28 พฤษภาคม 2553

ปวดหัว หัวปวด ปวด ป๊วด ปวด

คุณหมอสันต์คะ
ดิฉันอายุ 24 ปี เมื่อคืนก่อนดิฉันมีอาการปวดศีรษะ ปวดมากจนนอนไม่หลับ ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย ตอนนี้ก็ยังมึนๆอยู่ ตื่นเช้าไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็น tension headache ให้ยาแก้ปวดหัวและยากล่อมประสาทมาทาน ให้นอนพักผ่อนชดเชยแล้วจะหายเอง ดิฉันยังไม่สบายใจ อยากถามคุณหมอสันต์ว่าอาการปวดศีรษะเกิดจากอะไรได้บ้าง และดิฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

ตอบ

คำถามแรก ถามว่าปวดหัวเกิดจากอะไรได้บ้าง
ตอบว่าเกิดจากสาเหตุได้เยอะแยะแป๊ะตาไก่ แต่เพื่อความง่ายอาจแบ่งเป็นสามกลุ่มสาเหตุ คือ

1. พวกไม่รู้สาเหตุ หมายถึงวิชาแพทย์ยังไม่รู้สาเหตุ โดยที่สาเหตุจริงเขาก็คงมีอยู่หรอก แต่หมอไม่รู้ ทางหมอเรียกว่า functional headache หมายความว่าปวดหัวแต่ตรวจไม่พบพยาธิสภาพที่ส่วนใดๆของร่างกายเลย ซึ่งยังแบ่งย่อยได้เป็นสามพวกใหญ่ๆ (จะเห็นว่าหมอเนี่ยชอบแบ่งนะครับ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ยังอุตสาห์แบ่งได้ตั้งสามพวก) คือ

1.1 โรคปวดหัวจากความตึงของกล้ามเนื้อ (tension headache) มักปวดระดับน้อยถึงปานกลาง มักสัมพันธ์กับเครียด อดนอน หิว ใช้ตามาก หรือเมื่อตำแหน่งศีรษะอยู่ผิดที่ พวกนี้รักษาง่าย เป่ากระหม่อมก็หายแล้ว พูดเล่นนะครับ กินยาพาราเซ็ตตามอล นอนให้พอ กินให้อิ่ม ลดการใช้สายตาลง ออกกำลังกายให้หายเครียด ถ้าปวดเมื่อยแถวคอหรือหลังหูก็บีบๆนวดๆ

1.2 โรคไมเกรน (Migraine) เป็นการปวดแบบตึ๊บๆ (vascular headache) ปวดข้างเดียวบ้าง สองข้างบ้าง ปวดครั้งหนึ่งกินเวลา 4-72 ชม. ถ้ามีอาการนำ (aura) ที่เกิดจากการเสียการทำงานของระบบประสาทเป็นการชั่วคราวเช่นเห็นแสงสีวูบวาบ เรียกว่า classic migraine ถ้าไม่มีอาการนำเรียกว่า common migraine มักเป็นกรรมพันธุ์ มักมีอาการแพ้แสง นอนไม่หลับ และซึมเศร้า ร่วมด้วย พวกนี้รักษายากหน่อย ยาที่ใช้รักษามักเป็นยาโน่นผสมยานี่ แต่อย่ารักษาตัวเองเลย ไปให้หมอรักษาดีกว่า

1.3 โรคปวดหัวแบบคลัสเตอร์ (Cluster headache) เป็นการปวดรุนแรงข้างเดียว มักเป็นที่หลังลูกตาหรือที่เบ้าตา ร่วมกับมีอาการจากการทำงานของเส้นประสาทอัตโนมัติเช่นน้ำมูกน้ำตาไหล หรือเหงื่อหน้าออก หรือตาแดง หรือหนังตาบวม หรือหนังตาตก โดยที่เป็นอยู่ซีกเดียว หมอมักรักษาฉุกเฉินได้ด้วยการให้ดมออกซิเจน และให้ยาสารพัด ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง

