06 ธันวาคม 2559

ติ่งเนื้อโพลิป(polyp) ในถุงน้ำดี กับโอกาสเป็นมะเร็ง

คุณหมอสันต์ที่เคารพ

ดิฉันอายุ 55 ปี ไปตรวจสุขภาพประจำปีกับสามี อุลตร้าซาวด์พบมีติ่งเนื้อในถุงน้ำดีขนาด 3 มม. แต่ไม่มีนิ่ว ของสามีก็มีติ่งเนื้อในถุงน้ำดีและมีนิ่วแบบ sand stone ด้วย หมอแนะนำให้ผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกทั้งตัวเองและสามี โดยให้เหตุผลว่าเพื่อจะได้ไม่เป็นมะเร็ง ได้สอบถามความเห็นหมอคนที่สองและคนที่สาม ก็ได้ความเห็นยืนยันแบบเดียวกัน จึงมีความกังวลเกี่ยวกับมะเร็งในถุงน้ำดีมาก เพื่อนแนะนำให้ถามความเห็นของคุณหมอสันต์ ซึ่งถือว่าเป็นความเห็นที่สี่แล้ว ว่าควรจะเดินหน้าผ่าตัดตามที่แพทย์ทั้งสามท่านก่อนหน้านี้ได้แนะนำหรือไม่

..............................................................

ตอบครับ

อามิตตาภะ..พุทธะ

     อยู่ดีไม่ว่าดี เอ๊ย..ไม่ใช่ อยู่ดีๆก็สบายดีอยู่แล้ว แต่ไปตรวจสุขภาพด้วยหวังว่าจะได้สุขสบายไปนานๆ พอตรวจแล้วหมอก็บอกว่ามีโน่นมีนี่ ต้องผ่าตัด แล้วก็เกิดความกลัวไม่อยากผ่า จะผ่าก็กลัวจะมีอันเป็นไปเพราะการผ่าตัด จะไม่ผ่าก็กลัวเป็นมะเร็งหรือเป็นโน่นนี่นั่น เพราะว่าหมอขู่ไว้แล้วว่าถ้าไม่ผ่าจะมีอันเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ วิธีแก้ปัญหานี้มีทางเดียว คือตัวคุณในฐานะผู้ป่วยจะต้องเสาะหาข้อมูลความจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างถ่องแท้ แล้วชั่งน้ำหนักผลดีผลเสีย แล้วตัดสินใจโช้ะด้วยตนเอง

เพื่อจะให้คุณตัดสินใจได้ ผมให้ข้อมูลคุณดังนี้

     ประเด็นที่ 1. ที่หมอชอบขู่ว่าคนเป็นโพลิปในถุงน้ำดีถ้าไม่ผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกทิ้งไปเสียจะเป็นมะเร็งนั้น โอกาสเป็นมะเร็งจริงๆมีกี่เปอร์เซ็นต์ ตอบว่างานวิจัยที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ ได้ศึกษาย้อนหลังไปห้าปีเพื่อดูว่าผู้ป่วยที่เป็นโพลิปแล้วหมอเห็นว่ามีความเสี่ยงจะเป็นมะเร็งจึงจับผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกเสีย เมื่อเอาถุงน้ำดีที่ตัดออกมาตรวจดูพบว่าจากจำนวนที่ผ่าตัดทั้งหมด 93 คน พบว่าโพลิปเป็นชนิดที่กลายเป็นมะเร็ง 2 คน (2.2%) ขณะที่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก(ด้วยวิธีผ่านกล้อง) มีความเสี่ยงประมาณ 2.6% พูดง่ายๆว่าการผ่าตัดอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย นั่นเป็นแนวคิดสำหรับคนที่ไม่อยากจะผ่าตัด

     เมื่อเอาสองคนที่เป็นมะเร็งไปวิเคราะห์ดูพบว่าทั้งสองคนนี้เป็นโพลิปชนิดอยู่เดี่ยวๆ ไม่ใช่ชนิดอยู่เป็นกลุ่ม และมีขนาดโพลิปโตมาก คือโตเฉลี่ย 18.8 มม.หรือเกือบสองซม. และตัวผู้ป่วยมีอายุมาก คือเฉลี่ย 57 ปี ผู้วิจัยจึงเสนอว่าควรผ่าตัดเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีอายุเกิน 50 ปีและมีโพลิปขนาดโตกว่า 1 ซม.ขึ้นไป ก็อาจจะมีความคุ้มค่าที่จะผ่าตัด นั่นเป็นแนวคิดสำหรับคนที่อยากจะผ่าตัด คือผ่าเมื่อมีปัจจัย "ขนาดโต" ที่จะเกื้อหนุนให้เป็นมะเร็งมากกว่าปกติ

     ประเด็นที่ 2. คนเช่นสามีของคุณซึ่งมีทั้งนิ่วมีทั้งโพลิปในถุงน้ำดีจะยิ่งแย่กว่าใช่ไหม จะต้องรีบผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกเสียไวๆหรือเปล่า คำถามนี้สามารถตอบได้จากงานวิจัยที่ดีอีกงานวิจัยหนึ่งที่ติดตามดูคนเป็นโพลิปในถุงน้ำดีด้วยเป็นนิ่วด้วยจำนวน 176 คน เทียบกับคนเป็นโพลิปอย่างเดียวโดยไม่มีนิ่วอีก 185 คนติดตามดูไปเป็นเวลานาน 7 ปี พบว่าไม่มีใครในทั้งสองกลุ่มเป็นมะเร็งเลย และพบว่าขนาดของโพลิปไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กก็ไม่ได้ทำให้มีอาการมากกว่า หรือเกิดการอักเสบในถุงน้ำดีมากกว่าในคนที่เป็นทั้งนิ่วและทั้งโพลิป จึงไม่มีเหตุผลที่จะตัดถุงน้ำดีในคนเป็นนิ่วในถุงน้ำดีด้วยเหตุว่ามีโพลิปอยู่ด้วย

     ประเด็นที่ 3. อันนี้ไม่เกี่ยวกับคุณและสามี แต่สำหรับคนทั่วไปที่ตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดีโดยบังเอิญโดยไม่มีอาการผิดปกติ ว่านิ่วนั้นมีโอกาสทำให้เป็นมะเร็งกี่เปอร์เซ็นต์ คุ้มค่าที่จะทำผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกหรือไม่ ตอบว่ามะเร็งถุงน้ำดีมีอุบัติการณ์ที่ต่ำมาก คือต่ำระดับ 1 ต่อ 100,000 คนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีจึงมีโอกาสเป็นมะเร็งต่ำเพียง 0.5% เท่านั้น ขณะที่อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน(ผ่าผ่านกล้อง)คือ 2.6% หมายความว่าความเสี่ยงจากการผ่าตัดมีมากกว่าความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็ง คำแนะนำที่เป็นมาตรฐานทางการแพทย์ปัจจุบัน (NICE Guidelines) จึงแนะนำว่าไม่ควรผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกหากเป็นนิ่วในถุงน้ำดีที่พบโดยบังเอิญโดยไม่มีอาการ

      ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของนิ่วในถุงน้ำดีที่ตรวจพบโดยบังเอิญซึ่งไม่มีอาการนะ แต่สำหรับนิ่วในถุงน้ำดีที่ก่ออาการปวดท้องเป็นพักๆแบบผีบิดไส้ (biliary colic) วงการแพทย์มีแนวปฏิบัติเป็นเอกฉันท์ว่าควรผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกเพื่อแก้ไขอาการปวด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Choi SY, Kim TS, Kim HJ, Park JH, Park DI, Cho YK, Sohn CI, Jeon WK, Kim BI. Is it necessary to perform prophylactic cholecystectomy for asymptomatic subjects with gallbladder polyps and gallstones? J Gastroenterol Hepatol. 2010 Jun; 25(6):1099-104.

2.Matos AS, Baptista HN, Pinheiro C, Martinho F Gallbladder polyps: how should they be treated and when? Rev Assoc Med Bras (1992). 2010 May-Jun; 56(3):318-21.

3. Warttig S, Ward S, Rogers G, Guideline Development Group. Diagnosis and management of gallstone disease: summary of NICE guidance. BMJ 2014; 349:g6241.

03 ธันวาคม 2559

กระท่อมหมอสันต์ รับประกันถ้าไม่รั่วก็ไม่ซึม

     ตรงนี้เป็นหน้าโฆษณานะ ไม่ใช่ตอบคำถามหรือเผยแพร่ความรู้สุขภาพ


     เมื่อต้นปี (2559) ยุวมิตรของผมคนหนึ่งชื่อ “คุณแปม” เธอเป็นนักถ่ายภาพอาชีพผู้เคยลุยถ่ายภาพในโลเคชั่นสวยๆมาแล้วทั่วโลก วันหนึ่งเธอมาเยี่ยมผมที่บ้านบนเขาที่มวกเหล็ก พอเห็นกระท่อมไม้โกโรโกโสที่ผมทิ้งร้างไว้ที่ซอกเขาเธอเสนอว่าซ่อมเอาไหม เธอจะช่วย เธอบอกว่าซ่อมเสร็จแล้วก็เอาไปเข้า Air B and B เพื่อหาลูกค้าแบ็คแพ็กเกอร์จากเมืองนอกมาใช้บริการ

     ตัวผมตอนนั้นทำใจถวายกระท่อมหลังนี้ให้ปลวกไปแล้ว แต่พอมีคนมาอาสาซ่อมก็ดี เพราะกระท่อมหลังนี้ความจริงแล้วมันเป็นกระท่อมคู่ใจผมทีเดียว ผมปลูกมันครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2534 ที่ริมน้ำป่าสักใกล้กับรพ.สระบุรี ด้วยวิธีซื้อปีกไม้ยางราคาถูกที่ชาวบ้านเหลือทิ้งจากการเลื่อยไม้ซุงเป็นไม้กระดาน บวกกับไม้เก่าที่พอหาได้ ผนังบางส่วนที่ไม้ปีกไม่พอ ก็ใช้ไม้ลังใส่ของตีเป็นผนังแทน ผมปลูกเองโดยอาศัยช่างชาวบ้านอีกสองคน กะจะให้ได้อารมณ์แบบทูล ทองใจ
กระท่อมน้อย อยู่ริมลำห้วยธารา ทั่วถิ่นวนา ไร้ความน่ากลัว..ว

     “..กระท่อมน้อย อยู่ริมลำห้วยธารา
ทั่วถิ่นวนา ไร้ความน่ากลัว
เรไรจำเรียงเสียงก้อง 
แสงจันทร์ส่อง สลัว
น้องรักอย่ากลัวว่าจะขื่นขม..”

     ยี่สิบกว่าปีผ่านไป กระท่อมคู่ใจหลังนี้ถูกย้ายติดตามผมไปหลายแห่ง ช่วงเวลาที่รุ่งริ่งเคยไปอยู่ริมแม่น้ำในไร่พอน้ำหลากก็จมมิดจั่วหลังคาจนต้องเอาแกลลอนพลาสติกเปล่าไปผูกจั่วหลังคาหมายไว้ให้รู้ว่ามันยังอยู่ ช่วงที่รุ่งเรืองก็ขึ้นไปอยู่บนเขาราวกับวิมานบนก้อนเมฆ ตอนนี้มานอนแซ่วอยู่ที่หุบเขารอวันที่จะเป็นอาหารของปลวกและไส้เดือน มีคนใจดีมาอาสาดูแลการซ่อมให้ ผมก็เอา

ฝีมือคุณจ๋อมเจาะหน้าต่างดูวิวหน้าโต๊ะทำงานซ้ายมือ
     เธอไปดึงเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นนักออกแบบชื่อคุณจ๋อม ซึ่งมาช่วยเจาะช่องหน้าต่างดูวิวที่หน้าโต๊ะทำงานแบบเจาะได้จ๊าบมาก ซ่อมแล้วก็ดูดี หลังคาไม้แป้นเกล็ดเดิมๆจับตะไคร่เขียวน่าชม ซึ่งรับประกันว่าถ้าไม่รั่วก็ไม่ซึม แม้แต่ผนังไม้ลังที่ผมปะๆแบบขอไปทีเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนก็ยังอยู่ดีสบายไม่อนาทรร้อนใจกับปลวกกับมอดเลย

     แต่พอซ่อมเสร็จ ทั้งผมทั้งคุณแปมต่างฝ่ายต่างก็มัวปั่นตัวเองเป็นลูกข่างหาเวลาว่างไม่ได้ ผมลองเข้าเน็ทไปดูกฏเกณฑ์ของแอร์บีแอนด์บี.ก็พบว่า โอ้โห สะเป๊คเยอะมาก เวลาผมเดินทางไปเมืองนอกไปนอนที่พักของแอร์บีแอนด์บี.ไม่เห็นจะได้สะเป๊คอย่างนี้เลย แต่ตัวผมไม่ชอบรับปากอะไรที่ตัวเองทำให้ไม่ได้ จึงบอกคุณแปมว่าอย่าไปเข้าพวกกับแอร์บีแอนด์บี.เลย อีกทั้งเราต่างก็ไม่ว่างวุ่นวายขายปลาช่อนจนตัวจะกลายเป็นเกลียวเชือกอยู่แล้ว เรายกเลิกแผนที่จะหาคนมาเช่านอนเสียเถอะ ซ่อมเสร็จแล้วก็ดีแล้ว เรื่องการใช้ประโยชน์ไม่ต้องห่วง คงได้ใช้แน่ อย่างน้อยผมก็ยกให้หมอสมวงศ์เอาไปทำสตูดิโอวาดภาพสีน้ำของเธอได้
บึงน้ำหน้ากระท่อม ถ่ายให้เห็นสวยกว่าความเป็นจริง

