก็ไม่อยากให้ลูกค้าของท่านป่วย จะไ-ด้ไม่เปลืองสินไหม ดังนั้นอาชีพของท่านก็คือเป็นเทวทูต นำสิ่งดีๆไปให้ลูกค้า ให้เขาไม่ป่วย มีอายุยืน

การจะทำหน้าที่นี้ได้ดี ท่านต้องทำตัวเองไม่ให้ป่วยได้ก่อน การจะทำตัวเองไม่ให้ป่วยได้ ท่านต้องรู้วิธีก่อน ดังนั้นความรู้ หรือการรู้หนังสือ หรือ literacy จึงสำคัญ สถิติบอกว่าคนไทยรู้หนังสือน้อยกว่าคนเวียตนาม อันนี้เราฟังแล้วเรารู้เลยว่าอนาคตประเทศเราจะแย่กว่าเวียตนาม เพราะความรู้นี้เป็นสิ่งสำคัญ คนจะสุขภาพดีได้ต้องรู้เรื่องสองเรื่องคือโภชนาการและการออกกำลังกาย เมื่อสองเดือนก่อนหน่วยงาน USDA ของอเมริกันเพิ่งออกมาตรการใหม่มาเพื่อแก้ความไม่รู้หนังสือในด้านโภชนาการของคุณอเมริกัน หรือ nutrition literacy คือเขาประเมินแล้วว่าคนอเมริกันไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการ ว่าสาระหลักของความไม่รู้หนังสือของคนอเมริกันนั้นมีสามประเด็น คือ
1. การไม่รู้จักเฝ้าระวังดุลของแคลอรี่ หมายความว่าอาหารอะไรกินแล้วให้พลังงานเท่าไร มันเข้ามามากเกินกว่าที่ร่างกายเผาผลาญออกไปหรือเปล่า ถ้าเกินผลก็คือโรคอ้วน

2. การไม่รู้ว่าจำเป็นต้องกินพืชให้มากขึ้น คือหลักฐานวิทยาศาสตร์มันชัดว่าโรคต่างๆเกิดขึ้นเพราะคนอเมริกันกินพืชกันน้อยไป เขาจึงส่งเสริมให้กินผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต้มสุก ผลไม้เปลือกแข็ง หรือ nut ต่างๆให้มากขึ้น

3. การไม่รู้จัก SoFAS อันนี้เป็นคำย่อเพื่อให้คนจำง่าย SoF ย่อมาจาก Solid Fat ซึ่งหมายถึงไขมันทรานส์ หรือไขมันที่เป็นผงในอาหารอุตสาหกรรมต่างๆเช่น คอฟฟี่เมทหรือครีมเทียมใส่น้ำตาล ทั้งหลาย เนยเทียม ขนมกรุบกรอบ เค้ก คุ้กกี้ ไอศครีม ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นให้ไขมัน LDL ในเลือดสูง นำไปสู่โรคต่างๆ ส่วน AS นั้นย่อมาจาก Added Sugar หมายถึงเครื่องดื่มใส่น้ำตาลต่างๆไม่ว่าจะเป็นโค้ก เป๊บซี่ น้ำเขียว น้ำแดง ชาเขียว จิปาถะ คือพวกเครื่องดื่มใส่น้ำตาลนี้ไม่มีอะไรดีเลยมีแต่ให้แคลอรี่ซึ่งเป็นสิ่งที่มีมากเกินพอในร่างกายของคนอเมริกันอยู่แล้ว

จะเห็นว่าของคนไทยก็ไม่ต่างกันนะครับ แต่ว่าคนไทยอาจจะต้องเพิ่มความไม่รู้หนังสือเรื่องการออกกำลังกาย หรือ exercise literacy เข้าไปด้วย คือคนไทยไม่รู้เรื่องการออกกำลังกายในประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นต่อไปนี้คือ

1. ไม่รู้จักวิธีการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องหรือแอโรบิก ซึ่งมีประเด็นสำคัญสามประเด็นย่อยคือ หนึ่ง ต้องทำให้ได้ถึงระดับเหนื่อยพอควร คำว่าเหนื่อยพอควรตามคำนิยามคือต้องเหนื่อยจนร้องเพลงไม่ได้ ถ้าออกๆไปแล้วยังร้องเพลงได้สบายอันนี้แสดงว่ายังไม่ได้ถึงขนาดเหนื่อยพอควร สอง ต้องทำให้ต่อเนื่อง คือเหนื่อยพอควรติดต่อกันไปนานอย่างน้อย 30 นาที สาม ต้องทำให้สม่ำเสมอ คือสัปดาห์หนึ่งอย่างน้อยต้องทำ 5 ครั้งขึ้นไป

