21 กรกฎาคม 2560

การอยู่รอด (surviving) ต่างจากการใช้ชีวิต (living)

เรียน อ.สันต์ ที่นับถือ

อาจารย์คะ ดิฉันอ่านบทความที่อาจารย์ตอบคุณครูคนหนึ่งซึ่งไม่อยากย้ายไปอยู่กับพ่อแม่ที่ปักษ์ใต้ พูดประมาณว่าปล่อยคุณแม่ไปเถอะเพราะท่านแก่แล้ว ซึ่งคุณแม่ของคุณครูคนนั้นอายุห้าสิบกว่าเอง ดิฉันอายุ 55 ปี ถือว่าแก่เกินเปลี่ยนแปลงนิสัย ตรงๆเลยคือ สันดาน ไหมคะ
     วันก่อนลูกชายคนเล็กมายืนดูงานผ้า appliqué ที่แม่กำลังทำ แล้วบอกว่า มันก็สวยดีนะครับ แต่มันเดิมๆ คุณแม่ทำอย่างนี้ทุกที ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นๆบ้าง แม่ก็ตอบว่า ทำแบบอื่นแม่ไม่ชอบ ไม่ถนัด ลูกชายบอกว่า แม่ต้องออกจาก comfort zone ได้แล้วเพื่อขยายพื้นที่ comfort zone ให้กว้างขึ้น คราวนี้เราจะทำอะไรได้ง่ายขึ้นและหลากหลายขึ้น แล้วเราจะอยู่ที่ไหน สภาพแวดล้อมแบบไหน ก็ได้ง่ายขึ้นด้วย
      ดิฉันฟังลูก แล้วเก็บมาคิดอยู่หลายวัน เห็นภาพค่ะ ดิฉันมีความทุกข์ใจ คับข้องใจ อึดอัดใจ หลายเรื่อง ชีวิตไม่ค่อยมีความสุขทางใจ อาจจะเป็นอย่างที่ลูกพูดแน่ๆ ทำอะไรก็กลัวผิด ทำงานศิลปะก็แบบเดิมเพราะกลัวผิด (ไม่รู้เหมือนกันว่าผิดอะไร แต่กลัว) กลัวไม่ถูกแบบแผน ไม่เป็นอย่างที่เคยเป็นมา ฯลฯ รวมทั้งยังคอยกะเกณฑ์ให้คนรอบข้าง เช่น ลูก เป็นอย่างที่เราเคยใช้ชีวิตมา(แบบอึดอัด เป็นระเบียบ)
   แต่เรื่องของเรื่องคือ มันเปลี่ยนจากความมีระเบียบในชีวิตไปสู่อิสระยากจัง อยากให้อาจารย์เขียนในบล็อกเกี่ยวกับวิธีแก้ไขตัวเองในเรื่องอย่างนี้ให้อ่านจังค่ะ
ขอแสดงความนับถือ

............................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าอายุห้าสิบกว่าแล้ว ยังจะเปลี่ยนสันดานได้ไหม ตอบว่าได้สิครับ คำโบราณที่ว่าสันดอนขุดได้สันดานขุดยากนั้นไม่เป็นความจริง เพราะสันดานก็คือ "ความคิด" หรือความจำ หรือคอนเซ็พท์ หรือความเชื่อเก่าๆที่ถูกเปิดขึ้นมาใช้ซ้ำๆซากๆจนเรานึกว่ามันเป็นของถาวรในใจเราไปเสียแล้วเพราะความที่มันโผล่ขึ้นมาบ่อย แต่จริงๆแล้วมันก็เป็นแค่ "ความคิด" ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเหมือนความคิดทั้งหลาย ไม่ใช่ของถาวร แค่เราเฝ้ามองหรือวางมัน มันก็จะฝ่อไปแล้ว มันเกิดอีก ถ้ามันมาอีก เราเฝ้ามองมันอีกหรือวางมันอีก มันก็จะฝ่อไปอีก การขุดสันดานก็คือการถอนความยึดถือในตัวตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำ ไม่ใช่สรุปเอาแค่ง่ายๆว่ามันกลายเป็นสันดานไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว

     2. ถามว่าอายุมากทำให้การเปลี่ยนสันดานยากขึ้นจริงไหม ตอบว่าไม่จริงหรอกครับ อันนี้มันไม่มีหลักฐานวิจัยอะไรไว้ดอกนะ เพราะไม่เคยมีใครทำวิจัยไว้ แต่ผมตอบคุณจากประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง อายุไม่สำคัญ สำคัญที่การฝึกสติให้แข็งแรงและการขยันบ่มเพาะความมุ่งมั่น (motivation) ให้คุโชนไว้ตลอด เมื่อเครื่องมือทั้งสองนี้แข็งแรง การเปลี่ยนแปลงสันดานของตัวเองก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ผมเองมาแก้ไขสันดานไม่ดีหลายอย่างได้เอาตอนแก่ ไม่ว่าจะเป็นการติดอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกาย การติดสไตล์ชีวิตที่อยู่เฉยๆนิ่งๆไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว และการติดการติดนิสัยคิดฟุ้งสร้านเลื่อนลอยไร้สาระไม่หยุดหย่อน การติดนิสัยชอบพิพากษาคนอื่นว่าโง่เง่าเต่าตุ่น การที่เราอ้างว่าสันดานอันนี้เลิกไม่ได้เพราะเราแก่แล้ว นั่นเป็นเพราะเรายังถูกครอบด้วยความคิดรักชอบและติดในสันดานอันนั้นอยู่ หมายความว่าลึกๆแล้วเรายังไม่อยากเปลี่ยนแปลง คือยังวางความคิดยึดติดนั้นไม่ลง หรือวางยังไม่เป็น

     3. ถามว่าแล้วทำไมหมอสันต์แนะนำคุณครูคนนั้นว่าอย่าไปยุ่งอะไรกับการแก้ไขคุณแม่เลย ตอบว่าเพราะในการแก้ปัญหาทุกอย่างในชีวิตของคนเรา เราแก้ได้ที่ใจของเราเองเท่านั้น การจะไปมุ่งแก้ที่คนอื่นนั้นมันเป็นไปไม่ได้ หรือหากเป็นไปได้ก็เป็นไปได้แค่ชั่วคราว เพราะพฤติกรรมของคนอื่นเป็นอะไรที่ไม่เสถียรและเราควบคุมไม่ได้ เราจะไปแก้ปัญหาเอาที่ตรงนั้นได้อย่างไร เราต้องแก้ที่ใจของเราซึ่งหากเราสามารถวางความคิดลงเป็นแล้ว เมื่อใจอยู่ในความว่างที่มีแต่ความตื่นรู้ได้แล้ว ตรงนั้นมันเป็นอะไรที่เสถียรและถาวร ความคิดไม่ว่าจะลบหรือบวกใดก็ไม่อาจมาระคายเราได้อีกต่อไป

     4. แนวคิดเรื่องการออกจาก comfort zone ที่ลูกชายของคุณพูดถึงนั้น ก็คือการหัดวางเจ้าพวกความคิดเดิมๆเหล่านั้นนั่นเอง ความคิดเดิมๆเหล่านั้นแหละที่เรียกกันว่าเป็น "อัตตา" หรือ "อีโก้" หรือ "ตัวตน" หรือความเป็น "บุคคล" ของเรา การหลุดไปจากความคิดเหล่านั้นได้ก็คือการบรรลุโมกขธรรมหรือการบรรลุนิพพาน ที่ลูกชายคุณบอกว่า "เมื่อขยายพื้นที่ comfort zone ให้กว้างขึ้น คราวนี้เราจะทำอะไรก็ทำได้ง่ายขึ้นและหลากหลายขึ้น แล้วเราจะอยู่ที่ไหน สภาพแวดล้อมแบบไหน ก็ได้ง่ายขึ้นด้วย" นั่นแหละ คือสาระหลักของการบรรลุนิพพานที่คุณความจะนำมาฝึกปฏิบัติ

      5. ถามว่าในทางปฏิบัติจะเปลี่ยนจากความยึดติดระเบียบในชีวิตไปสู่อิสระได้อย่างไร ตอบว่าก็ทำด้วยการเริ่มลงมือวางความคิดทั้งหลายลง วางที่นี่เลย วางเดี๋ยวนี้เลย ความคิดที่ว่ามันเลิกยาก นั่นก็เป็นความคิด ให้วางมันลงไปก่อน วางลงหมายความว่าเพิกเฉย ไม่สนใจ ไม่คิดต่อยอด หรือหันหลังให้ซะ ความกลัวผิดก็เป็นความคิด วางมันลงไปก่อน อย่างน้อยก็ให้คุณรู้ (aware) ว่าความคิดกำลังเกิดขึ้น รู้ตัวว่าความรู้ตัวของคุณแยกออกมาเป็นความละอันกับความคิดนั้น แต่ถ้าไม่ว่าจะหันหน้าไปไหน ความคิดนั้นก็ยังลอยอยู่ตรงหน้า ให้คุณเปลี่ยนวิธีใหม่ ไม่ต้องไปพยายามหนีหรือพยายามวาง แต่ให้อยู่กับมันแบบรับรู้ว่ามันอยู่นั่น สำคัญคือแยกให้ออกว่าคุณไม่ใช่สิ่งทีคุณกำลังมอง คุณไม่ได้ถูกขับเคลื่อนหรือผลักไสโดยความคิดนั้น คุณต้องไปให้พ้นคอนเซ็พท์ความเชื่อความยึดถือในความเป็นบุคคล (identity)ให้ได้ด้วยการวางความคิดทั้งหลายลง ไม่ใช่ด้วยการจมลึกลงๆไปในความคิด นั่นจะไปผิดทางแล้ว

     ควบคู่กันไปกับการลงมือปฏิบัติเรื่องวางความคิด ก็ให้หัดยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างนอกตัวที่มีอยู่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้ อย่างไม่มีเงื่อนไข ยอมรับว่ามันมีอยู่แล้ว มันเป็นอยู่แล้ว อย่าไปพยายามพิพากษาตัดสินหรือแก้ไขอะไร บางอย่างในชีวิตคุณทำอะไรไม่ได้เลย คุณต้องยอมรับสิ่งนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครเป็นสมบัติส่วนตัวของคุณที่คุณจะไปบริหารจัดการอะไรได้ แม้กระทั่งตัวคุณหรือร่างกายคุณเองยังไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของคุณเล้ย ให้คุณยอมรับทุกอย่างตามที่มันเป็นให้ได้ก่อนเป็นสะเต็พที่หนึ่ง ทำสะเต็พที่หนึ่งได้แล้วค่อยมาว่ากันถึงสะเต็พที่สองอันหมายถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆนอกตัว อย่ากระโดดไปที่สะเต็พที่สอง โดยยังไม่ได้ทำสะเต็พที่หนึ่ง เพราะจะตกลงมาดังป๊าบ เหมือนอย่างคนที่มีปัญหาในชีวิตทั้งหลายเขากำลังมีกัน คุณต้องหัดอยู่กับเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้คุณอยู่ที่นี่ กำลังอ่านบทความของผมอยู่ เป็นอิสระอยู่นะ ไม่มีอะไรมาบีบรัดคอคุณจนหายใจไม่ออก คุณยังหายใจเข้าออกได้สบายๆ นี่แหละคือชีวิต มีแค่นี้เอง คือเดี๋ยวนี้เท่านั้น

     การที่คุณมีความทุกข์ใจ คับข้องใจ อึดอัดใจ หลายเรื่อง ทำอะไรก็กลัวผิด นั่นเป็นเพราะคุณใช้ชีวิตในรูปแบบดิ้นรนเพื่ออยู่รอด (survival mode) ผมจะบอกคุณตรงนี้ว่าคุณไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่รอดนะ แต่เกิดมาเพื่อใช้ชีวิต

     "You are not here to survive, you are here to live."