     พอหมอสมวงศ์รับมรดกไปแล้ว เธอไปทำความสะอาดแล้วเธอก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาอีกว่า กระท่อมมันมีวิวสวยนะ ถ้าเปิดให้คนอื่นได้มาชมวิวและใช้ประโยชน์จากมันคนที่มาเขาก็คงจะมีความสุข.. มาอีกแล้ว คนชอบหาความสุขให้คนอื่น ผมจึงรีบออกตัวเลยว่านั่นเป็นแผนการของคุณนะ ผมไม่เกี่ยว เพราะทุกวันนี้ผมขอใด้อยู่เงียบๆและพักนอนบ้างก็บุญแล้ว เธอบอกว่าไม่เป็นไร เธอจะเป็นธุระเอง ขอให้ผมถ่ายรูปและเอาลงบล็อกให้หน่อย

แม้จะสับปะรังเคก็มีเบย์วินโดว์นะ
ภาพซิ้มๆ กรอบเซอๆ แต่ดูลายเซ็นจิตรกรสิ อะจ๊าก..ก



ห้องครัวทำใหม่ วัสดุออกเฟคๆ แต่ป่านอกหน้าต่างของจริง


     







      โดยสรุปหมอสมวงศ์จะเปิด “กระท่อมหมอสันต์” เป็นที่พักค้างคืนวันหยุดสำหรับคนที่ชอบธรรมชาติ ชอบอยู่แบบเงียบๆเย็นๆไม่ยุ่งกับใคร ใครสนใจจะมาพักค้างคืนก็ติดต่อเธอได้ที่โทรศัพท์ 086 8882521 หรืออีเมล somwong10@gmail.com สนนราคาค่าพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์คือทั้งหลังคืนละ 2,500 บาท จะถูกจะแพงก็ไปคุยกับเธอเองก็แล้วกัน เพราะกระต๊อบแม้จะมีชื่อว่า “กระท่อมหมอสันต์” ก็จริง แต่ตอนนี้หลุดไปอยู่นอกเขตอำนาจของหมอสันต์เสียแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

02 ธันวาคม 2559

เจ็บเท้า ตาปลา ฝ่าเท้าแบบ หัวแม่เท้าเก

สวัสดีค่ะ คุณหมอสันต์   ใจยอดศิลป์
     เมื่อก่อน  ถ้ามีเวลาว่าง ดิฉันชอบออกกำลังกายด้วยการเดินและวิ่งจ๊อกกิ้งเบาๆ ที่สวนลุม พอเกษียณแล้ว กลัวจะมีปัญหากับหัวเข่าก็ใช้วิธีเดินแทน แต่จะเดินหรือวิ่ง ก็ทำได้ไม่นานนัก เพราะจะปวดเท้า จากตาปลาที่ฝ่าเท้า และผิวบริเวณข้อนิ้วหัวแม่เท้าก็แดง และด้านหนา      เป็นมานานหลายปีแล้วคะ  ซึ่งพอไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน  (...)  หมอผิวหนังก็ใช้เลเซอร์จี้ตาปลาออกทำให้สบายขึ้น  แต่ไม่นานก็เป็นตาปลาอีก ต้องซื้อยามาป้ายให้ลอกออก  พอเป็นมากก็ต้องไปจี้อีก เพราะถ้าเดินมากก็ปวด  ทรมานมาก               
     ตอนนี้ลองใช้วิธีหาซื้อแผ่นยางนุ่มไว้รองพื้นรองเท้าอีกชั้น จะได้ไม่ปวดตาปลา  ทำให้ต้องซื้อรองเท้าเบอร์ใหญ่ขึ้น (ตอนซื้อทดลองใส่ก็พอดีแล้ว)  แต่พอใส่เดินกลับไม่สบายก็ต้องเปลี่ยนหาซื้อรองเท้าใหม่ บ่อยมาก นอกจากนั้น ก็ยังเกิดตาปลาที่ฝ่าเท้า และข้อนิ้วหัวแม่เท้าก็แดง และด้านหนาอยู่ดี เดี๋ยวนี้ตามตลาดนัดมีซิลิโคนไว้รองนิ้วเท้า ฝ่าเท้าทุกรูปแบบขายเต็มไปหมด ราคาก็ไม่ถูก (หลักร้อยแล้วแต่แบบ)  ลองซื้อมาใช้แต่ใช้ได้ไม่นานก็ขาด  ต้องซื้อใหม่
     ขอความกรุณาคุณหมอ ช่วยแนะแนวทางการรักษาแบบยั่งยืน ให้ด้วยนะคะ   เพราะเพื่อนๆก็เป็นกันหลายคนเหมือนกัน (แต่่ทำไมบางคนก็ไม่เป็นแบบนี้)
      ขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้

................................................

ตอบครับ

     ก่อนตอบคำถามนี้ขอป่าวประกาศเรื่องหนังสือ "ป้องกันและพลิกผันโรคด้วยตัวเอง" ว่าหมดแล้ว ต้องขอโทษท่านที่ส่งเงินมาเก้อ จำเป็นต้องส่งเงินกลับไป ส่วนหนังสือเป็น hard copy จะไม่พิมพ์ซ้ำแล้ว จะยึดเจตนาเดิมที่จะเผยแพร่แบบ eBook และ audioBook บนอินเตอร์เน็ทเท่านั้น กะว่าจะเอาขึ้นได้ไม่เกินปีใหม่

     เอาละ คราวนี้ตอบคำถามได้ 

     ก่อนตอบขอนิยามศัพท์คำว่า "ตาปลา" สำหรับคนที่เกิดไม่ทันหรือไม่รู้จักคำนี้ก่อนนะตาปลาแปลว่าการที่จุดใดจุดหนึ่งบนฝ่าเท้าเกิดหนาด้านเป็นปุ่มเป็นปมขึ้นมาผิดแผกจากพื้นฝ่าเท้าทั่วไป การเกิดตาปลาแสดงว่าการลงน้ำหนักบนฝ่าเท้าของเจ้าของตาปลาเป็นไปอย่างผิดธรรมชาติ กล่าวคือการเดิน การยืน หรือรองเท้าที่ใช้ ทำให้น้ำหนักลงไปตรงจุดที่เกิดตาปลานั้นมากกว่าจุดอื่น จุดที่เกิดตาปลานี้จะเจ็บเวลาเดิน หรือเวลากด ทำให้โบราญสอนลูกหลานว่าอย่าไปเหยียบตาปลาของใครเข้า หมายความว่าจะคบหาพูดจากับผู้คนให้เข้าใจจุดอ่อนหรือปมด้อยของเขาแล้วอย่าเผลอพูดลำเลิกเบิกประจานหรือจี้ใจดำเขาเข้าเพราะมันจะทำให้เขาเจ็บเหมือนถูกเหยียบตาปลา อันจะเป็นชนวนความแค้นให้เขามาหาทางชำระเอากับเราภายหลัง

     พูดถึงตรงนี้ขอนอกเรื่องหน่อยนะ สมัยผมแตกหนุ่ม มีโจ๊กเรื่องเหยียบตาปลาเล่ากันในหมู่คนเหนือ เป็นโจ๊กสมัยที่คนเหนือยังไม่ถนัดภาษากลางแต่ก็พยายามพูด เรื่องมีอยู่ว่าหนุ่มคนเหนือไปเที่ยวงานฤดูหนาวกับหนุ่มคนใต้ (หมายถึงคนที่อยู่ต่ำกว่าจังหวัดอุตรดิตถ์) กำลังชะเง้อชะแง้ดูเขาประกวดนางงามกันอยู่ หนุ่มใต้เผลอเหยียบไปบนหลังเท้าของหนุ่มเหนือซึ่งบังเอิญเท้าเป็นตาปลาอยู่พอดี หนุ่มเหนือเจ็บจึงกระซิบบอกหนุ่มใต้อย่างสุภาพว่า 

     "คุณ..คุณ เหยียบเท้า"  หนุ่มใต้ได้ยินไม่ถนัดจึงถามกลับว่า

     "อะไรนะ" หนุ่มเหนือก็พูดซ้ำว่า

     "คุณ เหยียบเท้า"  หนุ่มใต้ได้ยินไม่ถนัดอีก ก็ถามกลับอีกว่า

     "อะไรนะ" 

     คราวนี้หนุ่มเหนือเจ็บตาปลาถึงขีดแล้ว จึงตะโกนเป็นภาษาเหนือเสียงดังลั่นงานว่า

     "ย่ำตี๋น.น..น...น"

     จบละ ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     กลับมาตอบคำถามกันต่อ คนที่ชอบเป็นตาปลา มักจะมีโครงสร้างของเท้าผิดแผกจากชาวบ้านในสองสามประเด็น คือ
คนฝ่าเท้าแบบ (ซ้าย) เมื่อเหยียบพื้นทราย จะได้รอยเท้าที่ต่างจากปกติ (สีแดง)

1. มักจะมีฝ่าเท้าแบน (flat foot) หมายความว่าอันธรรมดาเท้าของคนเรามันจะเว้าคล้ายกับอุ้งมือ หรือจะพูดให้ชัดกว่านั้นก็คือเว้าเหมือนอุ้งตีนลิง กล่าวคือหากมองจากด้านข้างมันจะค่อยๆเว้าจากส้นเท้าขึ้นซึ่งแตะอยู่บนพื้นขึ้นไปมากที่สุดที่กลางเท้าแล้วค่อยๆกลับลงมาแตะพื้นอีกทีที่โคนนิ้วเท้า จะเห็นชัดที่สุดเมื่อเรามองจากด้านในตัวออกไปนอกตัว คราวนี้ถ้าเราให้คนอื่นไปยืนมองเท้าเราจากด้านหน้า (นิ้วเท้า) ไปด้านหลัง (ส้นเท้า) ก็จะเห็นความเว้าอีกเหมือนกันในมิติที่ตั้งฉากกับความเว้าแรก คือเริ่มจากโคนหัวแม่เท้าเว้าโค้งขึ้นไปตรงกลางแล้วกลับลงไปแตะพื้นอีกครั้งที่โคนนิ้วก้อย นี่เป็นเท้าของคนปกติ ส่วนคนฝ่าเท้าแบน ความเว้าทั้งสองมีตินี้จะไม่มี กล่าวคือฝ่าเท้าจะแบนแต๊ดแต๋เสมอพื้นเรียบวุธไม่ว่าจะมองในมิติไหน และเมื่อเหยียบไปบนพื้นทรายรอยเท้าของเขาหรือเธอจะเป็นรอยเท้าแบบเต็มๆผิดแผกจากรอยเท้าคนทั่วไปที่จะมีส่วนขาดหายตรงกลาง
หัวแม่เท้าเกจากน้อย(ซ้าย) ไปหามาก (ขวา)

2. มักจะมีหัวแม่เท้าเก (hallux valgus) หมายถึงหัวแม่เท้าเอียงไปหานิ้วชี้ ถ้าเอียงมากก็เล่นเอานิ้วคู่ใดคู่หนึ่งขี่หรือซ้อนกันไปเลย 

3. มักจะมีท่าเดินแบบเป็ดหรือแบบช้าง คือเดินลงฝ่าเท้าหรือเดินแบบย่ำเท้า ยกเท้าสูง แล้ววางเท้าลงทั้งฝ่าเท้าลงถึงพื้นเสมอกันในคราวเดียว

แผ่นรองเท้า ซึ่งนิยมใช้กันแต่ได้ผลน้อยกับคนเท้าแบน

     ปัญหาฝ่าเท้าแบบ หัวแม่เท้าเก ตาปลาและเจ็บเท้านี้ คนทั่วไปแม้กระทั้งวงการแพทย์เองมองว่าเป็นปัญหาโครงสร้างของกระดูก เหมือนกับการปวดเข่า ปวดหลัง ปวดไหล่ และวิธีรักษามาตรฐานในปัจจุบันนี้ก็เน้นที่การปรับโครงสร้างของกระดูก ด้วยการใช้แผ่นรองเท้า (insole) ผ้าพันเท้า ที่ตรึงนิ้วเท้า รองเท้าส้นสูง เป็นต้น
การสวมผ้ายืด ก็ไม่ค่อยได้ผล
การใช้ที่ตรึงหัวแม่เท้า ก็ไม่หายปวด



     การรักษาเท้าแบน หัวแม่เท้าเก และตาปลาด้วยตัวเอง

     ขณะที่คนปวดเท้า ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดเข่า ไปหาหมอออร์โธปิดิก ได้ทั้งกินยา ฉีดยา ใช้กายอุปกรณ์กันจนเบื่อแล้วไม่หาย พวกนักกายภาพบำบัดทั่วโลกได้ค่อยๆพัฒนาวิธีที่จะหายจากอาการปวดกระดูกเรื้อรังเหล่านี้โดยการสอนคนไข้ใหสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆข้อหรือกระดูกส่วนนั้นๆซึ่งทำได้ด้วยตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งหากทำจริงก็จะได้ผลดี และเป็นวิธีที่ผมสนับสนุนสุดลิ่ม โดยเฉพาะในคนสูงอายุ เพราะการแก้ปัญหาปวดกระดูกด้วยการฝึกกล้ามเนื้อหรือเล่นกล้ามได้ประโยชน์ถึงสามเด้ง เด้งที่หนึ่งคือทำให้หายปวด เด้งที่สองคือทำให้กระดูกไม่บางไม่พรุนและไม่หักง่าย เด้งที่สามคือทำให้เคลื่อนไหวได้กระฉับกระเฉงและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้้น

     ในเรื่องปวดเท้าจากเท้าแบบหัวแม่เท้าเกและตาปลานี่ก็เช่นกัน นักกายภาพบำบัดญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อฟุรุยะ (Tatsuji Furuya) ได้สรุปหลักการรักษาด้วยการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อนิ้วเท้าออกมาเป็นหนังสือ ซึ่งผมขอขอบคุณทั้งผู้เขียนผู้แปลและผู้นำหนังสือนี้มาให้ผมไว้ ณ ที่นี้ด้วย ในหนังสือนี้สอนให้ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อนิ้วเท้าสามวิธี คือ (1) การเดิน (2) การยืน และ (3) การขยับนิ้วเท้า เมื่อกล้ามเนื้อนิ้วเท้ามีมวลมากขึ้น แข็งแรงขึ้น การบิดงอและผิดรูปของนิ้วเท้าอันสืบเนื่องมาจากกล้ามเนื้อลีบก็จะหายไป ผมขอเล่ารายละเอียดดังนี้ 