2. พวกที่เกิดจากสาเหตุนอกสมอง เช่น

2.1 โรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่มีการเสื่อมสภาพในส่วนของลำ (axon) ของประสาทตา ทำให้เกิดการเสื่อมของการมองเห็น และอาจมีการเพิ่มความดันในลูกตา เป็นมากก็ตาบอดได้

2.2 สายตาผิดปกติ (Eye refractive error) เช่นตาเอียง ตาสั้น ตายาว

2.3 โพรงไซนัสอักเสบ (Sinusitis)

2.4 หูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media)

2.5 โรคภูมิคุ้มกันทำลายหลอดเลือดตนเอง (Temporal หรือ Giant cell arteritis) เป็นโรคที่เกิดจากเซลเม็ดเลือดขาวบางชนิด (CD4+ T helper cell) ของร่างกายถูกกระตุ้นให้ไปทำลายเยื่อบุหลอดเลือดชั้นใน (internal elastic lamina) ของหลอดเลือดหลายแห่ง แต่เห็นชัดและตัดชิ้นเนื้อมาตรวจได้ง่ายที่หลอดเลือดที่ขมับ (temporal artery) มีอาการปวดหัว ปวดคอร่วมกับอาการอักเสบมีไข้ บางครั้งมีอาการซึ่งเป็นอาการเอกลักษณ์ของโรคที่ไม่มีชื่อภาษาไทย เรียกว่าโพลี่ไมอาลเจีย รูมาติก้า (polymyalgia rheumatic) คือปวดรอบวงไหล่ (shoulder girdle) และวงตะโพก (hip girdle) การรักษาใช้สะเตียรอยด์เป็นยาหลัก

2.6 กลุ่มอาการปวดข้อกราม (TM joint syndrome) เป็นการปวดหัวจากความผิดปกติของการทำงานของข้อกรามที่หน้าหู ซึ่งอาจเกิดจากการกัดฟันขณะนอนหลับหรือเหตุอื่นๆ

2.7 กระดูกสันหลังระดับคอเสื่อม (Cervical spondylosis)

2.8 ความดันเลือดสูง (Hypertension)

2.9 โรคไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดแดงมากเกินไป (polycythemia)

2.10 โรคติดเชื้ออักเสบเป็นไข้ ไม่ว่าจะเป็นที่อวัยวะไหนก็ปวดหัวได้ทั้งนั้น

2.11 ปวดศีรษะจากยาที่รับประทาน เพราะยาใดๆที่หมอให้รับประทานก็ล้วนมีฤทธิ์ข้างเคียง ไม่คลื่นไส้ก็ปวดท้อง ไม่ปวดท้องก็ปวดหัว เป็นต้น
2.13 พวกติดกาแฟก็ปวดหัวได้ง่ายๆ เวลาลงแดงอยากดื่มคาเฟอีนแต่ไม่ได้ดื่ม

3. พวกที่เกิดจากสาเหตุซึ่งอยู่ในสมอง เช่น

3.1 หลอดเลือดในสมองโป่งพองหรือผิดปกติ (Vascular malformation) บางครั้งส่วนที่โป่งพองขยายตัวออก (ใกล้จะแตก) จะทำให้มีอาการปวดศีรษะมาก และถ้าทิ้งไว้ก็จะแตกจริงๆ ซึ่งจะทำให้กลายเป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้

3.2 อัมพาต (Stroke) ซึ่งมีสองแบบ คือแบบลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดสมอง (ischemic stroke) ซึ่งต้องรักษาด้วยการรีบฉีดยาละลายลิ่มเลือด กับแบบหลอดเลือดแตกแล้วมีเลือดคั่งในสมอง (hemorrhagic stroke) ซึ่งต้องรักษาด้วยการรีบผ่าตัดเอาเลือดที่คั่งออก

3.2 ลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดดำของสมอง (Cerebral venous thrombosis) ทำให้มีอาการปวดหัว อาเจียน ชัก ซึม ซึ่งต้องรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดเป็นสำคัญ

3.3 เนื้องอกสมอง (Brain tumor)

3.4 ติดเชื้อในสมอง (Cerebral infection)