      การจะอยู่รอด (surviving) เราคาดการณ์อนาคต ดิ้นรน ไขว่คว้า ปกป้อง

     แต่การใช้ชีวิต (living) เป็นการ "อยู่" (being) กับทุกอย่างที่นี่เดี๋ยวนี้อย่างเต็มอิ่ม  ชีวิตมันเป็นความเต็มอิ่ม (fullness) เป็นการแสดงออก (expression) เป็นความสร้างสรรค์ (creativity) และเป็นความเบิกบาน (joy)

     ชีวิตมันดำเนินไปอย่างกลมกลืนและเป็นธรรมชาติของมันเอง ต้นไม้มันผลิใบออกดอกได้โดยมันไม่ต้องตั้งใจก่อนว่าจะผลิใบ จะออกดอก เพราะชีวิตดำเนินไปด้วยพลังของธรรมชาติ (grace) ซึ่งคุณอาจจะยังไม่รู้จัก ยังไม่เข้าใจ การจะดำรงชีวิตให้กลมกลืนกับพลังของธรรมชาติ คุณจะต้องวางความคิดลงให้หมดก่อน ให้ใจคุณเหลือแต่ความว่างที่มีแต่ความตื่นและความสามารถรับรู้ก็พอแล้ว คุณต้องไปตั้งต้นที่ตรงนั้น คุณจึงจะเริ่มดำเนินชีวิตได้

    ฟังสำบัดสำนวนแล้วคุณเป็นคนฉลาด มีการศึกษาดี เป็นคนเจ้าความคิด แต่ขาดทักษะที่จะดำเนินชีวิตให้ตัวเองมีความสุข ชีวิตจึงตกอยู่ภายใต้อาณัติของความคิดตลอดเวลา เหมือนเป็นกระป๋องเก็บความเจ็บปวดแทนที่จะเป็นอิสรภาพที่เบิกบาน และมันจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปหากคุณไม่ลงมือปลดแอก (liberate) ตัวเอง

     ทำไมคุณไม่หาเวลามาเข้าเรียน MBT สักวันละ คุณได้จะฝึกหัดทักษะวางความคิดให้เป็น แล้วจากตรงนั้น คุณก็จะไปต่อของคุณเองได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

20 กรกฎาคม 2560

เล่าเรื่องเดินไพรที่เขาหินปูนโดโลไมท์ อิตาลี

แค้มป์สนาม อิสปรา (Ispra Camp)
     การเดินทางเที่ยวนี้ไปกันแปดคน หากไม่นับหมอพอผู้บุตรซึ่งผมหนีบไปเผื่อช่วยแก้ปัญหาเวลาผู้สูงวัยเกิดอาร์ทแอทแทคแล้ว คนอื่นๆล้วนเป็นเพื่อนผมวัยระดับหกสิบขึ้นทั้งสิ้น เรียนหนังสือด้วยกันมาบ้าง ทำงานใกล้ชิดกันมาสามสิบสี่สิบปีแล้วบ้าง การท่องเที่ยวกับคนที่รู้จักกันมานานมันสบายใจตรงที่ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจหรือกระมิดกระเมี้ยนมาก ทำให้สนุกสนานได้เต็มที่

6 กค. 60

     เราตื่นเช้าขึ้นมาที่แค้มป์สนามอิสปรา (Ispra Camp) ริมทะเลสาปมะโจริ (Lake Magiore) ประเทศอิตาลี การมานอนค้างอ้างแรมในแค้มป์สนามซึ่งเป็นที่เขาเอา "บ้านรถ" มาจอดกันบ้าง กางเต้นท์นอนกันบ้าง มีข้อดีที่หากไม่จู้จี้เรื่องชนิดของที่พัก สนนราคาก็จะถูกกว่าโรงแรมมาก แต่ถ้าจู้จี้มากอย่างพวกเรานี้ เช่นเต้นท์ก็นอนไม่ได้เพราะปวดหลังและลุกจากพื้นไม่ขึ้น ต้องนอนรถบ้านเป็นอย่างต่ำ ต้องมีห้องน้ำส่วนตัวหนึ่งต่อหนึ่งด้วย เมื่อบวกค่าผ้าปูที่นอนปลอกหมอน โหลงโจ้งแล้วราคาก็ไม่หนีโรงแรมนัก แต่ก็ยังดีที่มีความโล่ง มีต้นไม้สีเขียว และมีกิจกรรมยามเช้าให้เลือกทำเช่นขี่จักรยาน เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ แล้วแต่ถนัด ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือผู้คนที่ชอบมานอนแค้มป์สนามมักเป็นคนแบบง่ายๆ คุยสนุกๆ ไม่ใช่พวกผู้ลากมากดี ทำให้การท่องเที่ยวมีชีวิตชีวาและสีสันแปลกออกไปได้บ้าง

     เสร็จจากอาหารเช้าแบบทำกินเองในแค้มป์แล้ว วันนี้เราจะขับรถตียาว ตั้งใจว่าจะขับเลียบฝั่งตะวันออกของทะเลสาปโคโม (Lake Como) แล้วขึ้นไปถึงชายแดนด้านเหนือสุดของอิตาลีเพื่อไปผ่านถนนซิกแซกแบบขับรถขึ้นบันไดชื่อ พาสโซ สะเตวิโอ (passo stevio) ซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่าขับยากซิกแซกปราบเซียน แล้วจะวกลงมาแวะเมืองบอลซาโนโบเซ็น (Bolzano Bozen) เพื่อชมมนุษย์หิมะออทซี ซึ่งเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของเมืองนี้ นายออทซีคนนี้เป็นมนุษย์ห้าพันปีซึ่งมีคนไปพบฝังอยู่ในหิมะ ร่างกายจึงไม่เน่าเปื่อย เมื่อตอนนักท่องเที่ยวเดินไพรไปสะดุดค้นพบใหม่ๆนั้นเหตุเกิดที่นอกตำบลในแคว้นทีโรลของออสเตรีย ช่วงนั้นผมขับรถไปเที่ยวออสเตรียก็เตรียมจะแวะไปดูเพราะตัวเองเป็นหมอผ่าตัดก็ย่อมจะต้องสนใจอวัยวะร่างกายของคนโบราณเป็นธรรมดา แต่ปรากฎว่าเขาเถียงกันเรื่องเขตแดนแล้วได้ข้อสรุปใหม่ว่าจุดค้นพบอยู่ในเขตของอิตาลี นายออทซี่จึงถูกย้ายมาไว้ที่อิตาลีแทน ผมก็เลยอดดูในตอนนั้น

     วางแผนดิบดีแล้วก็ออกเดินทาง ขับไปตามแผน ระหว่างกำลังขับวกวนลงเขาเพื่อเข้าไปดูตัวเมืองวาเรนนา (Varenna) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวริมทะเลสาปโคโมอยู่นั้น ความที่ขับลงเขามาเร็วบนถนนแคบ และวกวน เมื่อรถบรรทุกโผล่พรวดสวนขึ้นมาก็ต้องหักหลบออกข้างทาง ชนอะไรไม่รู้ดักกึง..ง  แล้วก็ตามมาด้วยเสียง กึก กึก กึก.. เป็นจังหวะตามล้อหมุน

     "เฮ้ย.. ยางแตก"

     เป็นครั้งแรกในชีวิตที่พากันขับรถกันอยู่ตามเมืองนอกเมืองนาแล้วยางแตก เราค่อยๆพารถออกนอกผิวถนน แล้วกระบวนการเปลี่ยนยางก็ดำเนินไปแทบจะเป็นอัตโนมัติ เอาเสื้อสีสะท้อนแสงที่หลังรถมาสวมก่อน แล้วเอาสามเหลี่ยมส่งสัญญาณออกไปวางที่ต้นทางห่างออกไป 150 เมตร ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนที่กฎหมายบังคับ จากนั้นก็เอายางที่แตกออกได้ในห้านาที แต่พอถึงขั้นตอนจะเอายางอะไหล่ลงมาใช้ก็มีปัญหา หมอแขกร้องถามเสียงดังว่า

     "รถเบ้ล.ล์ ส้นตีนนี้ทางเปิดเอายางอะไหล่มันอยู่ตรงไหนวะ"

     เมื่อผมเดินไปดูก็เห็นจริงว่าที่พื้นห้องเก็บของหลังรถซึ่งปกติเมื่อเลิกผ้ายางปูพื้นออกก็จะเห็นฝาปิดยางอะไหล่นั้น มันกลับเป็นพื้นที่เปิดออกไม่ได้ ลองโทรศัพท์ไปหาบริษัทรถเช่าก็พูดกันไม่รู้เรื่องเพราะอยู่ในป่าเสียงขาดๆหายๆ ยังไม่นับว่าต้องพูดภาษาใบ้กันทางโทรศัพท์อีกต่างหาก ลูกชายไปเอาคู่มือซึ่งเป็นภาษาอิตาลี่มากางอ่านแล้วใช้กูเกิ้ลแปล จนได้ความว่ามีรูอยู่ที่ขอบกันชนหลังสีดำ ให้เอาด้ามแม่แรงยัดรูนั้นแล้วหมุนทวนเข็มนาฬิกายางอะไหล่ก็จะหย่อนลงมาจากใต้ท้องรถ คลำหากันตั้งนานจึงจะเจอรูซึ่งมีจุกยางสีดำขอบบางเจี๊ยบปิดเนียนๆอยู่บนพื้นผิวซึ่งสีดำเหมือนกันมองยังไงก็ไม่เห็น จะรู้ได้ก็โดยการลูบคลำอย่างละเอียดเท่านั้น เมื่อเปิดจุกอันแนบเนียนนั้นออกก็เสียบด้ามแม่แรงเข้าไปในรูและไขเอายางอะไหล่ออกมาได้

     เปลี่ยนยางเสร็จ ขึ้นรถ เดินทางต่อ รถเบ้ลล์เจ้ากรรมก็รายงานปัญหาขึ้นมาเป็นรูปที่แผงหน้าปัทม์คนขับว่ามันตรวจสอบลมยางในล้อที่เปลี่ยนใหม่ไม่ได้ แล้วแสดงรูปล้อรถพร้อมความดันลมแค่สามล้อ อีกล้อหนึ่งแหว่งและแสดงแสงไฟวาบๆไว้ ผมบอกว่าช่างมันเถอะ ผมใช้รถญี่ปุ่นไม่เห็นจะต้องแสดงความดันลมยงลมยางอะไรให้ยุ่งยากเลย ก็ไม่เห็นมีปัญหา แต่สมาชิกฝ่ายหญิงซึ่งได้เห็นได้รูปรถสามล้อนั้นแล้วเกิดจิตตกไม่ยอมท่าเดียว ตั้งท่าเสียงแข็งว่าจะต้องติดต่อบริษัทเอายางจริงมาแทนจนรถมันบอกว่าทุกอย่างปกติให้ได้ก่อนจึงจะไปขับถนนซิกแซกได้ นี่เรียกว่าหญิงเป็นใหญ่ ก็เลยต้องเสียเวลาโทรศัพท์พูดภาษาใบ้กันอีก จับความได้ว่าต้องขับรถไปอีกเมืองหนึ่งไปที่อู่ชื่อนี้ๆ แล้วไปเปลี่ยนยางที่นั่น เราก็ทำตาม พอขับไปถึงอู่ นายช่างรับฟังปัญหา เอาใบเช่ารถไปดู แล้วพูดภาษาอิตาลีเสียงดังลั่นและลิ้นรัวว่า

    "..กะรันตาชิโนปิโนเช่ต์ เมอเซเด้มาการอง" เพื่อนผู้หญิงถามผมว่าเขาว่ายังไง ผมตอบว่า

   "เขาบอกว่าเขาเกิดมายังไม่เคยเห็นรถเบ้ลล์ จึงซ่อมให้เราไม่ได้" เธอถามว่าจริงหรือ ผมตอบว่า