     1. การเดิน ให้เปลี่ยนจากการเดินลงฝ่าเท้าแบบเป็ดหรือแบบช้างซึ่งกล้ามเนื้อนิ้วเท้าไม่มีโอกาสได้ออกแรงเลย มาเป็นการเดินแบบคนธรรมดาสามัญหรือแบบทหาร คือยืดตัวตรง เดินโดยเตะเท้าไปข้างหน้า แล้ววางส้นเท้าลงบนพื้นก่อน (แต่ไม่ใช่กระแทกส้น) แล้วค่อยๆโยกตัวถ่ายน้ำหนักไปยังเท้าหน้าโดยให้น้ำหนักเริ่มกดเลื่อนจากส้นเท้าไปยังฝ่าเท้าและไปยังนิ้วเท้าตามลำดับขณะสลับก้าวเท้าอีกข้างหนึ่ง แล้วส่งท้ายด้วยการจิกนิ้วเท้าลงบนพื้นเพื่อ "ถีบ" ส่งให้เท้าลอยขึ้นจากพื้นเพื่อก้าวครั้งต่อไป 

     2. การยืน ให้เปลี่ยนจากการชอบยืนโดยให้ตัวเอนไปข้างหลังซึ่งน้ำหนักจะไปลงแต่ที่ส้นเท้าจนนิ้วเท้าไม่ได้ออกแรงกดพื้นเลย มาเป็นการยืนแบบย่อเข่านิดๆให้ตัวตรงแต่เอนตัวมาข้างหน้าให้ทั้งฝ่าเท้าและนิ้วเท้าได้ออกแรงกดพื้นแทนส้นเท้า แล้วควรฝึกนิสัยยืนโดยมีการโยกเอียงถ่ายน้ำหนักไปตามส่วนต่างๆของเท้าให้ทั่วๆ เช่นเวลายืนบนรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ก็ให้พยายามเกาะหรือพิงให้น้อยที่สุดและเอียงตัวไปมาตามการเคลื่อนไหวของรถ
การฝึกขยับนิ้วเท้าด้วยการหนีบบอล ดึงหัวแม่เท้า และขยุ้มผ้า

     3. การขยับนิ้วเท้า หมายความว่าฝึกออกกำลังกายนิ้วเท้านั่นเอง นึกภาพเราออกกำลังกายนิ้วมือเราอย่างไร เราก็ออกกำลังกายนิ้วเท้าเราอย่างนั้น ซึ่งผมเลือกมาแนะนำสามท่าคือท่าใช้นิ้วเท้าหยิบลูกบอล การใช้ยางยืดดึงหัวแม่เท้าออกจากนิ้วชี้ และการหัดใช้เท้าขยุ้มผ้าขี้ริ้วหรือผ้าเช็ดตัว ท่าสุดท้ายนี้ก็คือเลียนแบบเราฝึกนิ้วมือด้วยการกำหมัด แต่นิ้วเท้าเราฝึกด้วยการขยุ้มแทน

     ทั้งหมดนี้ต้องทำด้วยตัวเอง ทำทุกที่ ทุกเวลา ไม่มีใครคนอื่นเขาจะช่วยได้หากตัวเราขี้เกียจ โชคดีนะครับ..คนเท้าแบน หิ หิ (อุ๊บ..ขอโทษ เปล่าล้อเลียน) 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. ฟุรุยะ, ทะสิจึ. นิ้วหัวแม่เท้าเก. กิ่งดาว ไตรยสุนันท์ ผู้แปล. กรุงเทพ อินสปายร์, 2557, 120 หน้า. ISBN 978-661-04-1828-2.

28 พฤศจิกายน 2559

ดูไดโนเสาร์และเรียนรู้วิธีพลิกผันโรคจากท่านนายพล

     วันนี้ไม่ตอบคำถามนะครับ จะเล่าเรื่องที่ผมไปขับรถเที่ยวซะหลายวัน

     ก่อนจะเริ่มเรื่องขอประกาศให้แฟนบล็อกหมอสันต์ที่โอนเงินค่าหนังสือมาให้ก่อนวันที่ 18 พย. 59 จนป่านนี้แล้วยังไม่ได้รับหนังสือแสดงว่าท่านแห้วแล้วแน่นอน กรุณาแจ้งที่อยู่มาอีกครั้ง ฝ่ายจัดส่งซึ่งเผอิญสูงอายุพอควรเพิ่งพบว่าส่งไปส่งมามีเงินเข้ามามากกว่าหนังสือที่ส่งออกไป เพราะบางท่านประสงค์จะออกเงินแต่ไม่ประสงค์บอก address จึงหมดปัญญาไม่รู้จะส่งหนังสือไปให้ใครที่ไหน

     มาคุยกันต่อเรื่องขับรถเที่ยวดีกว่า

     21 พย. 59

     เรามากันสามคนพ่อแม่ลูก ออกจากบ้านที่มวกเหล็ก วางแผนว่าจะไปแวะทานอาหารกลางวันกับเพื่อนซึ่งเป็นหมอรุ่นเดอะงอกรากอยู่ที่เพชรบูรณ์มาหลายสิบปีแล้ว อยู่หล่มอะไรสักอย่าง ไม่หล่มเก่าก็หล่มสักเนี่ยแหละ จิ้มจีพีเอส.แล้วก็ขับตามมันไป พูดถึงเจ้าจีพีเอส.นี้ก็ใช่ว่าจะเชื่อถือได้ 100% นะครับ บางครั้งมันก็ดูเหมือนตั้งใจจะให้เราขับลงไปตามคันนาเสียให้ได้ แต่ว่าหากรู้จักใช้มันแบบฟังหูไว้หูแล้วละก็มันเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับคนแก่มาก เมื่อจิ้มปลายทางว่าเพชรบูรณ์ จีพีเอส.ก็พาเราขับขึ้นตะวันออกไปทางน้ำตกเจ็ดสาวน้อย แล้วพาเราวิ่งไปตามถนนเล็กๆเลียบฝั่งใต้ของแม่น้ำป่าสักไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะให้เราข้ามแม่น้ำไปหาลพบุรีสักที จนมาถึงตำบลเล็กๆชื่อ “โป่งมะนาว” ผมบอกลูกชายว่า

     “เอ..แถวนี้มันดูเหมือนมันจะเคยมีการขุดค้นถ้วยชามรามไหอะไรสักอย่างนะ”

     แล้วก็จริงดังว่า มีป้ายเล็กๆชี้ให้ไปดูแหล่งโบราณคดี ผมขับตามป้ายไป แล้วไปจบที่กุฏิพระ มีป้ายพิพิธภัณฑ์อยู่หน้ากุฏิอันเงียบเชียบ หมาใต้กุฏิเห็นเราก็พากันเห่าขรม เด็กวัดคนหนึ่งนอนหลับอุตุอยู่บนกุฏิ ผมร้องเรียกก็ไม่ตื่น แต่แล้วก็โชคดีมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาทัก เมื่อรับรู้ว่าเราจะมาดูของโบราณก็ใจดีพาเราเดินไปหาสิ่งที่มีผู้ตั้งใจจะว่าจะให้เป็นพิพิธภัณฑ์แต่ว่าขณะนี้อยู่ในพงหญ้าเพราะสร้างแล้วงบไม่พอที่จะดำเนินการต่อ เลยไม่ได้เปิด ถ้าไม่นับพงหญ้าแล้วอาคารนี้พอนับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์จริงๆได้ทีเดียว เธอพาเราเข้าชมของที่ตั้งแสดงไว้ในอาคารซึ่งอยู่ในความดูแลของชุมชน และเล่าให้ฟังว่าแต่เดิมพวกของโบราณเหล่านี้เก็บไว้ในวัดแล้วถูกโขมยมางัดแงะไปบ้าง พวกเราตระเวนดูของที่เก็บไว้เป็นของที่ผลิตขึ้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกับยุคบ้านเชียง แต่ลักษณะเครื่องปั้นดินเผามีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากหม้อบ้านเชียง รูปลักษณ์ออกไปทางเครื่องปั้นดินเผาก่อนประวัติศาสตร์ที่ปิกาสโซใช้เป็นแม่แบบในการเขียนและปั้นงานศิลป์แบบโมเดิร์นอาร์ท เท่ไปอีกแบบ ผมบอกเด็กสาวคนนั้นว่าทำไมเธอไม่หัดปั้นดินเผารูปทรงแบบนี้บ้าง แล้วเอาออกขายภายใต้แบรนด์ “หม้อโป่งมะนาว” เหมือนที่ชาวบ้านเชียงเขาปั้นหม้อบ้านเชียงขายกันได้เงินเอิกเกริก เธอได้แต่ยิ้มและพูดอะไรอยู่ในใจ ซึ่งผมจับความได้ประมาณว่า

     “เพ้อเจ้อแล้ว..ลุ้ง”

     ออกจากโป่งมะนาวเราขับผ่านถนนผิวโลกพระจันทร์เสียงดังกึงๆๆๆ เพื่อนที่รอจะกินข้าวกลางวันโทรศัพท์มาถามว่าถึงไหนแล้ว ผมบอกว่า

     “เพิ่งออกจากโป่งมะนาว กำลังเข้าโป่งมะกรูด” 

ดอกซากุระเมืองไทย กำลังบานที่น้ำหนาว
     ในที่สุดจีพีเอส.ก็พาเราข้ามแม่น้ำป่าสักมาเข้าเขตลพบุรีเอาที่เมืองลำนารายณ์ ความตั้งใจเดิมที่จะแวะดูสถานที่ที่ไม่เคยเห็นแห่งหนึ่งชื่อน้ำตกเสาหินอัคนี ที่ชนบทของเมืองวิเชียรบุรี เป็นอันต้องล้มเลิกไปเพราะเกรงใจเพื่อนผู้รอเป็นเจ้าภาพ จึงขับมุ่งตรงไปยังเมืองหล่มอะไรสักอย่าง สอบถามและทวนคำสั่งได้แน่ชัดว่าเป็นหล่มสัก ไม่ใช่หล่มเก่า ไปถึงเอาบ่ายโมง เจ้าภาพพาไปกินขนมจีนเจ๊ดังระดับโลก ขอโทษ เจ๊อะไรก็ลืมไปเสียแล้ว

     คุยกันถึงความหลังจนอิ่มอร่อยแล้วก็เร่งรุดเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวเพื่อให้ทันก่อนอุทยานปิดตอนสี่โมงเย็น แวะซื้อข้าวหลามที่ด่านอุทยานตามที่ภรรยาของเพื่อนได้แนะนำไว้ แวะดูตะวันตกดิน แล้วเข้าบ้านพักในอุทยาน ซึ่งเงียบเชียบแทบไร้ผู้คน อากาศเย็นสบาย ต้นซากุระเมืองไทยหรือนางพญาเสือโคร่งที่หน้าบ้านพักออกดอกกระหรอมกระแหร็ม ผมถ่ายรูปมาให้ดูด้วย

     ถึงเวลาอาบน้ำเครื่องทำน้ำร้อนด้วยแก้สเกิดมีปัญหา ห้องหนึ่งเปิดแล้วไม่ร้อนดื้อๆ อีกห้องหนึ่งผมลองเปิดแล้วร้อน แต่ต่อมาก็มีเสียงดัง “บึม..ม” แล้วทุกอย่างก็หยุดลง เล่นเอาภรรยาของผมประกาศยอมอาบ “น้ำหนาว” โดยไม่ยอมยุ่งกับเครื่องทำน้ำร้อนเด็ดขาด แต่ผมกับลูกชายยังไม่ลดละ ผมอ่านดูป้าย instruction ที่ติดผนังไว้ว่าเมื่อเครื่องทำน้ำร้อนเสียต้องทำอย่างไร ป้ายนั้นบอกว่าให้โทรศัพท์ตามผู้รับผิดชอบต่อไปนี้ไปตามลำดับชั้น โดยมีรายชื่อเรียงกันไว้ถึงสี่ชั้น  ผมบอกลูกชายว่า

     “โอ้โฮ นี่แสดงว่าปัญหาเครื่องทำน้ำร้อนเนี่ยเป็นเรื่องใหญ่ต้องตามกันตั้งแต่แพทย์ฝึกหัด เรสิเด้นท์ (แพทย์ประจำบ้าน) แพทย์เฟลโลว์ จนถึงแพทย์สต๊าฟเลยนะเนี่ย”

     เมื่อตามปุ๊บ อินเทอร์นก็มาปั๊บ เขามาลูบๆคลำเครื่อง แล้วออกไปเปิดวาลว์แก้สที่ข้างนอก เมื่อไม่ได้ผลก็ยกหูตามเรสิเด้นท์ พูดอะไรกันสองสามคำ แล้วเรสิเด้นท์ก็มา พร้อมกับล้วงถ่านไฟฉายออกมาจากกระเป๋ามาเปลี่ยนเอาถ่านเก่าที่ทำหน้าที่จุดประกายไฟออก แล้วเครื่องห้องแรกก็ทำงาน พอไปถึงเครื่องห้องที่สองที่ระเบิดดังบึม เขายกหูตามเฟลโลว์ แป๊บเดียวเฟลโลว์ก็โผล่มา มาแก้ปัญหาด้วยการเอากระดาษทิชชูจุดไฟแล้วแหย่เข้าไปในเครื่องต้มน้ำ เข้าใจว่าคงต้องการจะเผาแก้สที่ตกค้างให้หมดก่อน จากนั้นจึงเปิดใช้เครื่องใหม่ ก็ปรากฏว่าใช้ได้ สรุปว่างานสำเร็จลงได้โดยไม่ต้องถึงกับตามสต๊าฟใหญ่มา
คราวนี้ก็ถึงเวลาอาบน้ำอุ่น ผมอาบเพราะขยาดกิตติศัพท์ของ “น้ำหนาว” มากกว่ากลัวเครื่องทำน้ำอุ่น แต่ก็เปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้ขณะอาบ เพราะเพื่อนของผมเป็นหมออยู่ที่อเมริกาเคยเล่าให้ฟังว่าเพื่อนของเขายังหนุ่มอายุสี่สิบกว่าแท้ๆไปเสียชีวิตในห้องน้ำที่โรงแรมจิ้งหรีดในชนบท ตอนแรกนึกว่าหัวใจวาย แต่ต่อมาไม่กี่วันก็มีอีกรายหนึ่งอาบน้ำห้องเดียวกันแล้วเป็นลมคอพับแต่โชคดีไม่ถึงกับตาย ความจึงแดงขึ้นมาว่าเป็นเพราะแก้สคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้แก้สไม่หมดสะสมอยู่ในห้องน้ำที่ปิดทึบ พอหายใจเข้าไปมากๆก็ทำเอาตายได้แบบทันทีแน่นอนเสียด้วย
เส้นทางขับรถขึ้นสวนสนภูกุ่มข้าวเพื่อดูสนสามใบ