3.5 ภาวะความดันน้ำไขสันหลังต่ำ (Spontaneous intracranial hypotension syndrome - SIHS) ซึ่งมักเกิดจากน้ำไขสันหลังรั่วออกไปทางใดทางหนึ่งเช่นหลังอุบัติเหตุหรือผ่าตัดหรือเจาะหลัง ทำให้มีอาการปวดหัวเมื่อเปลี่ยนท่า (orthostatic headache)

เห็นแมะครับ สาเหตุมีแยะแป๊ะตาไก่อย่างที่ผมว่าจริงๆ

คำถามที่สอง ถามว่าคุณควรจะทำอย่างไรต่อไป

ตอบว่า พิเคราะห์จากข้อมูลซึ่งมีอยู่จำกัดจำเขี่ย คุณบอกว่า “ปวดมากจนนอนไม่หลับ ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย” มันเข้าเค้าที่ทางแพทย์เขามักจะเตือนกันเองเสมอว่าให้ระวังคำบอกใบ้จากคนไข้สองคำ คือ “first headache” และ “worst headache” ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่คำใดคำหนึ่งในสองคำนี้หลุดออกมาจากปากคนไข้ มักจะมีโอกาส “เป็นเรื่อง” ได้เสมอ หมายความว่ามักจะมีสาเหตุที่ไม่ธรรมดา ดังนั้นผมแนะนำว่าให้คุณไปหาหมอ เล่าประวัติและอาการของคุณอย่างละเอียด ผมคาดหมายว่าหมอเขาจะ

1. วัดความดันเลือดของคุณว่าปกติไหม

2. วัดปรอทว่ามีไข้มีการติดเชื้อหรือเปล่า

3. ตรวจตาของคุณว่ามีปัญหาการมองเห็นหรือเปล่า วัดความดันตา รวมถึงส่องดูในลูกตาว่าประสาทตาเลื่อมหรือเปล่า

4. ตรวจหูของคุณว่ามีหูชั้นกลางอักเสบหรือเปล่า

5. ดูข้อกรามว่าทำงานปกติหรือก่ออาการปวดไหม

6. ดูคอและกล้ามเนื้อรอบๆว่าเป็นเหตุของการปวดหรือเปล่า

7. แนะนำให้คุณตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดแดงว่ามีมากเกินไปไหม และอาจจะตรวจดูการตกตะกอนเม็ดเลือด (ESR) เพื่อดูการอักเสบในร่างกายด้วย

8. ท้ายที่สุดหมออาจจะให้ข้อมูลเรื่องการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRA) ว่าในกรณีของคุณนี้ เนื่องจากอาการเพิ่งเป็นครั้งแรกและเป็นมากพิกล แม้ว่าความน่าจะเป็นสูงสุดคือเป็นการปวดหัวจาก tension headache ธรรมดา แต่มันยังมีโอกาสอยู่เล็กน้อยที่อาจจะมีสาเหตุซีเรียสในสมองเช่นหลอดเลือดสมองโป่งพองร่ำๆจะแตก หรือมีลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดดำของสมอง คุณจึงต้องเลือกเอาระหว่าง

8.1 ไม่ขอตรวจ MRA แต่ขอดูแลตัวเองแบบ tension headache ไปก่อน ได้แก่ (1) ไม่อดนอน (2) ไม่ปล่อยให้ตนเองหิว (3) ไม่ใช้สายตามากเกินไป (4) ระมัดระวังไม่ให้ศีรษะอยู่ในท่าผิดธรรมชาตินานๆ (เช่นท่าตกหมอน) และ (5) จัดการความเครียดให้ดีด้วยการออกกำลังกายจนเหนื่อยทุกวัน ถ้าทำอย่างนี้แล้วหากยังมีอาการปวดศีรษะแบบรุนแรงอีกก็ค่อยกลับไปหาหมอใหม่ หรือ..

8.2 ยอมเสียเงินเป็นหมื่นตรวจ MRA เพื่อที่จะพบว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไรซีเรียส แบบได้เสียเงินแล้วสบายใจ
ชอบแบบไหนก็เลือกเอานะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์