    "ผมรู้ภาษาอิตาเลี่ยนซะที่ไหนละครับ"
เส้นทางขับรถสาย Passo Stevio มองจากบนเขาลงไป


     ในที่สุดเมื่อให้เขาคุยกันเองทางโทรศัพท์ก็สรุปความได้ว่ายางรถรุ่นนี้ต้องมีเซ็นเซอร์รายงานความดันซึ่งร้านของเขาไม่มี บริษัทรถเช่าให้ขับไปที่อีกเมืองหนึ่ง บอกชื่อที่อยู่ของอีกอู่หนึ่งมา เราก็ขับตามไป คราวนี้ไปเจออู่ใหญ่มีห้องน้ำซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโปรดปรานของฝ่ายหญิงด้วย ผู้ชายไปเจรจาเรื่องเปลี่ยนยาง ส่วนผู้หญิงเฮโลกันไปเข้าห้องน้ำ

     คนแรกเข้าห้องน้ำไปได้สักครู่ก็มีเสียงกริ่งฉุกเฉินดังลั่นอู่ ออด..ด..ด พอเธอออกมา สมาชิกอีกคนก็สอบสวนว่า

     "เธอไปดึงเชือกเรียกฉุกเฉินหรือเปล่า" ก็ได้รับคำตอบว่า

    "ใช่ ก็ชั้นหาชักโครกไม่เจอ ชั้นก็เลยดึงมันไปทั่ว เห็นเหมือนกันว่าเขาเขียนป้ายอะไรตัวแดงๆไว้แต่ฉันอ่านออกเสียเมื่อไหร่"

     พูดกันยังไม่ทันขาดคำ เสี่ยงกริ่งฉุกเฉินก็ดังทั่วอู่อีกแล้ว ออด..ด..ด คราวนี้คนที่สองออกมายังไม่ทันถูกสอบสวนเจ้าตัวก็บ่นเสียงดังลั่น
ขาขึ้น มองย้อนลงมา วิวสวย

     "ที่ชักโครกของส้วมอิตาลี่นี่มันโคตรประหลาดเลยวุ้ย มันเอาไปไว้ที่ตีน" 

    เสียเวลาไปสองออด ได้ความว่ายางแบบพิศดารนั้นที่อู่นี้ก็ไม่มี เขาโทรศัพท์หาอู่ที่เมืองข้างเคียงให้อีกสองอู่ก็ไม่มี ผมกับหมอแขกจึงตัดสินใจว่าลืมเรื่องยางรถเสียเถอะ โอกาสที่มาเที่ยวหนึ่งครั้งยางแตกสองหนคงมีไม่มาก เราเดินหน้าท่องเที่ยวกันต่อไปดีกว่า
ผู้ที่ขับผ่านถนนซิกแซกมาแล้วแสดงความลิงโลด

   เมื่อปล่อยวางเรื่องยางอะไหล่ได้ ชีวิตก็มีความสุขขึ้นทันที เราขับรถมุ่งหน้าขึ้นเขาไปถนนซิกแซก ขาขึ้นมองย้อนลงมาวิวสวยมาก พอขับไปถึงยอด แวะถ่ายรูปกับป้ายซึ่งพวกสิงห์มอเตอร์ไซค์บ้าง จักรยานบ้าง รถยนต์บ้าง พากันเอาสติกเกอร์ที่ระลึกของตัวเองมาแปะไว้เต็มไปหมด แล้วขับลงเขาอีกด้านหนึ่งมุ่งไปยังเมืองบอลซาโนโบเซ็น แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าพิพิธภัณฑ์ปิดไปเสียแล้ว จึงเดินทางต่อไปยังเมืองออร์เทเซ่ (Ortisei) ไปถึงก็มืดแล้ว เข้าพักแรมในบ้านเช่าของหมอตาชาวอิตาลี่คนหนึ่งชื่ออะไรก็จำไม่ได้ เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆที่สวยงาม มีมุมเล็กๆน่ารักอยู่ทั่วไป

7 กค. 60
ทุ่งดอกไม้ที่ใช้เดินไพรบนเขาซีซีดา

     รุ่งเช้าเราเตรียมใส่รองเท้าเดินไพร เตรียมไม้เท้าเดินไพรแบบสกีโพล เตรียมน้ำ และสะพายเป้ พากันไปขึ้นรถกระเช้าซีซีดา ( Funivie Seceda) ซึ่งเป็นกระเช้าสองท่อน จบท่อนแรกแล้วไปต่อท่อนที่สองขึ้นไปบนยอดเขาซีซีดาซึ่งอยู่ค่อนข้างสูง อากาศหน้าร้อนแม้จะร้อนแต่ก็พอทน แลกกับดอกไม้หน้าร้อนที่เกลื่อนทุ่งหญ้าไปหมดก็ถือว่าคุ้ม บางส่วนของทางเดินมีเชือกฟางเส้นเล็กๆขึงกั้นทางเดินกับทุ่งหญ้าไว้ ผมซึ่งเคยเลี้ยงวัวมาก่อนบอกเพื่อนร่วมทางว่า

     "เชือกนี้อย่าไปจับเข้านะ มันเป็นรั้วกันวัว ถ้าจับจะถูกไฟดูดเอา"

      บางคนกังขาว่าเชือกฟางเล็กแค่นี้นะหรือจะกันวัวได้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าลองของ จนเดินกันไปสักหนึ่งชั่วโมงก็ได้ยินเสียงร้องลั่น

     "ว้าย..ย ไฟดูด" ผมบอกว่า

     "ก็บอกแล้วไงว่าอย่าไปจับ" ก็ได้รับคำตอบว่า

     "ฉันไม่ได้จับ แค่นิ้วก้อยเผลอไปโดนนิดเดียว" อีกคนว่า

     "จริงหรือเปล่า่ ลองอีกทีซิ เมื่อกี้ถ่ายรูปไม่ทัน"
ทุ่งเดินไพรด้านภูเขาแอลป์

     เราเดินไปแวะถ่ายรูปไป ผู้ที่หมดแรงก็ใช้วิธีเดินวงเล็กแล้วไปนั่งรอเพื่อน แบบทางใครทางมัน เพราะมีให้เลือกหลายเส้นทาง ใช้เวลาเดินทั้งหมดราวสองชั่วโมงกว่าก็ลงรถกระเช้ามาทานอาหารกลางวันที่สถานีข้างล่าง

     ตกบ่ายก็ขับรถไปจอดที่สถานีขึ้นกระเช้าด้านภูเขาแอลป์ (Ortisei-Alpe di Siuse) แล้วขึ้นกระเช้าเพื่อไปเดินไฮกิ้งบนที่ราบสูงที่กว้างใหญ่ของเทือกเขาแอลป์ ทางด้านนี้ดอกไม่ไม่สวยเท่าด้านแรก แต่พื้นที่กว้างใหญ่และทางเดินมีความลาดชั้นมากกว่า ตอนออกเดินเป็นทางเดินลง พวกเราจึงเผลอเดินลงไปเสียไกล แต่พอจะเดินกลับก็ต้องแหงนคอมองด้วยความละห้อยและหมดอาลัยตายอยาก เพราะเหนื่อยขาลากหมดแรงกันหมดแล้วทั้งๆที่เพิ่งเริ่มเดินได้วันเดียว ผมนึกขึ้นได้ว่าตอนจะลงมาได้เดินผ่านสถานีเก้าอี้สกีซึ่งยังเปิดทำงานอยู่ ผมเดาเอาว่าเก้าอี้น่าจะต้องขึ้นไปจากที่ใดที่หนึ่งในตีนเขานี้ จึงเดินไปสำรวจกระต๊อบหลังหนึ่งที่อยู่ไกลและต่ำลงไปตรงชายป่าโน้น เผื่อมันจะเป็นฐานสำหรับขึ้นนั่งเก้าอี้สกี และโชคดีที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ จึงร้องบอกต่อๆกันไปว่ามีเก้าอี้ขึ้นไปไม่ต้องเดินขึ้นเขา

     เก้าอี้สกีแบบนี้มันเป็นรุ่นโบราณโล่งโจ้งนั่งได้ทีละสองคนขึ้นนั่งแล้วก็มีแค่เก้าอี้ลอยโทงเทง ไม่มีอะไรกันนอกจากราวที่ตัวเองจับดึงขึ้นลงได้ ก่อนจะขึ้นจึงต้องสั่งเสียกันให้ดี ผมบอกเพื่อนซึ่งไม่เคยเล่นสกีว่า

     "เวลาจะนั่งพี่ยืนตรงสีเหลืองนี้ พอเก้าอี้มันหมุนมาชนก้นแล้วพี่ต้องรีบนั่งลง นั่งได้แล้วให้ดึงราวเหนือศีรษะลงมาจับไว้ตรงหน้า เวลาเกิดหน้ามืดหรือเมาที่สูงเป็นลมจะได้ไม่หล่นตุ๊บลงไปข้างล่าง แล้วถึงเวลาจะลงจากเก้าอี้ ให้พี่ยกราวนี้ขึ้นเหนือหัวแล้วรีบออกเดินหนีไปทางขวามือ ไม่งั้นเก้าอี้มันจะตีก้นเอา"
โบสถ์จริง แต่วิวไม่ใช่

     สั่งเสียกันแล้วพวกเราก็ขึ้นนั่งเก้าอี้สกีทีละสองคน ขาขึ้นไม่มีปัญหา แต่ขาลงบางคนมีปัญหาเพราะความที่มีราวกันอยู่ตรงหน้าตักตัวเองและลืมไปเสียแล้วว่ามันยกขึ้้นได้ จึงไม่รู้จะลงอย่างไร ต้องมีคนตะโกนบอกให้ยกราวขึ้นเหนือหัว พอลงเท้าแตะดินได้แล้วบางคู่ต่างก็พากันวิ่งจู๊ดหนีกันไปคนละทิศละทางแล้วหัวเราะกันเป็นที่สนุกสนาน

     เดินกันอยู่จนค่ำแล้วก็ลงกระเช้ามาขับรถต่อไปยังตำบลตำบลฟูเนซ (Funes) เพื่อไปถ่ายรูปโบสถ์ Chiesetta di San Giovanni ตอนที่ตะวันตกดิน ฟังว่าถ้ามาโดโลไมท์แล้วไม่ได้ถ่ายรูปโบสถ์นี้แล้วตายไปจะเสียชาติเกิดเลยทีเดียว ไปถึงตะวันตกลับโบสถ์ไปหน่อยแล้วแต่ยังเห็นภูเขาข้างหลังจึงรีบถ่ายรูป แต่สมาชิกบางคนที่ทำการบ้านมาก็แย้งว่าไม่ใช่ถ่ายกันตรงนี้ มันต้องขึ้นไปสูงแล้วถ่ายลงมา มันต้องไปอีกที่หนึ่ง อยู่ตามพิกัดนี้..
เฮ้ย ไม่ใช่โบสถ์นี้ แต่วิวมันก็สวยดี

   เอ๋า..า เอ้า ไปก็ไป จึงพากันลนลานรีบขึ้นรถขับต่อขึ้นเขาไปตามพิกัดใหม่แบบร้อนรน มืดก็มืดแล้ว ถนนก็แคบแบบวิ่งได้คันเดียว วกวนขึ้นเขา โชคดีที่ไม่มีรถคันอื่นมาแย่งใช้ ไปถึงที่หมายปรากฎว่าเป็นแค่เก้าอี้นั่งชมวิวอยู่ข้างทางตัวเดียว มองลงไปเห็นเป็นโบสถ์อยู่กลางหมู่บ้านมีภูเขาหินโดนแสงแดดเป็นฉากหลัง สวยงามดี แต่เจ้าของความคิดให้ค้นหาจุดถ่ายรูปก็แย้งอีกว่า

     "เฮ้ย ไม่ใช่ นี่มันคนละโบสถ์แล้ว หน้าตามันเหมือนกันที่ไหน"