     ผมอาบน้ำเสร็จโดยสวัสดิภาพ ถามลูกชายซึ่งอาบห้องที่แก้สระเบิดดังบึมก่อนหน้านี้ว่ายูอาบน้ำอย่างไร ลูกชายตอบว่าเขาเปิดแก้สแล้วรีบวิ่งออกมาดูเชิงนอกห้องน้ำก่อน เมื่อเห็นระบบทำงานดีโดยไม่มีเสียงระเบิดก็จึงเข้าไปอาบได้โดยสวัสดิภาพเช่นกัน

     22 พย. 59

     หลับสบายบนอุทยานน้ำหนาวหนึ่งคืน ก่อนจากเราแวะชมสวนสนภูกุ่มข้าว คราวนี้ผมเปลี่ยนให้ลูกชายขับ ต้องขับรถไปถามถนนลูกรังประมาณ 14 กม. สองข้างทางเป็นป่าสนสามใบ บางช่วงก็ต้องขับรถลุยข้ามคลองน้ำแบบไม่มีสะพาน มุ่งหน้าขึ้นภูกุ่มข้าวด้วยตั้งใจว่าจะได้มองจากยอดเนินเห็นทิวยอดสนสามใบลานตา พอไปใกล้ถึง แวะถามคนงานอุทยานที่ตัดหญ้าสองข้างทาง เขาให้ความกระจ่างด้วยภาษากลางสำเนียงชัดเจนว่า

     “สวนสนภูกุ่มข้าวนะหรือ..มันเป็นเพียงอดีต เดี๋ยวนี้มันไม่มีแล้ว ฟ้าผ่าบ้าง ไฟป่าบ้าง เผาต้นสนหมดไป ต้นไม้อื่นขึ้นมาแทน”
สองเกลอผีตาโขนยุโรป ที่เมืองด่านซ้าย

     แป่ว..ว

     แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราขับต่อไปเพื่อให้เห็นว่าอดีตสวนสนภูกุ่มข้าวนั้นเป็นอย่างไร ขับปุเรงๆไปอีกสี่กม.ก็ได้เห็นอดีตนั้นสมใจ หิ หิ ไม่มีอะไรเลยจริงๆ นอกจากเนินที่ต้องเดินขึ้นจนเมื่อยขา

     เราบอกลาน้ำหนาว เป้าหมายวันนี้คือต้องไปนอนที่เชียงคาน เราขับย้อนกลับมาทางหล่มสัก เพราะผมอยากจะไปดูผีตาโขนที่ด่านซ้าย เนื่องจากยังไม่เคยเห็นด่านซ้ายมาก่อนเลยในชีวิต พอจะเข้าเขตเมืองด่านซ้ายก็เห็นผีตาโขนขนาดยักษ์อยู่ข้างทาง

     เราแวะชมพระธาตุศรีสองรัก ฟังว่าเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นในยุคที่เจ้าอยุธยาส่งลูกสาวไปแต่งงานกับเจ้าลาว
พระธาตุศรีสองรัก เล็ก น่ารัก และเอียงกะเท่เร่
แล้วถูกมือดีแฮ็บตัวไปให้ทางหงสาวดีเสียฉิบ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่สิ่งที่ผมไปเห็นเป็นเจดีย์ขนาดเล็กที่คลาสสิก ดั้งเดิม เอียงกะเท่เร่น่ารัก ไม่มีร่องรอยของการยัดเยียดอะไรสมัยใหม่เข้าไป แล้วก็ไปดูบรรดาหน้ากากผีตาโขนที่ตั้งแสดงอยู่ในมิวเซียมซึ่งอยู่ในวัด

     จากนั้นก็เดินทางต่อไป แวะดูวัดป่าห้วยลาด ซึ่งชื่อว่าวัดป่าแต่ตัววิหารนั้นมหึมามาก วิหารแม้จะใหญ่แต่ไม่น่าสนใจเท่าพระพุทธรูปแกะสลักจากหินแคลไซท์ทั้งองค์ขนาดใหญ่กว่าไดบุตซุที่ญี่ปุ่นโดยที่ความคลาสสิกและฝีมือไม่หนีกัน เวลาถ่ายรูปหมอสมวงศ์ซึ่งแต่งชุดดำนั่งพับเพียบอยู่หน้าองค์พระ ดูเธอเหลือตัวเล็กเท่านิ้วก้อยได้

     เดินหน้ากันต่อไป คราวนี้เราขับขึ้นไปทางอำเภอท่าลี่ เพื่อผ่านชนบทที่ไม่เคยเห็นแล้วไปชนชายแดนลาวแล้วขับเลียบลำน้ำโขงไปหาเชียงคาน ไปพักนอนอยู่ในโรงแรมจิ้งหรีดที่มีสภาพเป็นห้องแถวหันหลังชนแม่น้ำโขง ตกเย็นก็ออกเดินเลียบแม่น้ำโขงชมตะวันตกดินหลังที่พัก กลางคืนก็เดินถนนคนเดินหน้าห้องแถว บ้านเรือนที่นี่เป็นห้องแถวไม้ที่สงวนไว้ได้ดีเยี่ยม ดูเหมือนว่าทุกห้องแถวชั้นล่างจะเป็นอะไรก็ตาม ชั้นบนต้องเป็นโรงเตี๊ยมหรือเกสต์เฮ้าส์ ถนนคนเดินมีบรรยากาศดี แต่คนเดินไม่มากเหมือนที่ปาย ดูหน้าตาคนเดินแล้วเป็นคนไทยแทบทั้งหมด
พระหินแคลไซท์วัดป่าห้วยลาด

     23 พย. 59
มองออกนอกหน้าต่างห้องพักที่เชียงคาน

     ตกใกล้รุ่งได้ยินเสียงวัดที่ฝั่งลาวย่ำระฆังดังหง่างเหง่ง เราจึงตื่นเช้าและตักบาตรพระที่พากันเดินแถวมาหน้าห้องแถวนั่นแหละ แล้วก็ขับรถไปดูภูทอก ซึ่งเป็นที่คนพากันไปดูหมอกก่อตัวขึ้นเหนือโค้งแม่น้ำโขงในตอนเช้าซึ่งเป็นภาพที่สวยเชียว สวยไม่แพ้ทะเลหมอกที่ใหนๆ หรืออาจจะสวยกว่าเพราะมีโค้งแม่น้ำโขงประดับเป็นโลว์กราวด์ในยามที่หมอกจางลง

      ออกจากเชียงคานเราขับลงใต้ กะว่าจะแวะดูสถานที่เรียกกันว่า “เสด็จพ่อร.5 วิมานหมอก” ซึ่งฟังว่าเป็นสถานที่ร.5 เคยเสด็จมาทอดพระเนตรหมอกที่นั่น เมื่อจีพีเอส.พาไปถึงแล้ววนเวียนหาทางเข้าไม่เจอ ถามชาวบ้านก็บอกว่าอยู่แถวนั้นแหละ ถามแม่ค้าคนหนึ่งว่าสวยไหม เธอตอบเป็นภาษากลางว่า

     “เอ้อ..จะพูดไงดีละ มันเคยสวย”
พลเอก จารุภัทร เรืองสุวรรณ ที่ในไร่

     ทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจที่จะค้นหา จึงมุ่งหน้าต่อไป เพื่อไปยังอำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น อันเป็นเป้าหมายที่จะไปค้างคืน ที่นั่นเป็นไร่ส่วนตัวของคนระดับไฮโปรไฟล์คู่หนึ่ง ฝ่ายสุภาพสตรีนั้นเป็นแพทย์ผู้ใหญ่ เป็นมิตรต่างวัยของหมอสมวงศ์ เธอเกษียณจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันเด็กแห่งชาติ หรือที่รู้จักดีในภาษาบ้านๆว่า รพ.เด็ก ส่วนฝ่ายสุภาพบุรุษนั้นเป็นนายทหารใหญ่ยศพลเอก จบปริญญาเอกที่อเมริกา สอนอยู่โรงเรียนนายร้อยแล้วก็ออกจากราชการประจำมาเป็นกกต.ในยุคที่การเมืองยุ่งตุงนัง ชื่อ พลเอก จารุภัทร เรืองสุวรรณ เขียนมาถึงตรงนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องราวของท่านให้ผู้อ่านได้เรียนรู้วิธี “พลิกผันโรคด้วยตนเอง” ท่านอนุญาตให้ผมเปิดเผยชื่อท่านได้ซึ่งผมต้องขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย

     เรื่องราวของท่านนายพลเริ่มต้นเมื่อหลังจากกินยารักษาไขมันในเลือดสูงและความดันเลือดสูงมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แพทย์ตรวจพบว่าท่านเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 และผลการตรวจสมรรถนะหัวใจ (EST) ได้ผลบวก และแพทย์แนะนำให้ท่านเข้ารับการตรวจสวนหัวใจโดยมีเป้าหมายปลายทางอยู่ที่การทำบอลลูนใส่ขดลวดเพื่อแก้ปัญหาหลอดเลือดหัวใจตีบ ณ จุดนี้ท่านนายพลและอาจารย์หมอผู้เป็นภรรยาได้แวะมาหารือผมที่บ้านมวกเหล็ก ซึ่งเราได้คุยกันถึงข้อมูลและทางเลือกที่มีอยู่สองทาง คือรักษาแบบรุกล้ำ อันหมายถึงการเดินหน้าสวนหัวใจ ใช้บอลลูน หรือผ่าตัดสุดแล้วแต่ผลการตรวจจะพาไปโดยยอมรับความเสี่ยงที่ไตจะทรุดลงไปกว่าเดิม หรือไม่ก็รักษาแบบไม่รุกล้ำ อันหมายถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตนเองไปอย่างสิ้นเชิง ในประเด็นการเปลี่ยนอาหารมากินพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำ ไม่กินอาหารที่สกัดเอามาแต่แคลอรี่อย่างน้ำตาลหรือน้ำมันผัดทอดอาหาร ควบกับการออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด

     ท่านนายพลบอกว่าเมื่อมีทางเลือกอย่างนี้ ผมตัดสินใจเลย คือเลือกที่จะดูแลตัวเอง หลังจากนั้นท่านก็ส่งข่าวเป็นระยะๆ เริ่มจากการลดน้ำหนักลงได้ถึง 13 กก. ค่อยๆลดยาความดันลงจนเลิกได้หมดโดยที่ความดันเลือดยังปกติ ผลการตรวจการทำงานของไตกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่เมื่อหยุดยาลดไขมันก็พบว่าระดับไขมันในเลือดซึ่งคุมได้อยู่ดีๆกลับกระโดดขึ้นไป ผมอธิบายให้ฟังว่ายาลดไขมันลดไขมันของเราลงได้ถึงประมาณ 50% เมื่อเราหยุดยา เป็นธรรมดาที่ไขมันในเลือดจะเด้งขึ้นไป หากมันขึ้นไปไม่ถึง 50% หรือไม่ถึงระดับเดิมก่อนที่เราจะกินยา ก็ถือว่าระดับไขมันในเลือดของเราดีขึ้นจากอาหาร และแนะนำให้ท่านเดินหน้าปรับลดไขมันในอาหารต่อไปไม่ท้อถอยโดยลดปริมาณอาหารเนื้อสัตว์ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อแดงอย่างเนื้อหมูเนื้อวัว ซึ่งเมื่อท่านลดอาหารเนื้อสัตว์ลงจนแทบจะเหลือแต่ปลาก็ได้ผลดียิ่ง จนทุกวันนี้ไขมันในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ และหยุดยาทุกตัวไปแล้วอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นยาความดันหรือยาลดไขมัน ผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งก็คืออาจารย์หมอภรรยาของท่านที่ทานอาหารเหมือนกันก็พลอยเลิกยาเบาหวานและยาลดความดันที่ต้องกินอยู่ประจำมาหลายปีได้ด้วย

     ความสำเร็จของการพลิกผันโรคด้วยตัวเองของท่านนายพลท่านบอกว่ามาจากปัจจัยสำคัญยิ่งตัวเดียว คือ “วินัยตนเอง” ความที่มาจากครอบครัวที่มีระเบียบวินัย พอเป็นหนุ่มก็มาเป็นทหาร และตอนไปเรียนปริญญาโทปริญญาเอกก็ต้องใช้ชีวิตด้วยตัวเองอยู่เมืองนอกรู้เห็นวิธีคิดวิธีทำงานของฝรั่งอยู่ถึง 5 ปี จึงซึมซับความมีวินัยและการรู้จักบริหารจัดการตนเองไว้ในสายเลือด เมื่อศึกษาจนรู้ว่าอะไรควรทำแล้วก็จะลงมือทำด้วยตนเองทันทีโดยไม่อิดออดอ้างโน่นอ้างนี่ และท่านก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ช่วยแนะนำเพื่อนฝูงและญาติใกล้ชิด มีอยู่ครั้งหนึ่งญาติส่งหลานชายที่อ้วนและป่วยโดยไม่ยอมดูแลตัวเองมาให้ท่านคุยด้วย ท่านพูดกับหลานสั้นๆว่า

     “เอ็งอยากตายหรือเปล่า 
เอ็งจะให้แม่ซึ่งแก่แล้วมาเผาศพเอ็ง 
หรือเอ็งอยากจะอยู่เป็นคนทำศพให้แม่ 
ถ้าเอ็งอยากตายก็ทำตัวแบบเดิมไป 
แต่ถ้าเอ็งยังไม่อยากตาย 
อยากจะอยู่เผาศพแม่ด้วยตัวเองก็เปลี่ยนตัวเองซะ”