2. ไม่รู้จักการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (strength training) หรือการเล่นกล้าม ไม่รู้ว่าต้องออกกำลังกายแบบนี้ควบไปด้วย ไม่รู้ว่าการเล่นกล้ามนี้ทำอย่างไร หลักมันก็มีอยู่ว่าการเล่นกล้ามนี้เรามุ่งออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อเฉพาะกลุ่มได้ออกแรงหนักมากจนล้า เช่นเราออกกำลังกายกล้ามเนื้อของแขนด้วยวิธียกดัมเบลขึ้นลงสักสิบครั้ง น้ำหนักของดัมเบลมันต้องหนักมากพอจนยกสักสิบครั้งแล้วแขนล้ายกต่อไม่ไหว ถ้ายกสิบครั้งแล้วยังไม่ล้า แสดงว่าน้ำหนักยังไม่พอ ยังไม่ใช่การฝึกกล้ามเนื้อ เพราะการฝึกกล้ามเนื้อต้องให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงเต็มที่เพิ่มขึ้นๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้นๆ เพราะคนเราเมื่อแก่ตัวลงกล้ามเนื้อจะลีบลงๆ การเล่นกล้ามทำให้มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น เมื่อมีกล้ามเนื้อมากก็จะเป็นตัวช่วยเผาผลาญพลังงานที่เก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันทั่วร่างกาย เป็นการรักษาโรคต่างๆอันสืบเนื่องมาจากมีแคลอรี่ในร่างกายมากเกิน

3. คนไทยเข้าใจว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องของเด็กๆและคนหนุ่มสาว คนแก่ไม่ต้อง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก คนยิ่งแก่ยิ่งต้องออกกำลังกายให้มากและหลากหลายมากกว่าคนอายุน้อย เพราะโรคที่จะมาตอนแก่ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดัน หัวใจ อัมพาต กระดูกหัก ล้วนเป็นผลพวงจากการไม่ได้ออกกำลังกายทั้งสิ้น

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากฝากท่านเป็นพิเศษ คือตอนนี้ผมกำลังดูสถิติของผู้ป่วยที่มารับบริการตรวจสุขภาพกลุ่มต่างๆ ก็พบว่ากลุ่มลูกค้าประกันมีดัชนีมวลกายสูงกว่ากลุ่มอื่น พูดง่ายๆว่าลูกค้าของท่านเป็นโรคอ้วนกันมาก โรคอ้วนนี้เป็นโรคยอดนิยมและเป็นปัญหาระดับโลก ท่านพบลูกค้าบ่อย ผมอยากให้ท่านรู้จัก “พฤติกรรมอ้วน” แปดอย่างต่อไปนี้ เพื่อช่วยหาทางให้ลูกค้าของท่านลดละเลิก คือ

1. เอาแต่ดูทีวี ดูอยู่ได้
2. ไม่ออกกำลังกาย
3. ชอบไปทานนอกบ้าน
4. ชอบทานฟาสท์ฟู้ด
5. ดื่มเครื่องดื่มใส่น้ำตาล ไม่ว่าจะเป็น กาแฟเย็น โค้ก เป๊ปซี่ ชาเขียว น้ำผลไม้ที่ใส่น้ำตาลหวานเจี๊ยบ
6. ไม่ทานอาหารเช้า
7. ไม่เฝ้าระวังแคลอรี่
8. ทานแต่ละทีจานใหญ่ ทานไม่เหลือ ทานแบบกลัวเสียของ

พฤติกรรมทั้งแปดอย่างนี้ถ้าเลิกไม่ได้ก็ไม่มีทางหายจากโรคอ้วน

ความจริงเขาใช้ให้ผมมาเปิดงานนะครับ นี่จะกลายเป็นผมเป็นผู้บรรยายเองเสียแล้วนี่ สุดท้ายผมฝากท่านไปถึงลูกค้าของท่านถึงสรุปวิธีที่จะทำให้มีสุขภาพดี ซึ่งมีอยู่ห้าอย่างเท่านั้น คือ

1. ออกกำลังกายให้ได้ระดับมาตรฐาน
2. โภชนาการที่ถูกต้อง
3. นอนหลับให้พอ จัดการความเครียดให้ดี
4. รู้ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพของตนเอง
5. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่ป้องกันได้ให้ครบ

ถ้าท่านดูแลลูกค้าของท่านให้ทำได้แค่นี้ ลูกค้าของท่านก็จะไม่ป่วย ท่านก็ไม่ต้องจ่ายสินไหม โอเค.ครับ ผมขอเป็นงานสัมนาครั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์