      ทุกคนมองแล้วก็เห็นจริง แต่มันก็สวยดี ถ่ายรูปกันไว้เป็นหลักฐานเสียหน่อย
โบสถ์แท้ วิวจริง ไม่มีแดด
แล้วก็ลนลานขึ้นนั่งรถเพื่อหาทางกันใหม่ คราวนี้ไม่มีพิกัดนำแล้ว ต้องขับวนเวียนหาแบบมั่ว คนโน้นว่าต้องไปทางโน้น คนนี้ว่าต้องไปทางนี้ มืดก็มืด รีบก็รีบ มืดจนมองลายมือตัวเองไม่เห็นแล้ว แต่ในที่สุดก็หาจุดถ่ายรูปจนเจอ คราวนี้แหละ โบสถ์แท้ วิวจริง มีภูเขาหินอยู่ข้างหลัง แต่ว่ามาพบจุดถ่ายเอาเมื่อแสงแดดที่จะส่องภูเขาหินนั้นลับไปเสียแล้ว

     นี่เป็นเวลาสามทุ่มกว่า กำลังขับรถจะกลับ เพิ่งออกรถมาได้นิดเดียว คนหนึ่งก็ร้องขึ้นว่า

     "ว้าย..ย พระจันทร์"

     หมายความว่าพระจันทร์ขึ้นมายัดง่ามภูเขาเหมือนภาพที่พวกเราชอบวาดตอนเป็นเด็กนักเรียน จึงจอดรถกันอีกเพื่อถ่ายรูปพระจันทร์ บางคนบอกว่ารออีกนิดให้มันขึ้นสูงพ้นง่ามชัดๆแล้วค่อยถ่าย แต่พระจันทร์บ้านนี้มันไม่เหมือนบ้านเรา เวลาขึ้นมันไม่ได้ขึ้นตรงๆ มันขึ้นเฉียงสี่สิบห้าองศา พวกเราต้องคอยเดินไล่ตามไม่ให้มันลับหายไปหลังเขา กว่าจะถ่ายรูปพระจันทร์ได้ก็ต้องเดินตามกันหลายร้อยเมตร
ตั้งใจจะมาถ่ายพระอาทิตย์ ได้พระจันทร์

     คราวนี้กลับที่พักได้แล้ว เฮ้อ ตั้งใจจะมาถ่ายรูปโบสถ์เดียว ได้สองโบสถ์ ตั้งใจจะมาถ่ายอาทิตย์ตกแต่ได้พระจันทร์ขี้นแทน หนุกดีเหมือนกัน

8 กค. 60

     รุ่งเช้าเราเช็คเอ้าท์ออกจากบ้านเช่าของหมอตาผู้อัธยาศัยดีแล้วเดินทางต่อไปเพื่อขับไปตามถนนท่องเที่ยวชื่อ The Great Dolomite Road โดยไปตั้งต้นแวะดูทะเลสาปคาเรซซา (Lake Carezza) ไปถึงก็พบว่ามันเป็นทะเลสาปขนาดเล็กประเภทดูแต่ตา มืออย่าต้อง เท้าอย่าจุ่ม เพราะมีรั้วกันคนที่บึกบึกแข็งแรงระดับยิ่งกว่ารั้วกันวัวอยู่โดยรอบไม่ให้คนเข้าไปไกล้ตัวทะเลสาป ดูจากจำนวนคนที่มาก็เข้าใจว่าทำไมต้องทำรั้วกันคนแน่นหนาอย่างนี้ เราเดินรอบทะเลสาปหนึ่งรอบ ใช้เวลาไปหนึ่งชั่วโมง แล้วออกเดินทางกันต่อไป
ทะเลสาปคาเรซซา เมื่อหลบกล้องพ้นรั้วกันวัว

     คราวนี้ก็เริ่มเข้าสู่ถนนท่องเที่ยวโดโลไมท์ ขับวกไปวนมาดูวิวสวย ผ่านตำบลและเมืองสวยๆงามๆสองสามแห่ง โดยเฉพาะเมืองคานาซี (Canazei) นั้นสวยมาก  แล้วขับแยกออกไปขึ้นถนนเกลียวสว่าน ไปสู่ยอดเขาชื่อพาสโซ พอดอย (Passo Pordoi) จากจุดนี้เราขึ้นกระเช้าต่อไปยังยอดเขาชื่อซาสโซ พอดอย (Sasso Pordoi) ตั้งใจจะเดินไฮกิ้งบนที่สูงต่อไปยังกระท่อมบนเขาซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดในอิตาลี คือสูงกว่าสามพันเมตร กระท่อมนั้นอยู่ห่างออกไปราวสองกม. แต่ขึ้นมาถึงแล้วไม่มีใครยอมเดินต่อเพราะเมื่อยขา ผมจึงต้องเดินคนเดียวและไปได้แค่กระท่อมพักครึ่งทางเพราะหมดเวลา ต้องกลับมาขึ้นกระเช้าลงเขาเที่ยวสุดท้ายตอนห้าโมงเย็น
ไฮกิ้งบนซาสโซ พอดอย เห็นกระท่อมพักกลางทางอยู่ข้างล่าง

     กลับลงมาที่สถานีกระเช้าแล้วยังเพิ่งห้าโมงกว่า ผมจึงชวนพรรคพวกไปเดินต่อเพื่อขึ้นไปถ่ายรูปที่โบสถ์เล็กๆอยู่ไม่ไกล มีผู้ยอมเดินสามสี่คน ที่เหลือสมัครใจถ่ายรูปเล่นอยู่รอบๆสถานีกระเช้า พวกเราที่สมัครใจพากันเดินขึ้นไปถ่ายรูปโบสถเล็กๆหลังคามุงด้วยสังกะสี ตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางภูเขาสูง สวยงามไปอีกแบบ แล้วเดินกลับลงมา เช็คอินเข้าโรงแรมที่พักคลาสสิกบนยอดเขาชื่อ Hotel Col di Lana กินข้าวเย็นอาหารอิตาลีอร่อยที่โรงแรมนี้

9  กค. 60
โบสถ์เล็กมุงสังกะสี ที่ยอดเขาพาสโซ พอดอย

     ตื่นเช้าที่โรงแรมบนยอดเขาพอดอย มองเห็นภูเขาสูงซาสโซ พอดอย จากหน้าต่างโรงแรม และเห็นนักไต่เขากำลังพากันเดินขึ้นเขาไปจากข้างล่างโดยไม่ง้อกระเช้าสกี น่าจะต้องใช้เวลาเดินบ้างปีนบ้างทั้งวันกว่าจะไปถึงข้างบน


     เราเช็คเอ้าท์แต่เช้า แล้วขับต่อไปตามถนน SS48 ผ่านตำบล Arabba แวะจอดรถที่หน้าโรงแรมบนเขาชื่อ Rifugio Col Gallina แล้วออกเดินไฮกิ้งไปหาทะเลสาบลิมิเดซ (Limides Lake) ทางเดินเรียบง่าย ดอกไม้สีสันสวยงาม แต่พลพรรคต่างพากันก็ออกอาการสะด่องสะแด่งแต่เช้า บางคนหยุดเดินกลางคันแล้วนั่งรอเพื่อนกลับมา ผมถามนักท่องเที่ยวฝรั่งว่าทะเลสาปอยู่ไกลไหม ก็ได้รับคำตอบว่า
ทะเลสาปปลักควาย Lake Limides

     "ทะเว็นตี้มินุท, เลคสมุล..ล"

    แปลว่า twenty minutes, lake small ได้ฟังอย่างนี้แล้วมีคนยอมเดินต่ออีกแค่สามสี่คน พอไปถึงที่หมายเพื่อนร่วมเดินทางก็อุทานเสียงดังลั่น

     "อะไรกันวะ นี่มันปลักควายชัดๆ"

     แต่ว่าแม้จะมีขนานแค่ปลักควาย หากเลือกมุมมอง สื่อให้เห็นความนิ่งของน้ำ และเงาภูเขาข้างหลัง ความรู้สึกต่อสิ่งที่เห็นก็จะเปลี่ยนไป ผมถ่ายรูปมาให้ดูสองมุมมองต่อสิ่งเดียวกันนี้ด้วย
สองมุมมอง ในสิ่งเดียวกัน

เมื่อเราเดินกลับมาเล่าให้เพื่อนที่นั่งรออยู่กลางทางฟัง พวกเธอรับฟังด้วยความดีใจที่ไม่ได้หลงเชื่อเดินไปจนถึง แถมยังบอกพวกฝรั่งที่กำลังจะเดินไปว่าทะเลสาปมันเล็กนิดเดียวอย่าไปเลย พวกฝรั่งฟังแล้วขอบคุณ แต่ก็ยังเดินหน้าไปต่อ โถ ก็เขามาที่นี่เพื่อจะมาเดิน ไม่ใช่มาดูทะเลสาป จะเล็กหรือใหญ่เขาก็ต้องเดินของเขาจนได้แหละ

     เดินกลับมายังที่จอดรถ แล้วขับต่อไป ออกนอกเส้นทางท่องเที่ยวปกติ เข้าสู่ถนน Passo Falzarego สวยงามแต่คดเคี้ยว มุดเข้าซอยลูกรังที่พวกคุณผู้หญิงร้องวีดว้ายด้วยความหวาดเสียวและสั่งให้ถอย แต่สารถีดื้อดึงขับมุ่งหน้า จนไปถึงโรงแรมกระท่อมอันสวยงามบนเขาชื่อ Rifugio Dibona เราจอดรถที่นี่เพื่อไปทดลองเดิน “ผาไข่เย็น” อันเป็นเส้นทางเดินมหาวิบากแบบเดินเกาะไปตามเชือกเหล็กชื่อ Sentiero Geologico Astaldi อยู่ที่บนเขาธรณีวิทยา Tofana เป็นเส้นทางแขวนอยู่บนหน้าผาหินหลากสี มีเชือกเหล็กให้จับเดิน พวกสุภาพสตรีซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ยอมไปคนเดียว ที่เหลือขอนั่งดื่มและชมบรรยากาศที่กระท่อม และให้เวลาพวกผู้ชายกับการนี้ไม่เกินสองชั่วโมง เราสี่คนออกเดินขั้นต้นเพื่อดูลาดเลาก่อน
คนตัวเท่ามดที่เห็นลิบๆโน่น กำลังจะเข้าจุดตั้งต้นปีนเขา

     ไปได้สักพัก หนึ่งในสี่ก็ตัดสินใจหลบไปซุกตัวรออยู่ใต้พุ่มไม้เพราะทนแดดร้อนไม่ไหว ที่เหลือเดินสำรวจต่อไป แหงนคอตั้งบ่าไปด้วย ถามทางฝรั่งไปด้วย จนจับความได้ว่าการจะไปถึงจุดตั้งต้นที่จะเดินจับเชือกเหล็กนั้นต้องเดินขึ้นเขาไปก่อนหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ทางเดินจะพาวนรอบเขาหินซึ่งคงใช้เวลาไม่น้อยกว่าห้าชั่วโมง ฝรั่งชี้ให้เราดูคนตัวเท่ามดที่กำลังเดินอยู่ข้างบนโน้นว่ากำลังจะเข้าจุดตั้งต้น ผมกับหมอแขกมองหน้ากันพลาง คิดถึงการต้องไปพบหน้าเหล่าผู้มีอำนาจที่นั่งจิบโค้กรออยู่พลาง แล้วจึงลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า.. "ถอย"