     ท่านเรียกวิธีการของท่านว่าเป็น “ยาแรง” ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล บางครั้งก็ไม่ได้ผล ยกตัวอย่างเช่นหลานชายคนนี้เป็นกรณีที่ได้ผล ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เขาลดน้ำหนักตัวเองไปได้ 12 กก.และทำตัวให้แม่ที่แก่แล้วได้ชื่นใจเป็นอย่างมาก

     การมาค้างคืนที่ไร่ของนายพลครั้งนี้ก็เพราะผมสัญญากับท่านไว้ เนื่องจากตอนนั้นผมเห็นว่าการควบคุมความดันเลือดของท่านมันขึ้นๆลงๆเพราะมีปัจจัยความเครียดเข้ามาเกี่ยวข้อง ประกอบกับท่านเล่าให้ผมฟังว่าท่านมีไร่อยู่ที่ขอนแก่น ผมจึงบอกท่านว่าเมื่อใดที่ท่านทิ้งกรุงเทพไปใช้ชีวิตอยู่ในไร่ที่ขอนแก่น ผมจะแวะไปเยี่ยมท่าน ตอนนี้ทั้งสองท่านได้ทิ้งกรุงเทพฯมาอยู่ถาวรที่ไร่อย่างแท้จริงแล้ว ผมจึงแวะมาเยี่ยมตามสัญญา
กระดูกไดโนเสาร์ของจริงที่ยังฝังอยู่ในหินท้องธารที่หลุม 9

24 พย. 59

     รุ่งเช้าท่านนายพลและอาจารย์หมอผู้หญิงพาพวกเราไปตระเวนชมที่ต่างๆในอำเภอเวียงเก่า ที่ประทับใจผมมากที่สุดคือการที่เราได้มีโอกาสเดินเท้าขึ้นเขาไปยังหลุมขุดค้นซากไดโนเสาร์หลุมที่ 9 ซึ่งยังคงรักษาสภาพกระดูกสันหลังและหางของไดโนเสาร์รุ่นปู่ของ T. Rex ที่ฝังอยู่ในหินกลางทางน้ำไหลไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ผมถ่ายรูปมาให้ดูด้วย

     จบทัวร์เวียงเก่าแล้ว เรากินอาหารสุขภาพมื้อเที่ยงส่งท้ายที่บ้านในไร่ มื้อนี้มีส้มตำข้าวเหนียว ท่านนายพลและอาจารย์หมอผู้หญิงเอาข้าวเหนียวที่สีแบบข้าวกล้องมาให้กินกับส้มตำ ทำให้ผมได้ความรู้ใหม่ว่าที่ใครต่อใครว่าข้าวเหนียวสีเป็นข้าวกล้องไม่ได้ ถึงสีได้ก็กินไม่ได้เพราะมันแข็งนั้นไม่เป็นความจริงเลย เพราะมันสีได้ และกินได้อร่อย ไม่แข็งด้วย มันขึ้นอยู่กับวิธีนึ่ง คือแช่น้ำนานหน่อย ใส่น้ำมากหน่อย มันก็จะนุ่มและอร่อยเอง

     เราบอกลาเจ้าภาพใจดีเอาเมื่อใกล้ค่ำเพื่อเดินทางต่อไปยังร้อยเอ็ด ไปพักอยู่ที่กระท่อมปลายนาของเพื่อนอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเกษียณอายุจากการเป็นนายแพทย์สสจ.และการเป็นสมาชิกวุฒิสภา มาใช้ชีวิตทำงานอดิเรกเช่น ทำนา ทำสวน เลี้ยงหมู เลี้ยงวัว เลี้ยงปลา ปลูกผัก ขณะเดียวกันก็ดูแลร้านอาหารของภรรยาไปด้วย
คุณปุ้ย (กรรณิการ์) ชาวไร่แตงเมล่อนข้างถนน ที่ร้อยเอ็ด

     25 พย. 59

     ตื่นเช้าจากกระท่อมปลายนา เราเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเพื่อเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านตากลาง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเลี้ยงช้างที่ จ.สุรินทร์

     ระหว่างทางได้มีโอกาสแวะกินไอติมเมลอนที่สวนเมล่อนใหม่ของเกษตรกรรุ่นใหม่หน้าตาสวยชื่อคุณกรรณิการ์ เธอเป็นเด็กรุ่นใหม่เรียนหนังสือสูงและใจถึง เอาที่ดินไปตึ๊งธกส.เพื่อทำสวนเมล่อนนี้ เธอคิดอ่านทำไอติมเมลอน เค้ก คุ้กกี้ ขนมปังเมลอน ซึ่งทุกรายการถือได้ว่าอร่อยหมด
แล้วขับต่อไป ยังวัดที่เล็กมากระดับมีพระเณรแค่สามองค์ ชื่อวัดราศีไสล (ประมาณนี้) แวะนมัสการ “หลวงพ่อปลูกผัก” หิ หิ ไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการของท่านนะครับ ผมตั้งให้เอง ท่านเป็นพระ
โบสถ์ที่คลาสสิกที่สุดของการมาเที่ยวอิสานครั้งนี้ อยู่ที่วัดราษีไสล จ.ร้อยเอ็ด

ภิกษุตัวเป็นๆเนี่ยแหละ แต่ว่าสอนชาวบ้านให้ปลูกผักโดยเทคโนแบบสูงแต่ง่าย ทั้งปลูกในน้ำและปลูกแบบอินทรีย์
เพาะเชื้อราไทโคโมนาส ในวัดมีงานวิจัยของท่านที่บ้างสำเร็จแล้ว บ้างเจ๊งไปเพราะพายุ เช่นโซลาเซลสูบน้ำเลี้ยงผักซึ่งกำลังเวอร์คดี กังหันลมซึ่งโดนพายุพัดใบหัก และที่เหน็ดขนาดคือระบบสูบน้ำที่ดึงน้ำขึ้นมาเองโดยอาศัยแรงตึงผิว (fluid pumping with surface tension) ผมเพิ่งเคยได้อ่านเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบบนี้ในหนังสือ TIME ไปเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้หลวงพ่อเอามาทดลองแล้วเรียบร้อย แต่ท่านบอกว่ากำลังลุ้นผลอยู่พายุก็มาลุยเสียก่อน นี่พายุไปแล้ว ท่านกำลังตั้งท่าจะลุ้นใหม่

     ในวัดนี้ผมพบโดยบังเอิญว่าโบสถ์เล็กของวัดนี้ที่หลวงพ่อเรียกว่า “สิม” เป็นอาคารที่มีอายุเกิน 200 ปี และมีสถาปัตยกรรมที่คลาสสิกมาก สวยน่าประทับใจกว่าโบสถวิหารใดๆตั้งแต่เดินทางมาครั้งนี้ ผมถ่ายรูปมาให้ดูด้วย

     แล้วก็ขับต่อไปยังเมืองสุวรรณภูมิเพื่อไปเยี่ยมเพื่อนนักเรียนแพทย์รุ่นเดียวกันอีกคนหนึ่งซึ่งเราเรียกกันสมัยเรียนหนังสือว่าคุณหมอเปี๊ยะ ท่านต้อนรับเราที่บ้านหลังใหม่ของท่านเอง เป็นเพื่อนคลาสเมทที่ไม่ได้พบกันมาเลยตั้งแต่ปี 2525 เขาเรียนหนังสือเก่ง และยืนหยัดเป็นแพทย์ชนบทมาได้หลายสิบปี เป็นผู้อำนวยการรพ.สุวรรณภูมิอยู่นาน เมื่อเขาเกษียณต้องย้ายออกจากบ้านหลวง เขาปลูกบ้านที่เขาออกแบบให้เหมือนกับบ้านพักแพทย์ในโรงพยาบาลราวกับแกะ ทั้งประตูเข้าออกทางไหน ห้องน้ำวางตรงไหน ห้องครัววางตรงไหน ทำเหมือนกันหมด เขาให้เหตุผลง่ายๆว่า

     “ขี้เกียจปรับตัวกับบ้านใหม่” 
ที่เห็นเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่งนั้นนะ..ช้างนะพี่ ไม่ใช่ควาย

     เขายังเล่าด้วยความภูมิใจว่าแม้แต่หมาของเขาก็ไม่มีปัญหาเลยกับบ้านใหม่ พอวางมันลงมันก็วิ่งปร๋อได้อย่างคุ้นเคย เออหนอ บ้านใหม่ในอุดมคติของคนเรานี้ มันช่างต่างจิตต่างใจ และคนที่อยากได้บ้านใหม่ที่เหมือนบ้านเก่าเด๊ะก็มีแฮะ

     ลาจากเพื่อนออกจากสุวรรณภูมิแล้ว เราขับไปยังหมู่บ้านท่ากลาง อำเภอดอนตูม จ.สุรินทร์ พอขับผ่านท้องนาที่ชายหมู่บ้านก็เห็นช้างเล็มหญ้าอยู่ตามท้องนาราวกับวัวควายแต่ว่าขนาดใหญ่กว่า เราขับตระเวนดูบ้านที่เลี้ยงช้างไว้ใต้ถุนบ้าง หลังบ้านบ้าง แวะเล่นกับลูกช้างซึ่งนอกจากจะนั่งสวัสดีได้ หอมแก้มลูกค้าได้แล้ว ยังใช้งวงรับแบงค์ที่คนบริจาคให้ได้ด้วย

     จากหมู่บ้านช้างเรามุ่งหน้าเข้าเมืองบุรีรัมย์ มาถึงเมืองเอาตอนมืดแล้ว เมืองเงียบเชียบ ผมถามเด็กปั๊มน้ำมันว่าจะกินจะนอนที่ไหน เด็กแนะนำว่าให้ไปกินที่ไอโมบาย ส่วนที่นอนเธอบอกชื่อรีสอร์ทพร้อมกับบอกราคาให้เสร็จว่าคืนละ 450 บาท ผมถามว่าที่แพงกว่านี้หน่อยไม่มีหรือ เธอบอกอีกชื่อหนึ่งและบอกทางไป เราขับไปจนถึงก็พบว่ารีสอร์ทเต็ม ถามสนนราคาตกห้องละ 500 บาท ซึ่งก็ยังน่ากังวลอยู่ดีว่าเก็บราคานี้จะเอางบที่ไหนจ่ายค่าซักผ้าปูที่นอนปลอกหมอน หรือว่าใช้ระบบซักแห้ง เราตกลงกันว่าจะไปหาอะไรกินที่ไอโมบายก่อนแล้วค่อยหาที่พักกันต่อ เมื่อไปถึงก็พบว่าที่ทั้งเมืองบุรีรัมย์เงียบกริบนั้นเพราะคนทั้งเมืองมาอยู่ที่นี่กันหมดนั่นเอง สถานที่นี้เป็นทั้งปาร์ค เป็นทั้งสนามกีฬา และเป็นทั้งตลาดชนบทแบบฝรั่งที่เรียกว่าวิลเล็จมาร์เก็ต มีรถจอดอยู่ในที่จอดรถเกินร้อยคันขึ้นไป ผู้คนนั่งปิคนิกกินหมูย่างจิ้มแจ่วกันเต็มสนามหญ้าไปหมด ในส่วนที่เป็นวิลเล็จมาร์เก็ตนั้นก็มีคนหนุ่มสาวแต่งตัวทันสมัยไปเต๊ะท่าถ่ายรูปกันไม่ขาดแม้จะเป็นกลางคืน เรากินข้าวเย็นพลางค้นหาโรงแรมจากอินเตอร์เน็ทพลาง ก็ได้รีสอร์ทที่สนนราคาพอจะเชื่อถือได้แห่งหนึ่งชื่อธารารีสอร์ท ห้องละ 1,500 บาท จึงขับไปพักที่นั่น ซึ่งก็เป็นที่พักที่สะอาดและเงียบสงบน่าพักสมใจ
ปราสาทเมืองต่ำ เล็กแต่โรแมนติกกว่าพนมรุ้ง

     26 พย. 59

วันนี้เราออกจากโรงแรมแต่เช้าเพื่อไปดูปราสาทเมืองต่ำซึ่งพวกเรายังไม่เคยเห็น เป็นปราสาทที่มีสีส้มแกมเหลืองโรแมนติกสวยงามมีบึงดอกบัวขนาบข้าง หน้าตาปราสาทละม้ายคล้ายคลึงกับปราสาทบันทายศรีที่ประเทศเขมร แล้วขับต่อไปยังปราสาทพนมรุ้ง เราเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วเพื่อพาเพื่อนหมอชาวญี่ปุ่นและชาวนิวซีแลนด์มาเที่ยว ตอนนั้นหมอพอเพิ่งอายุสี่ขวบ ยังจำความไม่ได้ ไปถึงก็พบว่าพนมรุ้งยังเหมือนเดิมทุกประการ ใหญ่กว่า สูงกว่า แต่ความโรแมนติกสู้ปราสาทเมืองต่ำไม่ได้

จากพนมรุ้งเราขับต่อไปอีกเขาหนึ่งชื่อเขาพระอังคารตามคำแนะนำของคุณหมอเปี๊ยะว่าบนเขานี้มีวัดทรงแขกอยู่วัดหนึ่ง เราขับผ่านชนบท ต้องคอยหลบแผงตากข้าวเปลือกที่ชาวนาเอาขึ้นมาตากบนถนน บางเจ้าตากเลนซ้าย บางเจ้าตากเลนขวา ต้องคอยขับรถซิกไปแซกมา ในที่สุดก็มาถึงบนยอดเขา มีพระนอนไซส์ยักษ์สีเหลืองจ๋อยนอนตะแคงรอเราอยู่ที่ลานจอดรถหนึ่งองค์ เมื่อเดินขึ้นไปยังตัววัดก็ต้องเซอร์ไพรส์ ผมคาดหมายว่าจะมาพบเทวาลัยหินเก่าๆหักๆสไตล์อินเดียอยู่บนยอดเขาแบบอันซีนไทยแลนด์ แต่ของจริงกลับกลายเป็นวัดใหม่สีเลือดหมูแจ๋ รั้วรอบวัดทำด้วยพระปูนหล่อนั่งห่มผ้าสีเหลืองเรียงแถวแทนกำแพง ไหนๆก็มาถึงแล้วก็ต้องถ่ายรูปมาให้ดู ความจริงของเก่าที่นี่ก็มีเหมือนกัน เป็นใบเสมาหินสมัยทวาราวดีซึ่งตั้งไว้ให้คนปิดทอง แต่พินิจให้ดีแล้วเศียรของเทวดาในใบเสมานั้นเป็นปูนหล่อใหม่แปะเข้าไป จึงทำให้ของเก่าเสียความขลังไปโข
นึกว่าจะมาเจอเทวาลัยแขกสร้างด้วยหิน กลายเป็นงี้ไป