หลบฝนที่กระท่อมริมทาง
     เดินทางด้วยรถยนต์กันต่อไปตามถนน SR48 แล้วเลี้ยวขวาลงถนน SP638 ถึงจุดตั้งต้นทางเดินเท้าหมายเลข Hiking track 473 นี่เป็นทางเดินไฮกิ้งไปทะเลสาปเฟเดรา (Federa lake) ไม่มีป้ายบอกใดๆทั้งสิ้น ตาดีได้ ตาร้ายเสีย การเดินครั้งนี้เป็นไฮไลท์ของวันนี้ เรามาตั้งต้นเอาตอนบ่ายเพราะฝรั่งที่เคยมาบอกว่าใช้เวลาเดินไปกลับแค่สองชั่วโมง ทุกคนดูจะกระตือรือล้นเพราะฟังว่าทะเลสาปแห่งนี้มันสวยมาก แต่เมื่อออกเดินมาได้หนึ่งชั่วโมง สมาชิกก็เริ่มล้มหายตายจากไปทีละคน  ฝนฟ้าเริ่มจะตั้งเค้าเสียแล้ว เดินมาได้ชั่วโมงกว่ามาถึงทางสี่แยก เราตัดสินตรงไปตามป้ายเล็กๆที่เขียนว่า Rifugio Croda da Lago อันเป็นชื่อของกระท่อมที่พักริมทะเลสาป เดินมาได้ราวสองชั่วโมงฝนก็ตก ต้องวิ่งหัวซุกหัวซุนเข้าไปหลบฝนที่กระท่อมริมทาง มีฝรั่งชาวเยอรมันกลุ่มหนึ่งราวเจ็ดคนมาหลบฝนด้วย ชายคากระท่อมเล็กๆจึงแน่นขนัด การคุยกันทำให้ได้ข้อมูลว่าเยอรมันพวกนี้จะไปพักค้างคืนที่กระท่อมริมทะเลสาป และว่าเราเพิ่งเดินมาได้ครึ่งทาง เส้นทางต่อไปจะเริ่มขึ้นเขาสูงชัน เมื่อทราบเช่นนี้แล้วพลพรรคอีก 3 ก็ตัดสินใจกลับหลังหัน เหลือที่จะดั้นด้นเดินหน้าต่อไปเพียงสี่คน บนข้อจำกัดของเวลาซึ่งเป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว และฝนฟ้าซึ่งคะนองครืนๆ

     การเดินต่อทำให้ทราบว่าคำฝรั่งที่ว่าสูงชันนั้นแปลว่าชันจริงๆ ชนิดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนแก่อย่างเราจะก้าวขาขึ้นไปโดยไม่มีไม้ค้ำยันช่วย เดินกันบนเส้นทางที่มีแต่ขึ้น ขึ้น ขึ้น และขึ้น นานชั่วโมงกว่า จนสมาชิกคนหนึ่งเริ่มออกอาการทางสมองเพ้อคลั่ง

ทะเลสาปเฟเดรา (Federa Lake)
     "ทำไม้.. ทำไม ลองคิดถึงความจริงซิ คิดถึงการลงทุน อุปกรณ์ เวลา และเงินที่ใช้ไปทั้งหมด ทำไมเราต้องมาลำบากอย่างนี้ด้วย เพื่ออะไร และทำไม วาย หว่าย ว่าย.."

     แล้วก็มีผู้หวังดีตอบพร้อมกับเสียงหัวเราะหึ หึ ว่า

     "ก็เพราะมันอยู่ที่นี่นะสิ "

     ในที่สุดเราก็มาถึง พวกฝรั่งเยอรมันซึ่งมาถึงก่อนหน้าเรานั่งจิบเบียร์ดื่มด่ำกับบรรยากาศอยู่เงียบๆที่ชานกระท่อมริมทะเลสาป เพราะเป็นธรรมเนียมของพวกฝรั่งว่าถ้าอินกับบรรยากาศจะนิ่งเงียบไม่พูดจารบกวนกัน พวกเรามาถึงก็เงียบเหมือนกัน แต่เงียบเพราะหมดแรงจะพูด นั่งดื่มอะไรเย็นๆชื่นใจได้ครู่เดียวฝนก็ทำท่าจะครืนๆมาอีกแล้ว เราจึงตัดสินใจออกเดินกลับ โดยที่ยังนึกไม่ออกว่าขามาแรงดีๆยังใช้เวลาตั้งสามชั่วโมงกว่า ขากลับแรงหมดแล้ว มืดแล้วด้วย ฝนก็เริ่มจะไล่ด้วย ชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะมีใครรู้ไหม ลูกชายส่งข่าวสารไปให้พรรคพวกซึ่งคาดว่าตอนนี้คงรออยู่ที่รถ เขาตั้งแอ็พโทรศัพท์ให้คนอื่นค้นหาเราได้หากเราพลัดหลงหรือต้องนอนค้างอ้างแรมอยู่ในป่า แล้วก็ออกเดินเท้าท่ามกลางเสียงเชียร์ของฝรั่งเยอรมันที่ได้เปรียบพวกเราเพราะพวกเขานอนกันที่นี่

     ผมบอกพรรคพวกว่าเราต้องรีบไปให้ถึงกระท่อมกลางทาง เผื่อฝนตกหนักจะได้นอนค้างคืนในกระท่อมได้ จ้ำอ้าวกันมาท่ามกลางฝนปรอยบ้าง หยุดบ้าง แต่ไม่หนัก เพื่อนผู้หญิงซึ่งเป็นนักปั่นจักรยานเดินนำหน้าตัวปลิว เดินกันเกือบสองชั่วโมงก็ออกจากป่ามาถึงรถได้เอาตอนสามทุ่ม ท่ามกลางความโล่งอกของเพื่อนๆในรถซึ่งกำลังซุ่มวางแผนกันว่าถ้าพวกเราไม่โผล่มาจะเอายังไงกันดี เมื่อเช็คยอดครบแล้วเราก็ตีรถยาวเข้าไปนอนในโรงแรมที่พักในตัวเมืองคอร์ตินา (Cortina)

10 กค. 60
เมื่อใดที่หมอกจาง เห็นภูเขารางๆ ก็ต้องรีบถ่ายรูปไว้

     เราตื่นเช้าออกรถขึ้นเขา เพราะภาระกิจของวันนี้จะเป็นวันทำการใหญ่ คือการเดินเส้นทางรอบเขาไตรซีมี (Tre Cime di Lavaredo) ซึ่งจะใช้เวลาถึง หกชั่วโมง เราขับขึ้นเขาไปตามถนน SS48bis เลี้ยวขวาขึ้นเขาไปจอดรถที่หน้าโรงแรมบนเขาชื่อ Rifugio Auronso ซึ่งนักเดินไพรมาจอดรถกันที่นี่เพื่อเริ่มต้นเส้นทางไฮกิ้งนี้ แต่ว่าตอนที่เรามาถึงนั้น อากาศเปลี่ยนกระทันหัน จากร้อนๆแดดๆกลายเป็นหมอกลงและหนาวลงอย่างเฉียบพลัน พวกฝรั่งซึ่งเดิมแต่งตัวกันสั้นๆโป๊ๆเผลอแป๊บเดียวก็เอาชุดสกีกันหนาวมาใส่กันหมด แต่พวกกะเหรี่ยงยังพากันเจ่าอยู่ในรถทำตัวไม่ถูกเพราะมองออกจากรถไปแค่วาเดียวก็ไม่เห็นอะไรแล้วจึงไม่รู้จะทำตัวอย่างไร รออยู่เป็นชั่วโมงหมอกจางลงบ้างพอเห็นอะไรลางๆห่างออกไปสักสิบเมตร พวกฝรั่งเริ่มออกเดินไฮกิ้งกันแล้ว นั่นแหละเราจึงค่อยๆสั่นงั่กๆออกมาจากดักแด้แล้วไปเดินกับเขาบ้าง เดินไปในม่านหมอก นานๆหมอกจากลงก็พอจะเห็นภูเขารางๆก็ต้องรีบถ่ายรูปไว้ ไม่งั้นก็จะมีแต่รูปถ่ายหมอกทั้งวัน เพื่อนบางคนเดินต่อไม่ไหวเราก็ทิ้งไว้กลางสายหมอก แต่ไม่เปลี่ยวเพราะฝรั่งเดินกันครืด
ทะเลสาปมิซูรีนา

     เดินกันมาได้ชั่วโมงกว่าก็มาถึงกระท่อมร้านอาหารกลางทางชื่อกระท่อมลาวาเรโด (Lavaredo) หาอะไรอุ่นๆกินไปพลางหารือกันไปพลาง ว่าหากไม่เปลี่ยนแผนอะไรชีวิตวันนี้คงจะต้องงมโข่งกันอยู่ในหมอกทั้งวันเป็นแน่แท้ ยังไม่นับเพื่อนบางคนที่ถูกทิ้งไว้กลางสายหมอกอีกละ แล้วจึงตกลงกันว่าจบภาระกิจเดินรอบเขาไตรซีมีไว้เพียงแค่นี้ ลงไปเที่ยวข้างล่างที่มองเห็นอะไรบ้างดีกว่า
    เราจึงขับรถลงจากเขาลงมาแวะเดินเล่นรอบทะเลสาปมิซูรินา (lake Misurina) ซึ่งแม้จะอุดมด้วยนักท่องเที่ยวมากไปหน่อยแต่ก็มีอากาศปลอดโปร่งดี มีบ้านพักเด็กสีเหลืองๆเป็นฉากด้านหนึ่ง มีภูเขาไตรซิมีเป็นฉากอีกด้านหนึ่ง เดินเล่นอยู่จนบ่ายคล้อยจึงเดินทางต่อไป
เมืองริมทะเลสาปสีหยก Auronzo di Cadore

     ผมบอกพรรคพวกว่าเมื่อตอนที่เราอยู่บนเขา ผมมองฝ่าม่านหมอกลงมา เห็นทะเลสาปสีหยกและมีเมืองเล็กๆตั้งอยู่ที่ริบขอบ ผมอยากจะไปดูเมืองนั้น เปิดแผนที่ดูแล้วน่าจะเป็นเมืองออรอนโซ ได คาดัวร์ จึงพากันขับรถไปดู ขับไปบนถนน SS48 แวะกินข้าวเย็นที่ตำบลเล็กๆข้างทาง แล้วขับต่อไปจนถึงเมืองริมบึงสีหยก ลงเดินเล่นและถ่ายรูปกันอยู่จนพอใจแล้วจึงออกเดินทางต่่อไป

     คราวนี้เราเดินหน้าไปตามถนนเดิม แล้วเลี้ยวซ้ายหักศอกลงถนน SP619 ซึ่งคดเคี้ยวดุจเกลียวสว่าน ตรงนี้เป็นถนนอันตรายของอิตาลี เราเข้าสู่หมู่บ้านคลาสสิกชื่อ Sauris di sopra
นอนเล่นที่ระเบียงบ้านไม้โบราณที่เซารีส์ อ้า..ช่างสุขสงบดีจริง
เป็นหมู่บ้านที่สงวนบ้านไม้ไว้ในสภาพดีที่สุด เป็นเมืองลับแล ยากที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะบากบั่นมา คนที่มาเที่ยวที่หมู่บ้านนี้จึงมีแต่คนอิตาลีที่ประสงค์จะมารื้อฟื้นกำพืดของตัวเอง เป็นหมู่บ้านที่เงียบเชียบ แค่เราส่งเสียงโบกรถพยายามเอารถเลี้ยวขึ้นไปลงกระเป๋าหน้าโรงแรม ผู้คนก็แทบจะออกจากบ้านมาดูเรากันทั้งหมู่บ้าน

      เราเข้าพักในบ้านพักซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมดัดแปลงมาจากบ้านไม้เก่าแก่ที่สุดของประเทศอิตาลีชื่อ  Albergo Diffuso Sauris กะจะนอนฟื้นตัวอยู่ที่นี่สองคืน วันนี้เราเข้าที่พักได้เร็ว มีเวลากางเตียงผ้าใบนอกระเบียงไม้ นอนเอ้เตจิบกาแฟดูชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ ปลูกผักเก็บผักที่หน้าบ้านบ้าง ผู้ชายก็ทำงานไม้ทำงานฝีมือบ้าง หลายคนมองเห็นผมแล้วโบกมือร้องทักเป็นภาษาซึ่งผมฟังไม่เข้าใจ แต่ก็โต้ตอบกันได้โดยใช้ภาษาใบ้ประกอบ นอนเล่นเพลินจนเผลอหลับไป มาสะดุ้งตื่นด้วยเสียงรถอีแต๋นขนส่งฟืนของชาวไร่เสียงดังลั่นคับหมู่บ้าน ซึ่งก็พอดีเป็นเวลาตกค่ำ พลพรรคช่วยกันทำอาหารเย็นแบบง่ายๆมากินด้วยกันที่ระเบียง