บ่ายแล้ว เราขับตียาวลงจากเขาพระอังคารเข้านางรองมุ่งหน้าสีคิ้ว แต่พอถึงทางแยกที่จะเลี้ยวไปด่านเกวียนก็อดแวะไม่ได้จึงขับแวะเข้าไปเพื่อหาซื้อที่ให้นกกินน้ำปั้นด้วยดินเผาสักอันจะเอามาไว้ที่โกรฟเฮ้าส์ แต่ขับตระเวนร้านไหนๆก็ขายแต่ตุ๊กตาประดับสวนทาสีแจ๊ด..ด ไม่ถูกทศนิยมของคนแก่ จึงอำลาด่านเกวียนมาโดยไม่ได้อะไรติดมือมาเลย ผ่านมาจะออกถนนมิตรภาพก็เผอิญผ่านพิพิธภัณฑ์ต้นไม้กลายเป็นหิน จึงชวนกันแวะชม เห็นป้ายขนาดใหญ่เขียนไว้ว่าสร้างโดยกรมทรัพยากรณ์ธรณีมอบให้จังหวัด แล้วจังหวัดมอบต่อให้สถาบันราชภัฎเป็นผู้ดูแล หึ หึ ตีความเอาจากป้ายนี้คงหมายความว่าผู้สร้างหาง่าย แต่ผู้ดูแลหายาก เรามาถึงเมื่อหมดเวลาและปิดไฟไปแล้ว ผู้ดูแลใจดีให้เราเดินชมฟรีหากทนความมืดได้ อย่างน้อยเราก็ได้เห็นฟอสซิลของต้นไม้กลายเป็นหินที่หลากหลายน่าสนใจพอควร

ขึ้นถนนมิตรภาพได้ก็เป็นเวลาค่ำมืดแล้ว เราขับยาวกลับมานอนที่บ้านมวกเหล็ก เมื่อจอดรถที่บ้าน เปิดประตูรถออกมาก็พบว่า ฮ้า.. เดินทางไปหลายจังหวัดเที่ยวนี้ แต่ที่อากาศเย็นที่สุดกลับกลายเป็นที่อำเภอมวกเหล็กจังหวัดสระบุรีนี่เอง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

16 พฤศจิกายน 2559

กลัวว่าตายไปแล้วไม่่มีชาติหน้า จึงอยากหาให้พบในชาตินี้

สวัสดีค่ะ คุณหมอ

ขอถามปัญหาชีวิตหน่อยค่ะ
อายุ 28 ปีแต่เกิดวิกฤติวัยกลางคนค่ะ
คือ ไม่รู้ว่าชีวิตนี้ต้องการอะไรกันแน่..เหมือนอยู่ไปวันๆ

ทำงานเพียงเพื่อให้มีปัจจัยในการดำรงชีวิต แต่ก็ไม่ได้พิศวาทในงานเท่าไหร่นัก  ทำงานแค่ให้สังคมไม่ตราหน้าว่าเราขี้เกียจ
คนที่คบหาก็พยายามคบเป็นแค่เพื่อน  ไม่กล้าแต่งงาน ไม่กล้ามีลูก ไม่กล้าสร้างหนี้บ้านหนี้รถ

พยายามปลอบใจตัวเองว่า ไม่ได้ต้องการของพวกนี้ อยู่แบบนี้ก็สบายดีอยู่แล้ว สันโดษดี แต่พอมองลงไปในใจตัวเองจริงๆก็ไม่แน่ใจว่า ตัวเองสันโดษจริงมั้ย เพราะ
ยังคงมองเพื่อนๆแล้วอิจฉา คนที่เค้ามีชีวิตที่ดี มีอาชีพที่สร้างรายได้ดีมีรถบ้านสามี  หรือบางทีก็อิจฉาน้องในมหาวิทยาลัยที่เค้ามีอาชีพในฝันที่อยากทำ

ปล.งานที่ทำอยู่ไม่ได้มีปัญหานะคะ เพราะดันเป็นคนที่ทำได้ทุกอย่างแต่ไม่เป็นexpert เป็นแบบนี้ตั้งแต่ตอนเรียนแล้วค่ะ คือ เอ็นทรานซ์ตามคณะฮิตๆมหาวิทยาลัยดังๆ เเต่ก็เรียนจบจนโดยไม่รู้ว่าใช่คณะที่ชอบมั้ย

สรุปคือ กลัวว่าตายไปแล้วไม่มีชาติหน้า
..ชาตินี้จึงอยากรู้"วิธีค้นหา" ว่า ตัวเองต้องการอะไรในชีวิตกันแน่ "วิธีค้นหา"ว่า อะไรคือเป้าหมายในชีวิตที่ตัวเองต้องการค่ะ
ขอความกรุณาคุณหมอค่ะ

..................................................

ตอบครับ

     นานๆก็หยิบจดหมายน้ำเน่าไร้สาระของเด็กๆขึ้นมาตอบซะที แฟนประจำที่เป็นคนสูงอายุไม่ว่ากันนะครับ

     คุณเป็นคนวัยหนุ่มสาวที่มีการศึกษาสูง มีงานมีการที่ดีและมั่นคงทำ และทำงานได้ดี แต่ทำไปสักพักก็รู้สึกว่าชีวิตนี้มันช่างอ้างว้างโหวงเหวง ไม่คุ้มค่าที่เกิดมา เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง นี่เป็นประสบการณ์ชีวิตปกติที่คนส่วนใหญ่ประสบ

    บางคนปักใจเชื่อว่าสิ่งที่ขาดไปคือการได้แต่งงาน มีเซ็กซ์ ก็จึงดิ้นรนขวานขวายไปแต่งงาน ไปมีเซ็กซ์ เพื่อการนี้บางคนไปทำศัลยกรรมตกแต่ง เสริมหรือลดริมฝีปาก เหลาจมูก ตัดกราม ฯลฯ เพื่อให้ได้มีโอกาสแต่งงาน ได้มีเซ็กซ์ แต่เมื่อไปถึงตรงนั้นแล้ว สถิติคนรุ่นคุณปัจจุบันนี้พบว่าประมาณ 50% ไปแล้วก็ถอยกลับเพราะว่านั่นก็..ไม่ใช่

     บางคนปักใจเชื่อว่าสิ่งที่ขาดไปคือการมีลูก ก็ดิ้นรนขวานขวายที่จะมีลูก ไปทำเด็กหลอดแก้วไปทำกิฟท์ทำอิ๊กซี่ พอมีลูกแล้วส่วนหนึ่งก็พบว่าไม่ใช่ ในจำนวนนี้ ส่วนหนึ่งตัดสินใจถอยกลับโดยเอาลูกไปแหมะไว้ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง ส่วนตัวเองนั้นปร๋อไปค้นหาสิ่งใหม่ต่อไป ซึ่งก็มักจะตกลงไปในร่องเดิมซ้ำซากอย่างกับหนังเรื่องชีวิตบัดซบของนางสาวกิ่งกาญจน์ ภูวดล (ชื่อนางเอกหนังเมื่อราว 50 ปีก่อน) อีกส่วนหนึ่งมีมานะไม่ยอมถอยกลับ แม้จะพบว่าไม่ใช่ก็ต้องหวานอมขมกลืนเลี้ยงลูกไปเพราะยังมีสำนึกผิดชอบชั่วดีว่าตัวเองทำให้เขาเกิดมาแล้วก็ต้องเลี้ยง กลุ่มหลังนี้ที่เป็นแฟนบล็อกหมอสันต์อยู่ก็มีไม่น้อย สังเกตจากจดหมายที่ถามปัญหาเรื่องลูกเข้ามาไม่ขาดสาย

     บางคนปักใจเชื่อว่าการทำงานหาเงินให้ได้มากแล้วเกษียณอายุเร็วๆจะได้มีชีวิตที่สบายในบั้นปลาย พวกนี้จะเป็นกลุ่มผู้ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเช่นความดัน ไขมัน เบาหวาน อ้วน อัมพาต ส่วนหนึ่งได้เกษียณโดยมีเงินสมใจ แต่ก็ไม่พบกับความรู้สึกที่คาดหมายว่าจะพบ เพราะเงินที่เก็บไว้ไม่ว่าจะเก็บได้กี่แสนกี่ล้านก็ตาม ก็พบว่ามันไม่พออยู่ดี แล้วการเกษียณที่คาดหมายว่าจะเป็นช่วงที่ดีของชีวิตนั้น พอเดินทางมาถึงจริงๆกลับพบว่ามันช่างว่างเปล่า บางคนไปเที่ยวแล้วก็ไปเป็นทุกข์เพราะการท่องเที่ยว ไปเที่ยวแสวงบุญที่อินเดียก็ไปเป็นทุกข์เพราะเห็นพระไทยที่อินเดียทำตัวรุ่มร่าม เป็นต้น บางคนดิ้นรนขอต่ออายุในที่ทำงานเดิม หรือไม่ก็ดิ้นรนไปหางานอะไรทำใหม่ ซึ่งก็คือกลับเข้าสู่วงจรความเครียดจากการทำงานและการเกิดโรคเรื้อรังใหม่

     ทั้งหลายทั้งปวงนี้บ่งชี้ว่าใจของคนเรานี้มันเสาะแสวงหาอะไรที่มากกว่า ใหญ่กว่า กว้างกว่า ไกลกว่า ดีกว่า สิ่งที่มีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไม่รู้จบไม่รู้สิ้น

     พูดถึงวิธีการขุดค้นหาสิ่งที่ตัวเองรักชอบจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า passion นั้น วิธีการของฝรั่งก็คือย้อนกลับไปขุดค้นหาความประทับใจในวัยเด็กให้พบว่าตัวเองมีความสุขกับเรื่องอะไร แล้วนำมาเป็นแรงผลักดันให้มีความสุขกับการทำอะไรคล้ายๆกันนั้นในวัยผู้ใหญ่ นี่เป็นสูตรสำเร็จที่เขียนไว้ในหนังสือหรือสอนกันในหลักสูตร motivation ต่างๆของฝรั่ง สูตรนี้มันมีรากฐานมาจากความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาที่ว่าคนเรานี้สนองตอบต่อสิ่งเร้าด้วยกลไกการสนองตอบเฉียบพลัน (reflex) ซึ่งกลไกนี้ได้เอาประสบการณ์ในอดีตมาเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการสนองตอบด้วย เรียกว่า conditioned reflex ยกตัวอย่างเช่นเมื่อสั่นกระดิ่งก่อนให้หมากินอาหาร นานไปหมาได้ยินเสียงกระดิ่งก็น้ำลายไหลแล้ว แม้จะยังไม่เห็นอาหารหรือได้กลิ่นอาหาร เพราะการที่น้ำลายไหลนั้นเป็นการสนองตอบไปตาม conditioned reflex ที่มีความจำเรื่องเสียงกระดิ่งกับการกินอาหารเป็นส่วนหนึ่งของวงจรด้วย เพื่อให้คุณเข้าใจง่ายยิ่งขึ้้น ยกตัวอย่างเด็กเล่นขายของ เด็กคนหนึ่งเล่นขายของแล้วมีความสนุกสนาน สมองก็จะจำไว้ เล่นอีกก็มีแนวโน้มจะสนุกอีก ซ้ำซากๆ โตขึ้นเมื่อได้ไปทำอะไรที่คล้ายๆกันเช่นการทำมาค้าขายก็จะมีความสุขกับการได้ทำอย่างนั้น เปรียบเทียบกับเด็กอีกคนหนึ่งเล่นขายของแล้วถูกเพื่อนโกงหรือโดนเพื่อนเอาเปรียบหรือตัวเองแอบโกงเพื่อนแล้วเกิดความรู้สึกผิด ก็จะไม่ชอบเล่นขายของ เล่นอีกก็ไม่สนุกอีก เลยเลิกเล่น โตขึ้นหากต้องไปมีอาชีพที่คล้ายๆการเล่นขายของเช่นต้องมีเป้าหมายมียอดขายมีการทำกำไรก็จะไม่สนุกกับการต้องทำเช่นนั้น เพราะ conditioned reflex คอยกำกับให้ไปทางที่จะไม่มีความสุขกับมัน

    หลักการแสวงหา passion ของฝรั่งมีหลักเท่านี้เอง คือมองย้อนไปในอดีต มีโมเมนต์ไหนบ้างที่ทำให้เรามีความสุขอย่างโดดเด่น หรือสุขซ้ำๆซากๆ นั่นแหละเป็น passion ของเรา ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้เหมือนเดิมเด๊ะ แต่อะไรที่คล้ายกัน เช่นคนชอบเล่นกอล์ฟอาจทำงานขายหรือซ่อมไม้กอลฟ์ก็ได้เป็นต้น