บ้านเรือนแบบคลาสสิกของเซารีส์ ต้องมีราวรอบไว้ตากพืชผ
     บ้านเรือนในหมู่บ้านเซารีส์นี้เกือบทั้งหมดเป็นบ้านไม้เก่ารูปทรงคล้ายยุ้งข้าวที่ถูกสงวนไว้อย่างดี เป็นสถาปัตยกรรมแบบตามความจำเป็นของท้องถิ่น (Vernacular architecture) มีเอกลักษณ์คือชั้นบนมีระเบียงไม้โดยรอบ โดยที่ราวของระเบียงนี้จะตีเป็นระแนงห่างๆสูงจากพื้นจรดเพดานเพื่อเอาไว้ตากพืชผลทางเกษตร เข้าใจว่าฝนที่นี่คงจะตกบ่อยเสียจนการตากในไร่ทำได้ยาก

11 กค. 60

     วันนี้นอนตื่นสายเพื่อพักฟื้นจากการไฮกิ้งหลายวันติดๆกัน พอสายได้ที่แล้วก็พากันขึ้นรถเพื่อไปเดินไฮกิ้งที่ตำบลคาซีรา รอสโซ (Casera Rosso) ต้องขับรถผ่านถนนอันตรายแบบขดเป็นเกลียวขึ้นไป แล้วไปเดินไฮกิ้งบนทุ่งหญ้าซึ่งมองเห็นภูเขาสวยกว้างไกล แวะถ่ายรูปที่กระท่อมร้างโกโรโกโสไว้เป็นที่ระลึกด้วย
กระท่อมร้างที่ทุ่งหญ้าคาซีนารอสโซ

     กลับจากเดินไฮกิ้งเราแวะที่ตำบล La Maina เพือเยี่ยมชมและซื้อของในไร่สตรอเบอรี่ชื่อ Azienda Agricola Domini Albert  ซื้อสตรอเบอรี่หวานฉ่ำมาตุนไว้ แวะซื้อขาหมูดังยี่ห้อวูลฟ์ (Prosciuttificio Wolf) ตามความต้องการของเพื่อนผู้นิยมขาหมู แล้วกลับมาหมู่บ้านเซารีส์ที่เราพักอยู่ เดินเล่นลงเขาไปดูโบสถ์ของหมู่บ้าน ดูพิพิธภัณฑ์ความเป็นมาของชีวิตผู้คนที่นี่ในอดีตซึ่งทั้งชีวิตดูจะวุ่นวายอยู่กับการทำไร่ ปลูกบ้าน และทอผ้า เราจบวันนี้ด้วยการดื่มกินอาหารเย็นบนระเบียงบ้านไม้ซึ่งเป็นโรงแรมที่พัก

12 กค. 60
ฺBasilica of St Anthony ถ่ายจากด้านหลัง

     เช้าวันนี้เราหารือกันว่าจะเดินทางไปทัสคานีด้วยการย้อนกลับไปทางเมืองคอร์ตินาหรือเดินหน้าขึ้นเขาลงห้วยไปทางเมืองแอมเปโซดี หมอแขกผู้ชอบลุยยุให้เดินหน้าต่อไป ทุกคนตกลง เป้าหมายวันนี้ทั้งวันเป็นการขับทางไกลโดยจะไปให้ถึงฟาร์มกลางทางก่อนค่ำ แต่เมื่อขับมาจริงๆแล้วก็อดแวะนั่นแวะนี่ไม่ได้ คือแวะเดินดูป้อมโรมันโบราณที่ตำบลโอซอปโป (Osoppo) แล้วแวะเข้าไปในเมืองปาดัว (Padau) เพื่อดูวิหารดัง Basilica of St Anthony และชมสวนพฤษศาสตร์โบราณมีชื่อของเมืองนี้ ก่อนจะเข้าพักที่ฟาร์มกลางทางที่ตำบล Grumolo delle Abbadesse ชื่อฟาร์ม Agriturismo La Risarona

     บ้านพักในฟาร์มแห่งนี้เป็นบ้านไม้หลังใหญ่มีสามชั้น เพื่อนที่ถูกแยกไปนอนชั้นสองเพียงห้องเดียวเล่าว่าตอนดึกตีหนึ่งตีสองมีเสียงคนเดินๆลากๆอะไรอยู่ข้างบนไม่หยุดหย่อน เธอกลัวผีจนนอนไม่หลับ ต้องชวนเพื่อนอีกคนกินยานอนหลับกันคนละเม็ด ผมบอกเธอว่าบ้านไม้ในเมืองหนาวมันมักจะมีเสียงแบบนี้แหละเพราะไม้มันหดตัวขยายตัวเวลาอากาศเปลี่ยน สมัยผมทำงานอยู่เมืองนอกเพื่อนที่มานอนค้างที่บ้านผมตกใจกลัวว่าเพราะเข้าใจผิดแบบเดียวกันว่ามีคนอยู่ข้างบนเพดานบ้านทั้งๆที่เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว

13 กค. 60
ตำบลอัศวิน Montefioralle 

     วันนี้เราขับมุ่งลงใต้ไปทัสคานี่ เริ่มต้นการเที่ยวชมเมืองในทุ่งทัสคานี โดยการแวะกินข้าวกลางวันที่เมือง Greve in Chianti กินข้าว แล้วขับต่อไปเพื่อชมตำบลของอัศวินชื่อ Montefioralle อันเป็นตำบลเล็กสมัยกลาง ที่มีถนนแคบขดเป็นก้นหอย
San Gimignano เมืองที่เศรษฐีสมัยกลางแข่งกันสร้างบ้านสูง

     แล้วขับไปชมเมือง San Gimignano อันเป็นเมืองสมัยกลางที่มีเอกลักษณ์ตรงที่มีหอคอยมากที่สุดเหมือนกับกรุงเทพมีตึกสูง แต่ว่าหอคอยในสมัยกลางนี้ความจริงเป็นบ้านสำหรับคนอยู่ ความที่พวกเศรษฐีมีเงินเขาแข่งกันเรื่องการสร้างบ้านให้สูง จึงกลายเป็นหอคอยไป ทั้งเมืองมีหลายสิบหอคอย ที่เหลือดีๆอยู่ก็นับได้เป็นสิบ

     แต่คนไทยรู้จักเมืองนี้ในฐานะที่มีไอติมอร่อย พอจอดรถได้ เดินเข้าประตูเมือง เข้าตรอก ขึ้นเขาไปได้พอเหนื่อย ก็เห็นมีคนยืนคิวที่ร้านไอติมเล็กๆร้านหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งถลาไปเข้าคิว อีกคนก็ร้องทักท้วงว่า

     "ร้านอร่อยอยู่ที่จตุรัสกลางเมือง ชื่อร้าน Gelateria dondori ไม่ใช่ร้านนี้"

    แต่อีกคนซึ่งเหนื่อยจากการเดินขึ้นเนินได้ที่แล้วตอบว่า

     "ฉันจะกินตรงนี้แหละ ฉันว่าร้านนี้ทำเลดีกว่า"

      เดินเล่นชมเมืองอยู่จนค่ำ แล้วเดินทางด้วยรถยนต์ต่อไปยังเมืองเซซินา (Cecina) เพื่อเข้าพักในโรงแรมซึ่งเคยเป็นโรงบ่มใบยาสูบเก่าชายทุ่งชื่อ Casone Ugolino เราจะปักหลักพักที่นี่สองคืนเพื่อขับรถเที่ยวให้ทั่วทุ่งทัสคานี
โรงแรมที่เป็นโรงบ่มเก่าชายทุ่ง

     แม่บ้านที่โรงแรมนี้เป็นคนรัสเซีย ไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย เวลาเธอจะสอนผมให้ปรับสวิสต์แอร์ ถ้าเธอจะบอกว่ากรณีอุณหภูมิต่ำเกินไป เธอใช้วิธีทำตั่วหนาวสั่นเป็นลูกนก พอเห็นผมพยักหน้าเธอก็แสดงวิธีปรับเพิ่มอุณหภูมิ กรณีอุณหภูมิสูงเกินไป เธอทำท่าปลดกระดุมเสื้อแล้วเอามือพัดตัวเองและเป่าปาก เธอเห็นผมอึ้งไม่พยักหน้าคงคิดว่าผมไม่เข้าใจจึงปลดกระดูมเสื้อจริงๆออกไปเม็ดหนึ่งแล้วเขย่าเสื้อไล่ลม ผมรีบพยักหน้าเข้าใจและกลั้นหัวเราะขำตัวเองไว้ ท่านผู้อ่านจะเข้าใจผมมากขึ้น หากผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเธออายุราว 70 ปีแล้ว

14 กค. 60
โบสถ์คลาสสิกกลางทุ่งทัสคานี

     วันนี้เราขับรถออกแต่เพื่อเช้าขับรถเที่ยวไปตามย่านทัสคานี ขับวกวนไปตามทุ่งและเนินเขา เพื่อไปตั้งต้นเที่ยวที่โบสถ์คลาสสิกขนาดเล็กกลางทุ่งชื่อ Abbazia di Sant’s Antimo ที่ตำบล Montalcino โบสถ์นี่มีความขลังตรงความเรียบง่ายและทำเลที่เป็นชนบท คนมาขับรถเที่ยวทัสคานีไม่มีใครไม่แวะถ่ายรูปโบสถ์นี้
    แล้วขับไปดูบรรหารบุรี หมายถึงเมืองเปียนซา (Pienza) ผมเรียกว่าบรรหารบุรีก็เพราะเมืองนี้เกิดจากชาวเมืองคนหนึ่งชื่อเพียซ ไปได้ดิบได้ดีเป็นโป๊บ จึงอัดฉีดงบมาสร้างบ้านเกิดของตัวเองจนกลายเป็นเมืองสมัยกลายต่อยุคเรอนาซองที่เล็กๆและน่ารัก เป็นจุดแวะของแทบทุกคนที่มาเที่ยวทัสคานี

     เราขับรถหลงทางบ้าง ตั้งใจบ้าง ไปตามเนินเขาและชายทุ่ง บางคราวก็มุดลงถนนฝุ่นของชาวไร่ ทั่วทั้งท้องทุ่งเป็นสีเหลืองทองของกอฟางหลังการเก็บเกี่ยว ชาวไร่อัดหญ้าแห้งม้วนทิ้งไว้กลางทุ่งอยู่ทั่วไป อากาศหน้าร้อนที่นี่ร้อนจริงๆ ผมพยายามหาถนนซิกแซกที่มีต้นสนไซเปรสปลูกอยู่สองข้างแบบที่เห็นตามโปสเตอร์ พากันขับหาอยู่นานจึงพบ หน้าร้อนอย่างนี้มันไม่ได้สวยอย่างในโปสเตอร์ แต่ก็ให้ความรู้สึกจริงจังไปอีกแบบ ผมถ่ายรูปมาให้ดูด้วย

   เราขับรถเที่ยวทุ่งที่ร้อนกันจนอ่อนล้า ก็ได้เวลาจะขับไปเล่นน้ำตกร้อน หมายถึงว่าเป็นน้ำร้อนจากใต้ดิน พุขึ้นมาแล้วไหลตามโขดหินลงมาเป็นน้ำตก ผมถามลูกทัวร์ว่า

     "เอาชุดอาบน้ำมาด้วยหรือเปล่า" ก็ได้รับคำตอบว่า

     "เปล่า ทิ้งไว้ที่โรงแรม"

     "ทำไมละ ก็เขียนไว้ในโปรแกรมแล้วไงว่าจะใช้วันนี้" ก็ได้รับคำตอบว่า
น้ำตกร้อน cascate del mulino

     "ฉันลืม แล้วตัวเองละ เอามาหรือเปล่า" ผมตอบว่า

     "เปล่า ลืมเหมือนกัน หิ หิ"

    จบข่าวทัวร์ท่องเที่ยวของคนรุ่นหกสิบอัพ

     เราขับลงมาทางตอนใต้ของทุ่งทัสคานี ผ่านเมืองเก่าสมัยกลางชื่อ Sovana และอีกเมืองหนึ่งซึ่งน่ารักพอกันชื่อ Saturnia แล้วจึงเข้าที่จอดรถของน้ำตกร้อน cascate del mulino ผู้คนมาอาบน้ำตกกันแยะมาก ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น เพราะนักท่องเที่ยวน้อยคนนักที่จะรู้ว่าทัสคานีมีน้ำตกร้อนด้วย ขึ้นชื่อว่าเป็นคนท้องถิ่นก็ย่อมจะต้องหลบหลีกการเสียค่าบริการที่ตั้งไว้สำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จึงผลัดผ้ากันในลานจอดรถนี่แหละ ประหยัดค่าใช้ห้องล็อกเกอร์ของเทศบาล บรรยากาศเป็นอย่างไรพิจารณาเอาได้จากเสียงร้องของหมอแขกว่า..

     "เฮ้ย.. สันต์ หันหลังกลับไปดูหน่อย มองทะลุกระจกรถดำไป โอ้โฮ นี่มันของจริงๆแท้ๆเลยนะเนี่ย ไทย-เดนมารค์ ของแท้"

     ผมหันไปมองตามแล้วก็อมยิ้ม นึกอนุมัติในใจว่าคำพูดของหมอแขกถูกต้องตรงตามความเป็นจริงทุกประการ แล้วก็มีเสียงแม่บ้านสมองช้าคนหนึ่งถามว่า

     "อะไรกันวะ ไทย-เดนมาร์ค" แล้วก็มีเสียงแม่บ้านสมองไวอีกคนหนึ่งตอบให้ทันทีว่า

     "ก็นมจากเต้าไง้" พวกเราหัวเราะกันพักใหญ่ ผมจึงร้องเพลงโฆษณาไทย-เดนมาร์ค ฉบับจริงให้ฟังว้่า
ไร่องุ่นบนหน้าผาริมทะเลทัสแคน

     "อย่า.. อย่าทำนมหกซิจะ เสียดาย
     เพราะเป็นนมจากไทย-เดนมาร์ค
     นมดีจากฟาร์มกว้าง อุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง..

     (แล้วทำเสียงเข้มว่า)

     ไทย-เดนมาร์ค นมจากเต้า เรามีฟาร์ม

      ตะแล้นแต๊นแต้น..น.."

     เสร็จจากเที่ยวชมวิวและเอาเท้าแช่น้ำตกร้อนแล้ว เราก็พากับขับรถกลับโรงบ่มใบยาสูบเก่าอันเป็นที่พัก

15 กค. 60

     วันนี้เราอำลาทัสคานี ขับรถเลียบชายทะเลขึ้นเหนือ แวะเที่ยวเมืองเก่าอีกเมืองหนึ่งชื่อเมือง Lucca ซึ่งเป็นเมืองเก่าที่มีชื่อเสียงแต่ว่าเราก็ชมเมืองเก่ากันเสียจนเบื่อแล้ว จากนั้นพากันขับต่อไปยังที่พักริมทะเล
ตะวันตกที่บ้านพักในไร่องุ่นริมทะเล
ซึ่งในความเป็นจริงคือการขับรถขึ้นเขา ถนนแคบเลาะปากเหว สไตล์อิตาลีแท้ ขึ้นมาถึงระดับหนึ่งก็กลายเป็นถนนลูกรังที่ทั้งมุดป่าทั้งแคบ และทั้งหักศอกวกวน ผู้โดยสารผู้หญิงเริ่มส่งเสียงประท้วงการจัดการที่พักว่าทำไมต้องมาพักในที่ลำบากลำบนอย่างนี้ด้วย เมื่อไปถึงที่หมายก็พบว่ามันเป็นบ้านสีเหลืองตั้งโด่อยู่ในไร่องุ่นบนหน้าผาสูงริมทะเลทัสแคนซึ่งมีน้ำสีน้ำเงินเข้ม เมื่อเข้าที่พักแล้วผมไปเดินเล่นอย่างเพลิดเพลินในไร่องุ่น ตัวไร่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาดีนัก แต่วิวโดยรอบสวยมาก

     แต่ว่าเรามาถึงเอาเกือบสามทุ่มโดยที่ยังไม่ได้กินอะไรกันมาเลย ทุกคนลงมติเป็นเอกฉันว่าจะไม่ขับรถออกไปหาอะไรกินเพราะยังขนลุกและเหนื่อยจากการเดินทางขึ้นเขาไม่หาย
ที่นอนเล่นดูวิวหน้าบ้าน

     "คุณไม่ได้เป็นคนขับสักหน่อยคุณจะเหนื่อยอะไร"

     "ฉันก็เหนื่อยจากการเหยียบเบรคนี่แหละ รถจะพุ่งลงเหวที่ฉันก็เผลอเหยียบเบรคตัวโก่งที"
เมืองเวอร์นาซซา มองลงไปขณะไฮกิ้งบนหน้าผาตอนเช้าตรู่

     สรุปว่าคืนนี้กินอะไรกันไปตามมีตามเกิด ซึ่งก็อิ่มได้เหมือนกัน รุ่งเช้าผมชวนคนอื่นไปเดินไฮกิ้ง มีคนยอมไปด้วยสองคน เราเดินเลียบหน้าผาริมทะเลลงไป มองลงไปข้างล่างเห็นเมืองเวอร์นาซซา (Vernazza) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆริมทะเลสวยงามมาก

     การเดินทางยังต้องมีต่อไปอีกหลายวัน แต่ผมเขียนบันทึกนี้มานานพอควรแล้ว เห็นจะต้องจบการเล่าเรื่องเที่ยวครั้งนี้ไว้เพียงเท่านี้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

29 มิถุนายน 2560

หลักฐานวิทยาศาสตร์ล่าสุดเรื่องเบาหวานประเภทที่ 1 (type1 diabetes)

เรียน อจ หมอสันต์ค่ะ

ดิฉันขอรบกวนเวลาอจ อีกครั้งนะคะ  มีเรื่องที่จะขอปรึกษาค่ะ เรื่องเบาหวานชนิดที่1 อจ หมอมีอะไรจะแนะนำเรื่องการพัฒนาในการ รักษาโรคเบาหวานชนิดที่  1 บ้างมั้ยค่ะ ขอรบกวน อจ หมอแนะนำแนวทางให้ด้วย

...............................................

ตอบครับ

     ก่อนตอบจม.ฉบับนี้ ผมขอประกาศให้แฟนบล็อกทราบว่าผมจะงดตอบจดหมายไป 1 เดือน เพื่อจะไปขับรถเที่ยวและเดินเขา (trekking) ที่ทางตอนเหนือของอิตาลี จดหมายฉบับนี้จะเป็นฉบับสุดท้ายที่ผมจะตอบรอบนี้ เนื่องจากผมยังไม่เคยตอบเรื่องเบาหวานประเภทที่1.มาก่อน จึงถือโอกาสตอบรวบยอดในวันนี้เสียเลย

     1. ถามว่าเบาหวานประเภทที่ 1 ต่างจากประเภทที่ 2 อย่างไร ตอบว่าต่างกันตรงที่

     เบาหวานประเภทที่ 1 เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินสุลิน ทำให้ไม่มีอะไรไปกระตุ้นให้เซลรับเอาน้ำตาลเข้าไปในเซล เปรียบเหมือนจะเปิดประตูเอาน้ำตาลเข้าไปส่งให้ในห้อง แต่ดันลืมเอากุญแจมา ก็เปิดเข้าห้องไม่ได้ เพราะอินสุลินเปรียบเหมือนกุญแจไขเข้าห้อง เมื่อไม่มีกุญแจไข น้ำตาลจึงค้างอยู่ในกระแสเลือดเข้าไปในเซลไม่ได้ (insulin deficiency)

     เบาหวานประเภทที่ 2 เกิดจากเซลร่างกายดื้อด้านไม่ฟังคำสั่งของอินสุลิน เปรียบเหมือนจะเปิดประตูเข้าห้อง กุญแจก็มี แต่ไขเข้าห้องไม่ได้เพราะคนในห้องลงกลอนไว้ไม่ยอมให้เข้า สาเหตุที่เซลร่างกายดื้อด้านต่อคำสั่งของอินสุลินนั้นเป็นเพราะก่อนหน้านั้นเมื่อร่างกายมีไขมันเหลือใช้แยะจึงอาศัยอินสุลินสั่งให้เซลซึ่งส่วนใหญ่เป็นเซลกล้ามเนื้อรับเอาไขมันเข้าไปเก็บไว้ พอเก็บไว้มากเข้าๆเซลส่วนหนึ่งก็แตกและส่งขาวสารให้เซลอื่นๆพากันประท้วงไม่ฟังคำสั่งของอินสุลิน (insulin resistance)

     2. ถามว่าทำไมร่างกายจึงขาดอินสุลิน ตอบว่าความรู้แพทย์แต่เดิมเชื่อว่าเป็นเพราะมีพันธุกรรมเอื้อให้เกิดภูมิคุ้มกันตัวเองทำลายตับอ่อนของตัวเองมาตั้งแต่เกิดแล้ว  จนเมื่อเติบโตมาได้ระดับหนึ่งแล้วเผอิญมีอะไรสักอย่างไปแหย่ (trigger) ให้ภูมิคุ้มกันของตัวเองเฮโลทำลายตับอ่อนของตัวเองขึ้น จนกลุ่มเซลตับอ่อนที่ผลิตอินสุลิน (beta cell) ตายเกลี้ยง จึงเป็นโรคนี้ขึ้น แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเชื่อ หลักฐานวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้ยังแกว่งๆอยู่สรุปอะไรชัดๆยังไม่ได้ ข้อมูลเชิงระบาดวิทยาที่ว่าโรคนี้เพิ่มจำนวนขึ้นปีละ 3% และคนกลุ่มที่ย้ายประเทศอยู่ก็จะมีอุบัติการณ์เป็นเบาหวานประเภทที่ 1 เหมือนคนในประเทศใหม่ที่ย้ายไปอยู่ ซึ่งขัดกับลักษณะของโรคทางพันธุกรรม ข้อมูลใหม่ๆพบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่สัมพันธ์กับเบาหวานประเภทที่1 โดยไม่เกี่ยวกับเรื่องพันธุกรรม เช่น
     (1) อาหาร (เช่น นมวัว และกลูเตนในแป้งสาลี)
     (2) สารพิษ (เช่น เอ็นไนโตรโซคอมปาวด์จากเนื้อสัตว์โดยเฉพาะไส้กรอก เบคอน แฮม)
     (3) ความเครียด
     (4) การติดเชื้อไวรัส (เช่น coxsackie virus)
     (5) สัดส่วนของบักเตรีชนิดต่างๆในลำไส้

     สรุปว่ากลไกโรคเบาหวานประเภทที่1 จริงๆแล้วเป็นอย่างไรยังไม่รู้ รู้แต่ว่ามีภูมิคุ้มกันชนิดทำลายตัวเอง (autoantibody) เกิดขึ้นในร่างกายร่วมกับมีการอักเสบขึ้นที่เซลตับอ่อน ร่วมกับมีปัจจัยพบร่วมโน่นนี่นั่น แพทย์รู้แค่นี้แหละ

     3. ถามว่าหลักการรักษาเบาหวานประเภทที่ 1 มีอย่างไรบ้าง ตอบว่าเมื่อไม่รู้กลไก ก็ยังไม่มีวิธีรักษาให้หาย แต่พอจะรู้วิธีชลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้บ้าง หลักในการรักษาโรคนี้แบบคลาสสิกล่าสุดตามแนวปฏิบัติของสมาคมเบาหวานอเมริกัน (ADA 2017 guidelines) คือ