     ยกตัวอย่างในชีวิตจริงอีกตัวอย่างหนึ่งผมมีเพื่อนคนหนึ่งเรียนจบแล้วก็เกกมะเหรกเกเร เอาดีอะไรไม่ได้จนพ่อแม่เป็นทุกข์พาลจะตายตาไม่หลับ ตัวเขาเองก็รักพ่อแม่และไม่อยากให้พ่อแม่เป็นทุกข์ แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรกับชีวิตของตัวเองดี เขามานั่งนึกย้อนว่าในอดีตมีโมเม้นท์ไหนบ้างที่มีความสุขจริงจัง เขาคิดได้ถึงโมเม้นท์เดียวคือสมัยที่พวกเราอายุราว 18 ปี ได้พากันเดินป่าไปตามดอยในเชียงใหม่ ไปที่ดอยแม้ว เห็นยายแก่แม้วคนหนึ่งอาศัยในกระต๊อบขนาดห้องส้วมซึ่งเอียงกระเท่เราใกล้พังและหลังคารั่ว พวกเราซึ่งมีสี่คนได้หยุดเดินป่าหนึ่งวันเพื่อช่วยกันซ่อมบ้านให้ยายแก่แม้วคนนั้นจนเสร็จ เพื่อนคนนี้เขาจำความรู้สึกได้ว่าเขาทำกระต๊อบนี้เพื่อยายแก่ที่ลำบากจะได้มีบ้านอยู่ เขาเอาความรู้สึกนั้นพาตัวเองไปเริ่มชีวิตการทำงานด้วยการไปรับจ้างรายวันเป็นคนงานก่อสร้างบ้าน ทุกวันที่ทำงานก็บ่มเพาะความรู้สึกเดิมที่ว่าทำไปเจ้าของบ้านเขาจะได้อยู่อาศัยอย่างมีความสุข จนเขาพัฒนาตัวเองกลายเป็นผู้รับเหมามีฐานะดีมีความสุข นี่เป็นตัวอย่างการเสาะหา passion ให้พบและอยู่กับมัน ตามแบบฉบับที่ฝรั่งเขาว่าไว้

     แต่ถ้าคุณจะเอาคำแนะนำจากหมอสันต์ ผมจะไม่แนะนำอย่างนั้นนะ เพราะไม่ว่าคุณจะจับเอาความประทับใจจากช่วงไหนของวัยเด็กมาเสาะหาสิ่งที่รักชอบและที่จะทำมันได้อย่างมีความสุขตลอดวัยผู้ใหญ่อย่างไร ท้ายที่สุดสิ่งนั้นหรืออาชีพนั้นมันก็เป็นเพียงบทละครเรื่องยาวบทหนึ่งที่คุณเลือกเล่น ตอนท้ายของละครคุณก็จะ "คิดได้" อยู่ดีว่านี่มันเป็นเพียงการเล่นละคร เป็นเพียงการเล่นขายของ แล้วก็เกิดความรู้สึกว่า เบื่อละ กลับบ้านหาแม่ดีกว่า ดังนั้นคำตอบเรื่องเป้าหมายในชีวิตที่คุณอยากได้หากคุณจะเอาในเวอร์ชั่นของหมอสันต์มันไม่เหมือนของฝรั่งและไม่เหมือนในตำราหรือในคอร์ส motivation ทั้งหลายนะ ต้องทำใจไว้ก่อน

      คือผมมองว่าสำหรับคนที่เรียนหนังสือจบแล้ว มีงานมีการดีๆทำแล้วอยู่ตัวแล้วอย่างคุณนี้ สิ่งที่เหลืออยู่ที่ควรค่าแก่การเสาะแสวงหามากที่สุดมีอยู่อย่างเดียว คือการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวคุณเอง ใช่แล้ว ตัวคุณที่ประกอบด้วย (1) ร่างกาย (2) ความคิด และ (3) ความจำจากอดีตนี่แหละ คุณแสวงหาในนี้พอ ไม่ต้องไปเสาะหาอะไรที่ไหนอื่นอีกแล้ว..เชื่อผม

     เพราะปลายทางของการแสวงหาของทุกคนรวมทั้งคุณและผมด้วยก็คือ "ความสุข" ตัวผมเองนี้แก่ได้ที่พอจะเข้าใจแล้วว่าความสุขจากการเล่นละครไม่ว่าจะเป็นบทที่เราชอบมากแค่ไหน มันก็จะสุขเฉพาะตอนเล่นอยู่บนเวที แต่พอละครจบแล้ว มันก็จบ บ๋อแบ๋ ไม่มีอะไรเหลือ ยิ่งไปกว่านั้นขณะที่คุณเล่นละคร อินอยู่กับบท บางครั้งมันเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบไม่คาดฝันในชีวิตขึ้นแบบนอกบท ความเจนจัดในบทบาทที่คุณฝึกซ้อมมาดีและเล่นได้ดีช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย แต่การเสาะแสวงหาคำตอบจากการเรียนให้รู้จักตัวคุณเอง จะช่วยคุณได้

     ที่ผมพูดว่าให้รู้จักตัวเองผมหมายถึงรู้จักร่างกาย ความคิด และความจำของคุณเอง จิตสำนึกรับรู้ (consciousness) ของคุณเอง รู้ว่ามันมีกลไกการทำงานอย่างไร มันก่อความสุขความทุกข์ให้คุณได้อย่างไร ทำอย่างไรคุณจึงจะอยู่กับมันและใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างมีความสุขและไม่ทุกข์

      ถ้าจะพูดให้ practical ยิ่งขึ้นก็หมายถึงการแยกให้ออกว่าความคิดก็เป็นส่วนหนึ่ง ร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่ง ตัวคุณอันหมายถึงจิตสำนึกรับรู้ (consciousness) ของคุณก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง คุณจะต้องเรียนรู้ที่จะถอยออกมามองความคิดอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้เป็น เรียนรู้ที่จะมองดูสถานะของจิต (state of mind) ตัวเอง เรียนรู้ที่จะมองสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวตามที่มันเป็นโดยไม่พิพากษาหรือใส่สีตีไข่ใส่อารมณ์ และคุณจะต้องเรียนรู้ที่จะเข้าถึง "ความสุขสงบจากภายใน (inner peace)" ผ่านการรับรู้พลังงานในร่างกายของคุณด้วยวิธีรับรู้ความรู้สึกบนผิวกายทั่วทั้งตัว และผ่านการมองสิ่งนอกตัวให้เห็นความนิ่ง ความว่าง และความเงียบ ของสรรพสิ่งต่างๆ รายละเอียดเรื่องพวกนี้มันแยะ ผมเคยพูดไปบ้างหลายครั้งแล้ว ผมขออนุญาตไม่พูดถึงอีกในที่นี้

     ทั้งหมดนี้คือทักษะ ซึ่งเปรียบเสมือนการว่ายน้ำ คุณไม่อาจว่ายน้ำเป็นหากคุณอ่านคู่มือว่ายน้ำแต่ไม่ยอมลงน้ำ

     วิธีเริ่มต้นที่ practical อีกวิธีหนึ่งคือให้คุณมาเข้าคอร์สฝึกสติรักษาโรคในชั้นเรียนถัดไปที่กำลังเปิดรับ (MBT3) คือ 18 กพ.60 (http://visitdrsant.blogspot.com/2016/11/mbt3-3.html) ผมขยายจำนวนรับเป็น 30 คน ยังมีที่ว่างเหลืออยู่สองสามที่ คุณน่าจะยังสมัครทัน แต่หากไม่ทัน คุณก็ลองไปหัดว่ายน้ำเองก่อน หากไม่สำเร็จ ก็ลองสมัครมาเรียนชั้นเรียนถัดไปเมื่อเขาเปิด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

13 พฤศจิกายน 2559

ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะ (PPI) สัมพันธ์กับการเป็นโรคไตเรื้อรังมากขึ้น

     วันนี้อากาศที่มวกเหล็กดีมาก เย็นจัดจนน้ำมันมะพร้าวที่ผมใช้ทาผิวคนแก่กันแห้งเป็นประจำเกิดแข็งเป็นไขสีขาวเทจากขวดไม่ออก ลมเย็นดี ท้องฟ้าเป็นสีบลู แดดก็จัดดี ดอกไม้เริ่มให้สีที่สดใสกว่ายามหน้าฝน แม้แต่ดอกไม้ระดับขี้หมาอย่างต้อยติ่งและดาวกระจายที่หน้ากระต๊อบ เมื่อต้องแสดงแดดปลายฝนยามนี้ก็ยังเปล่งความสดใสได้เหลือเชื่อ ผมถ่ายรูปมาให้ท่านดูด้วย

     เมื่ออากาศเย็นลง ผมก็มีอารมณ์อยากดูของสวยๆงามๆมากกว่าอยากกินของดีๆ จึงได้ตัดสินใจโละผักสวนครัวบนแท่นสวนผักลอยฟ้าที่สนามซึ่งบางส่วนเช่นสะหระแหน่และผักชีฝรั่งนั้นทรุดโทรมได้ที่เพราะโดนฝน ผมโละออกไปส่วนหนึ่ง เพื่อแบ่งพื้น
ที่ให้ดอกไม้ที่มีสีสันเข้าไปอยู่แทน อากาศเพิ่งเริ่มเย็นอย่างนี้ดอกไม้เมืองหนาวสีเจ๋งๆยังไม่ออกดอก เท่าที่พอจะหาได้ตอนนี้ก็มีเบญจมาศหน้าเดิม แต่ว่าเมื่อขึ้นอยู่บนแท่นแข่งกับตะไคร้ใบโหระพาในกระเพาแล้ว ก็ถือว่า..สวยเกินพอ ไม่เชื่อดูรูปก็ได้

     วันเบาๆอย่างนี้ขอตอบจดหมายค้างสต๊อคฉบับนี้ก่อนนะ เขียนมานานมาก ผมเพิ่งได้จังหวะหยิบขึ้นมาตอบวันนี้

.......................................................

เรียนคุณหมอสันต์ที่นับถือ

     ผมอายุ 66 ปี อยู่ที่แคลิฟอร์เนีย เคยทำบอลลูนใส่ stent สามตัวเมื่อปี 2012 หลังทำก็สบายดี กินยาอยู่น้อยมาก คือ lipitor, aspirin, clopidogrel และ omeprazol เท่านั้นเอง แต่ปัญหาที่เขียนมาปรึกษาคุณหมอสันต์ก็คือหมอที่นี่วินิจฉัยว่าผมเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 คือมี GFR ค่อยๆลดลงมาจากหลังผ่าตัดใหม่ๆ 72 ลงมาเป็น 60 เมื่อสองปีก่อน แล้วมาเหลือแค่ 51 ในปีนี้ ผมได้อ่านบล็อกที่คุณหมอสันต์เขียนเรื่องโรคไตเรื้อรัง พยายามหาสาเหตุว่าของตัวเองเกิดจากอะไรก็ไม่พบ เว้นเสียแต่การฉีดสีทำ coronary angiogram แต่หลังจากฉีดใหม่ๆ GFR ก็ยังเจ็ดสิบกว่าอยู่เลย ยาแก้ปวดแก้อักเสบพวก NSAID ผมก็ไม่เคยกิน ยาปฏิชีวนะผมก็หลีกเลี่ยงไม่ใช้มาตลอด อายุขนาดนี้ผมก็ยังไปออกกำลังกายในยิมทุกวัน เบาหวานผมก็ไม่ได้เป็น ความดันผมก็ไม่สูง คุณหมอสันต์บอกว่าหากปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำจะทำให้ไตเสียหาย ผมก็ระวังให้ร่างกายได้รับน้ำพอเพียงตลอดมา แต่ทำไมการทำงานของไตจึงเสื่อมลง ซึ่งหมอไตที่นี่บอกว่ามันเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว แต่หมอที่นี่ผมพูดอะไรกับเขามากก็ไม่ค่อยได้ เพราะเขาแค่อยากให้ผมตั้งใจฟังสิ่งที่เขาจะพูดเท่านั้น ซึ่งเขาก็พูดแค่ว่าไตเสื่อมลงเร็วอย่างนี้ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้างให้ผมเตรียมใจ แต่ไม่เห็นบอกผมเลยว่าผมจะต้องทำอย่างไรไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น คือพูดง่ายๆว่าผมรู้สึกว่าหมอที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น family doctor หรือ nephrologist เอง ไม่ค่อยช่วยอะไรผมได้เลย

อยากปรึกษาคุณหมอสันต์ว่าทำอย่างไรผมจึงจะชลอการเสื่อมของไตได้ครับ

....................................................

ตอบครับ

     1. มาถึงตอนนี้แล้ว อย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บเลยนะว่าอะไรทำให้ไตพังมาเมื่อในอดีต มาเริ่มเอาตรงสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ ณ วันนี้ก็แล้วกัน สาเหตุที่จะทำให้ไตเสื่อมได้ต่อเนื่องนั้น นอกจากการฉีดสี การกินยาแก้ปวดแก้อักเสบ (NSAID) การกินยาปฏิชีวนะบางชนิด การเป็นเบาหวาน และการปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำอย่างที่คุณจาระไนมาแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นได้อีกหลายอย่างนะ เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ การเป็นโรคกลุ่มภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง การมีนิ่วในไต การมีถุงน้ำในไต การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอลมาก เป็นต้น ซึ่งผมไม่ทราบว่าคุณมีเหตุอะไรเหล่านี้บ้าง แต่ที่แน่ๆเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณเป็นโรคไตเรื้อรังได้ในกรณีของคุณก็คือการกินยาลดการหลังกรดในกระเพาะในกลุ่ม proton pump inhibitor (PPI) ซึ่งในกรณีของคุณก็คือยา omeprazol ที่หมอเขาให้คุณกินตลอดมานับตั้งแต่หลังทำบอลลูนใส่ขดลวดถ่างนั่นแหละ

     คือคนทั่วไป แม้แต่แพทย์ส่วนใหญ่ ก็ยังค่อยไม่ตระหนัก ว่ายาลดการหลั่งกรดในกระเพาะในกลุ่ม PPI อย่าง omeprazol นี้มีความสัมพันธ์กับการที่ไตจะพังจนกลายเป็นโรคไตเรื้อรังมากขึ้น แต่ว่าหลักฐานวิทยาศาสตร์นั้นมีมาพักใหญ่แล้ว และมาชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน กล่าวคืองานวิจัยใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร JAMA งานหนึ่งได้ติดตามคนที่แต่เดิมไม่เป็นโรคไตแต่ต่อมากลายเป็นโรคไตจำนวน 10,482 คน ตามอยู่นานสี่ปี พบว่าคนกินยาลดการหลั่งกรดกลุ่ม PPI มีอุบัติการณ์เป็นโรคไตสูงกว่าคนไม่กินยานี้ถึง 24% กรณีกินยาไม่สม่ำเสมอ และสูงกว่าถึง 46% กรณีกินยาลดการหลั่งกรดวันละสองครั้งขึ้นไป ทั้งนี้เป็นการประเมินหลังจากได้วิเคราะห์แยกปัจจัยกวนเช่นโรคซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องใช้ยาลดการหลั่งกรดออกไปแล้ว

     2. คุณไม่ได้เล่าเรื่องอาหารการกินของคุณให้ผมฟัง แต่ประเด็นสำคัญในเรื่องอาหารกับการเป็นโรคไตเรื้อรังนั้น ตอนนี้เรามีหลักฐานในคนที่ชัดแล้วว่าการกินอาหารที่มีเนื้อสัตว์ (เนื้อ นม ไข่ ไก่ ปลา) เป็นพื้น จะทำให้คนเป็นโรคไตเรื้อรังไตเสื่อมเร็วและตายมากกว่าคนที่กินมังสะวิรัติหรือกินอาหารพืชเป็นพื้น ทั้งนี้เราทราบจากงานวิจัยสุขภาพประชาชนสหรัฐ (NHANES-III) ตีพิมพ์ไว้ในวารสารโรคไตอเมริกัน (Am J of Kidney Dis) ซึ่งติดตามเรื่องอาหารและการป่วยและตายของผู้เป็นโรคไตเรื้อรังที่ได้ติดตามดูต่อเนื่องเกิน 6-8 ปีขึ้นไปจำนวน 1,065 คน พบว่ากลุ่มผู้กินโปรตีนจากสัตว์มากมีอัตราตาย 59.4% ขณะที่กลุ่มผู้กินโปรตีนจากพืชมากมีอัตราตาย 11.1% โดยที่แม้จะแยกปัจจัยกวนเช่นการมีอายุมาก สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นโรคร่วม อ้วน ไม่ออกกำลังกาย กินแคลอรี่มากเกิน ออกไปแล้ว ก็ยังเห็นความแตกต่างของอัตราตายที่ชัดเจนเช่นนี้อยู่ดี กล่าวคือคนเป็นโรคไตเรื้อรังถ้ากินสัตว์จะตายมาก ถ้ากินพืชจะตายน้อย

     ไหนๆก็พูดถึงเรื่องอาหารพืชกับคนเป็นโรคไตเรื้อรังแล้ว ผมขอพูดดักคอไว้ตรงนี้เลยว่าเมื่อผู้ป่วยคิดจะกินพืชเป็นหลัก หมอจะคัดค้านโดยให้เหตุผลว่าอาหารพืชโดยเฉพาะถั่วจะทำให้ฟอสฟอรัสหรือฟอสเฟตคั่งในร่างกาย ซึ่งความกลัวนี้เป็นความกลัวที่ไม่มีรากฐานอยู่บนข้อมูลหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงเลย ของจริงคือมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารคลินิกสมาคมโรคไตอเมริกัน (CJASN) ซึ่งพิสูจน์ได้ด้วยวิธีแบ่งคนเป็นสองกลุ่ม ยกแรกให้กินคนละแบบคือกลุ่มหนึ่งกินโปรตีนจากสัตว์อีกกลุ่มหนึ่งกินโปรตีนจากพืช แล้วยกที่สองไขว้กัน (cross over) คือต่างกลุ่มต่างย้ายไปกินของกลุ่มตรงข้าม สรุปได้ผลว่าในน้ำหนักโปรตีนที่เท่ากัน ในช่วงที่คนกินโปรตีนจากพืชเป็นหลัก จะมีระดับฟอสเฟตในเลือดและในปัสสาวะต่ำกว่าในช่วงที่คนๆนั้นกินโปรตีนจากสัตว์เป็นหลัก ทั้งนี้คาดว่าเป็นเพราะโปรตีนจากพืชอยู่ในรูปของไฟเตท (phytate) ซึ่งดูดซึมสู่ร่างกายมนุษย์ได้น้อย ความจริงอีกอย่างหนึ่งที่ได้จากห้องปฏิบัติการก็คือหากวิเคราะห์สัดส่วนฟอสเฟตต่อโปรตีนในอาหารโปรตีนจากสัตว์เทียบกับอาหารธัญพืชแล้ว อาหารธัญพืชมีสัดส่วนฟอสเฟตต่อโปรตีนต่ำกว่าโปรตีนจากสัตว์ ดังนั้น ตามหลักฐานทั้งสองอย่างนี้ อาหารโปรตีนจากพืชกลับจะดีกว่าโปรตีนจากสัตว์ในแง่ที่ลดการคั่งของฟอสเฟตได้ดีกว่าเสียอีก

     กล่าวโดยสรุป ผมแนะนำตามข้อมูลเท่าที่คุณให้มา ว่าคุณควรจะทำสองอย่างคือ

     อย่างที่หนึ่ง เลิกกินยาลดการหลั่งกรด omeprazol เสีย นี่เป็นการชั่งน้ำหนักความเสี่ยงของการกินกับการไม่กิน เพราะกรณีของคุณ ผลเสียของยาลดการหลั่งกรดมันมากกว่าประโยชน์ที่จะได้ หมอให้คุณกินยาลดการหลั่งกรดเพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดเลือดออกในกระเพาะอันเกิดจากการควบยาต้านเกล็ดเลือดสองตัว (aspirin กับ clopidogrel) วิธีเลิกยานี้ก็คือคุยกับหมอขอลดยาต้านเกล็ดเลือดเหลือตัวเดียว เพราะคุณทำบอลลูนมาตั้งหลายปีแล้ว การควบยาต้านเกล็ดเลือดสองตัวไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะหลักฐานไม่ชัดว่ามีประโยชน์มากกว่ากินตัวเดียวจริงหรือไม่ เมื่อลดเหลือตัวเดียวแล้ว อุบัติการณ์เลือดออกในกระเพาะก็จะลดลง การเลิกยาต้านการหลั่งกรดก็จะมีความเสี่ยงน้อยลงกว่าอันตรายของยาที่ทำให้ไตพัง พูดง่ายๆว่ากินเสี่ยงไตพังเร็วขึ้น ไม่กินเสี่ยงเกิดลิ่มเลือด แต่ความเสี่ยงอย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง ดังนั้นเลิกกินดีกว่า อนึ่ง โปรดอ่านฉลากยา omeprazol ให้ดี ยานี้เขาแนะนำว่าไม่ให้ใช้นานเกิน 1 ปีนะครับ ไม่ใช่ใช้กันเพลินจนลืมเลิกอย่างนี้

     อย่างที่สองที่คุณควรทำคือ ปรับอาหารการกินของคุณไปกินพืชให้มากขึ้น กินมังสะวิรัติได้ยิ่งดี

     ผมแนะนำคุณได้เท่านี้แหละ คำแนะนำของผมไม่ใช่กฎหมาย เป็นแค่คำแนะบนหลักฐานวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ควรมิควรก็แล้วแต่จะโปรด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

..................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน

คุณหมอคะ ต้องทานตัวไหนแทนคะ ถึงลดผลข้างเคียงตรงนี้ แม่เป็นกรดไหลย้อนค่ะ ต้องทานวันละเม็ด

........................................................
ตอบครับ

     ข้อมูลงานวิจัย ณ ขณะนี้ ยาลดการหลั่งกรด (PPI) ตัวไหนก็สัมพันธ์กับการเพิ่มอุบัติการณ์โรคไตเรื้อรังไม่แตกต่างกัน แต่ผมอยากให้คุณสนใจประเด็นที่ว่าจำเป็นต้องกินยาลดการหลั่งกรดจริงหรือไม่มากกว่า เมื่อปีกลายองค์กร Ontario Pharmacy Reseach Collaboration ที่ออนตาริโอได้จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญโรคไตและโรคทางเดินอาหารเจ็ดสิบกว่าคนเพื่อหาทางลดการใช้ยาลดการหลั่งกรดกลุ่ม PPI ลง ที่ประชุมได้สรุปแผนการใช้ยาซึ่งผมเห็นว่าเข้าท่าดีมาก คุณและท่านผู้อ่านท่านอื่นสามารถนำไปใช้ดูแลตัวเองได้ ดังนี้

     1. ให้ตรวจสอบหลักฐานที่ใช้เป็นข้อบ่งชี้ในการให้ยา PPI ถ้าไม่มีหลักฐานที่จะใช้เป็นข้อบ่งชี้ในการสั่งใช้ยาอย่างแท้จริง ให้หยุดยา

     2. ถ้าสั่งใช้ยาเพราะเป็นหลอดอาหารอักเสบ (esophagitis) จากกรดไหลย้อน ให้ใช้ยาไม่เกิน 4-8 สัปดาห์ แล้วส่องกระเพาะซ้ำ เมื่อภาวะหลอดอาหารอักเสบหายให้หยุดยา

     3. ถ้าเป็นแผลในกระเพาะอาหารไม่ว่าจะเกิดจากยาแก้ปวดข้อ (NSAID) หรือเชื้อบักเตรี H. pylori ที่รักษาด้วยยาลดการหลั่งกรดครบ 2-12 สัปดาห์แล้วและอาการหมดแล้วให้หยุดยาเลย

     4. กรณีให้ยาเพื่อบรรเทาอาการโดยไม่ได้ส่องตรวจกระเพาะอาหาร แล้วอาการนั้นหายไปนานเกินสามวัน ให้หยุดยาเลย

     5. การให้ยาเพื่อป้องกันแผลในกระเพาะจากความเครียดใน ICU ให้เลิกใช้เสีย เพราะไม่มีหลักฐานว่ามันลดอุบัติการเกิดแผลได้จริงหรือเปล่า

     6.  กรณีที่ยังต้องกินยาโดยหยุดไม่ได้คือกรณีมีหลักฐานว่าเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น หรือส่องกล้องพบภาวะหลอดอาหารอักเสบรุนแรง (severe esophagitis) หรืออักเสบชนิดจะเป็นมะเร็ง (Barrett’s esophagus)

     7. กรณีที่หยุดยาแล้วให้ตามดูนาน 4-12 สัปดาห์ หากผู้ป่วยบอกว่ากลับมามีอาการ (แสบหน้าอก ท้องอืดอาหารไม่ย่อย เรอเปรี้ยว เจ็บแน่นลิ้นปี่) หรือตรวจร่างกายพบว่าน้ำหนักลด หรือกระวนกระวาย ให้รักษาด้วยมาตรการไม่ใช้ยา ดังนี้

7.1 งดอาหาร 3 ชั่วโมงก่อนนอน
7.2 หนุนขาเตียงด้านศีรษะให้สูงขึ้น
7.3 หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ
7.4 จำกัดการให้ยาเหลือแค่บรรเทาอาการเป็นครั้งคราว เน้นยาลดกรดทั่วไปที่ผู้ป่วยหาซื้อเองได้ หรือยาในกลุ่ม alginate (เช่น Tums®, Rolaids®, Zantac®, Olex®, Gaviscon®)

     8. ถ้าใช้มาตรการในข้อ 7 แล้วยังมีอาการมากจนรบกวนคุณภาพชีวิตรุนแรง ให้กลับไปตรวจหาเชื้อ H. pylori ใหม่ หรือยอมให้กลับไปกินยา PPI ใหม่อีกรอบ

     อนึ่ง หมอสันต์ขอย้ำไว้ตรงนี้นิดหนึ่งว่าการที่ความเชื่อในปัจจุบันเฮโลหนีไปจากความเชื่อเดิมที่ว่าโรคแผลในกระเพาะอาหารเป็นโรคของความเครียด ไปสู่ความเชื่อใหม่ที่ว่าเชื้อ H. pylori เป็นเหตุที่แท้จริงหนึ่งเดียวของแผลในกระเพาะอาหารนั้น เป็นการโยกความเห็นที่สุดโต่งเกินไป ความเป็นจริงคือเชื้อ H. pylori เป็นเชื้อที่ทนภาวะมีกรดสูง และจะกลับเป็นซ้ำหลังการรักษาหากสภาพกรดในกระเพาะอาหารยังสูง และเป็นความจริงที่ว่าความเครียดทำให้กรดในกระเพาะอาหารสูง ดังนั้นโรคแผลในกระเพาะอาหารยังมีความเครียดเป็นสาเหตุร่วมหรือสาเหตุเสริมอยู่ ไม่ใช่เป็นเรื่องของเชื้อ H. pylori อย่างเดียว ดังนั้นอย่าหวังพึ่งแต่จะให้ยากำราบเชื้อ โดยไม่ใส่ใจจัดการความเครียด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Lazarus ฺฺ ฺB, Chen Y, Wilson FP, et al. Proton Pump Inhibitor Use and the Risk of Chronic Kidney Disease. JAMA Intern Med. 2016;176(2):238-246. doi:10.1001/jamainternmed.2015.7193
2. Chen X, Wei G, Jalili T, Metos J, Giri A, Cho ME, Boucher R, Greene T, Beddhu S.
The Associations of Plant Protein Intake With All-Cause Mortality in CKD.  Am J Kidney Dis. 2016 Mar;67(3):423-30. doi: 10.1053/j.ajkd.2015.10.018.
3. Sharon M. Moe, Miriam P. Zidehsarai, Mary A. Chambers, Lisa A. Jackman, J. Scott Radcliffe, Laurie L. Trevino, Susan E. Donahue, and John R. Asplin. Vegetarian Compared with Meat Dietary Protein Source and Phosphorus Homeostasis in Chronic Kidney Disease. Clinical Journal of the American Society Nephrology, December 23, 2010 DOI: 10.2215/CJN.05040610
4. Ontario Pharmacy Research Collaboration. Evidence-based for deprescribing algorithm proton pump inhibiors. Acccessed on November 14, 2016 at http://www.open-pharmacy-research.ca/wordpress/wp-content/uploads/ppi-deprescribing-algorithm-cc.pdf