     3.1 คุมระดับน้ำตาลให้เข้มงวด คือให้น้ำตาลสะสมไม่เกิน 7.0% เข้าไว้ ยกเว้นคนที่เป็นน้ำตาลในเลือดต่ำ (ไฮโป)อาจยอมให้ไม่เกิน 8% ทั้งนี้เพราะงานวิจัยชื่อ DCCT trial ควบคู่กับงานวิจัย EDIC study พบว่าคนเป็นเบาหวานประเภทที่ 1 หากคุมน้ำตาลในเลือดเข้มงวดแล้วในระยะยาวอัตราการเกิดภาวแทรกซ้อนทั้งทางตา ไต หัวใจ ตีน จะต่ำลง

    3.2 การบริหารตัวเอง  (self management) ต้องเรียนวิธีตรวจน้ำตาลในเลือดวันละ 2-4 ครั้งและจดบันทึกแล้วปรับขนาดยาอินสุลินตามด้วยตัวเอง นอกจากนี้เมื่อใดที่มีอาการที่ชวนให้สงสัยว่าคีโตนคั่งในเลือดเช่น ตัวเย็น เป็นหวัด ป่วย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปัสสาวะบ่อย น้ำตาลขึ้นสูงปรี๊ดผิดปกติ ก็ต้องหาหมอทันที (ผมเคยเขียนเรื่องกลไกการเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตนคั่งไปแล้ว ลองหาอ่านได้ที่ http://visitdrsant.blogspot.com/2017/05/ketoacidosis.html 

     ส่วนการใช้เครื่องติดตามกลูโคสต่อเนื่อง (Continuous glucose monitors -CGM) ถ้าไม่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำซ้ำซากผมไม่แนะนำให้ใช้ เพราะระดับน้ำตาลที่เครื่องวัดเอาที่ผิวหนังไม่ตรงและเปลี่ยนแปลงช้ากว่าน้ำตาลในเลือด มักทำให้ผู้ป่วยฉีดยามากเกินไปเพราะฉีดแล้วน้ำตาลไม่ลงสักที

     ยังมีอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งเรียกว่าตับอ่อนเทียม (artificial pancreas) ซึ่งเอาเครืื่องติดตามน้ำตาลต่อเนื่องมาพ่วงกับเครื่องฉีดยาอัตโนมัติ (Medtronic's MiniMed 670G) อันนี้ผมเข้าใจว่าในเมืองไทยยังไม่มีใครเอาเข้ามาใช้ ถ้ามีแล้วผมก็ยังแนะนำว่าอย่าเพิ่งซื้อใช้เพราะคนไข้ต้องมาวุ่นวายขายปลาช่อนกับการลงบันทึกอาหารให้แคลอรี่ที่กินแต่ละมื้อให้เครื่องรู้ล่วงหน้ามื้อต่อมื้อ แล้วชาติไทยเนี่ยไม่ใช่นักบันทึกนะครับ

     3.3 การใช้อินสุลิน สมัยนี้ควรใช้อินสุลินชนิดของคน (recombinant human insulin) ไม่ควรใช้ของวัวของหมูแล้ว มันมีแบบ
     กลุ่มออกฤทธิ์เร็วมาก (rapid acting) เช่น lispro ออกฤทธิ์ใน 5-10 นาที ฤทธิ์สูงสุดเมื่อ 45-75 นาที คงฤทธิ์นาน 2-4 ชม. แบบที่ใช้สูดดมเอาก็มีนะ (Afrezza) ได้ผลสูสีกับแบบฉีด
     กลุ่มออกฤทธิ์สั้นมาก (short acting) เช่น regular insulin (RI) ออกฤทธิ์ในครึ่งชม. ฤทธิ์สูงสุดเมื่อ 2.5-5 ชม. คงฤทธิ์นาน 4-12 ชม.
     กลุ่มออกฤทธิ์ปานกลาง (intermediate acting) เช่น NPH ออกฤทธิ์ใน 1-2 ชม. ฤทธิ์สูงสุดเมื่อ 4-12 ชม. คงฤทธิ์นาน 14-24 ชม.
     กลุ่มออกฤทธิ์ยาว (long acting) เช่น glargine คงฤทธิ์ได้นานเกิน 24 ชม.
    กลุ่มออกฤทธิ์ยาวมาก (ultra long acting) เช่น degludec คงฤทธิ์ได้นานถึง 42 ชม.

     ปกติแผนการให้จะฉีดกลุ่มออกฤทธิ์ยาวหรือยาวมากปูพรมไว้เป็นประจำ แล้วฉีดพวกออกฤทธิ์สั้นก่อนอาหารโดยคำนึงถึงอาหารที่กินและน้ำตาลในเลือดก่อนหน้านั้น เช่นหากจะลดน้ำตาลจาก 200 ลงมาเหลือ 100 ก็ให้เพิ่มยา RI ขึ้นไปอีกโด้สละ 2 หน่วย เป็นต้น รายละเอียดเหล่านี้ใหม่ๆหมอหรือพยาบาลที่คลินิกเขาจะสอน นานไปก็ทำเองได้

     3.4 การจัดการน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งจะเกิดไม่จากเหตุใดก็เหตุหนึ่งในสามเหตุนี้คือ
(1) เปลี่ยนโด้สอินสุลินมากไป
(2) กินอาหารน้อยไปหรือลืมกิน
(3) ออกกำลังกายมากกว่าปกติ

     อาการของน้ำตาลในเลือดต่ำคือหัวเบา วิงเวียน สับสน หวิวๆ เหงื่อแตก ปวดหัว เมื่อเกิดขึ้นต้องรีบหาอะไรหวานๆกินทันที ต้องพกลูกอมหวานๆติดกระเป๋าไว้ด้วย ในภาวะฉุกเฉินอาจฉีดกลูคากอนทันที (มีเข็มฉีดสำเร็จรูปแบบฉุกเฉินขาย) การปล่อยให้น้ำตาลต่ำบ่อยๆไม่ดีเพราะทำให้สมองเสื่อมได้

     3.4 การจัดการน้ำตาลในเลือดสูง มันมีอยู่สองแบบนะ แบบสูงปรี๊ดแล้วช็อก (hyperosmolar hyperglycemic state HHS) กับแบบเลือดเป็นกรดเพราะคีโตนคั่ง (diabetic ketoacidosis - DKA) ซึ่งก็ทำให้ช็อกได้เหมือนกัน ปกติไตจะรับมือกับน้ำตาลในเลือดได้ไม่เกิน 240 มก./ดล. ถ้าน้ำตาลสูงกว่านั้นก็มักจะดูดเอาน้ำออกมาจากร่างกายทำให้ช็อกได้ ถ้าเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งในทั้งสองนี้ต้องเข้ารพ.เพื่อตั้งลำใหม่ลูกเดียว

     เป็นธรรมชาติของโรคนี้ที่น้ำตาลมักสูงในตอนเช้า (Dawn phenomenon) แต่บางครั้งน้ำตาลสูงตอนเช้าเพราะเป็นผลจากระบบร่างกายชดเชยการเกิดน้ำตาลต่ำเมื่อคืนที่ผ่านมา (Somogyi phenomena) ซึ่งจะรู้ว่าเป็นอะไรก็ต้องเช็คน้ำตาลตอนตี2-4 ดู หากเป็น Dawn ก็เพิ่มโด้สอินสุลินแบบออกฤทธิ์ปานกลางตอนก่อนนอน

     3.5. การจัดการด้านโภชนาการ  มีประเด็นหลัก คือ

(1) เวลากิน ต้องกินตรงเวลาซึ่งจัดไว้สัมพันธ์กับการฉีดยาดีแล้ว
(2) ปริมาณที่กิน ต้องไม่กินมากเกินไป แต่กินบ่อย
(3) ความถี่ของมื้อ จัดตามระดับน้ำตาลที่วัดได้ กรณีน้ำตาลต่่ำระหว่างมื้ออาจจะต้องกินของว่างแทรกระหว่างมื้อ
(4) ส่วนประกอบของอาหาร ซึ่งมีหลักว่าไม่ว่าจะกินพืชหรือสัตว์ก็ต้องได้โปรตีนวันละไม่ต่ำกว่า 0.9 กรัม/กก. ยกเว้นกรณีเป็นโรคไตต้องลดโปรตีนลง ต้องกินไขมันให้น้อย คือเบรกไม่ให้ได้แคลอรี่จากไขมันเกิน 30% ของแคลอรี่ทั้งหมด (ทั้งนี้อย่าลืมว่าไขมันให้แคลอรี่มากกว่าแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตถึงสองเท่านะ) ต้องกินกากเช่นผักผลไม้ต่างๆแยะๆ ไม่กินอาหารสกัดจนเหลือแต่แคลอรี่เช่นน้ำตาล และควรหลีกเลี่ยงน้ำมันผัดทอดอาหาร หันไปกินอาหารไขมันที่อยู่ในอาหารตามธรรมชาติเช่นถั่วต่างๆเป็นต้น
(5) การกระจายแคลอรี่ไปแต่ละมื้อ ซึ่งมีหลักว่าเช้า 20% กลางวัน 35% เย็น 30% ค่ำ 15% เป็นต้น

     นอกจากคำแนะนำโภชนาการของ ADA แล้ว ข้อมูลที่เป็นประโยชน์คือมีงานวิจัยสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ว่าการกินอาหารพืชแบบไขมันต่ำโดยงดอาหารเนื้อสัตว์สิ้นเชิงทำให้ผู้ป่วยสามารถเลิกยาเบาหวานทั้งยาฉีดยากินได้มากกว่าผู้กินเนื้อสัตว์ถึงเท่าตัว คือเลิกยาได้ถึง 46% ในเวลา 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานวิจัยลักษณะนี้ในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 เมื่อประกอบกับผลวิจัยจำนวนมากที่ระบุว่าสารเอ็นไนโตรโซคอมปาวด์ที่ได้จากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะไส้กรอก เบคอนแฮม สัมพันธ์กับการเป็นเบาหวานประเภทที่1 มากขึ้นด้วย การกินเนื้อสัตว์ให้น้อยที่สุดหรือไม่กินเลยย่อมเป็นการดี นอกจากเนื้อสัตว์แล้ว นมวัวก็ควรลดละเลิกไปเสียเพราะงานวิจัยเชิงระบาดวิทยาสรุปได้ความว่านมวัวสัมพันธ์กับการเป็นเบาหวานประเภทที่1 มากขึ้น

     3.6. การออกกำลังกาย ผู้ป่วยโรคนี้ต้องออกกำลังกายให้ได้ระดับมาตรฐาน กล่าวคือต้องออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้ถึงระดับหนักพอควร (หอบจนร้องเพลงไม่ได้) วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ควบกับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออีกสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และห้ามนั่งอยู่กับที่นานเกิน 90 นาที ก่อนเริ่มการออกกำลังกายครั้งแรกควรลดขนาดของอินสุลินลง 10-20% หรือเพิ่มอาหารว่างขึ้นเพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำจากการออกกำลังกาย และต้องดื่มน้ำให้มากเพียงพอต่่อการออกกำลังกายเพื่อป้องกันการช็อกจากการขาดน้ำที่อาจเกิดขึ้นร่วมกับการขาดน้ำจากโรคเบาหวานเอง

      3.7 การจัดการภาวะแทรกซ้อน

    (1) การติดเชื้อ เบาหวานทำให้ติดเชื้อง่าย หายยาก ที่พบบ่อยเช่น หูอักเสบรุนแรง ติดเชื้อทางเดินลมหายใจ ติดเชื้อในกระแสเลือด ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ติดเชื้อตามผิวหนัง ติดเชื้อที่กระดูก หากสงสัยว่าจะติดเชื้อ ต้องหาหมอทันที
     (2) เบาหวานลงจอประสาทตา (proliferative retinopathy) เมื่อมีอาการเห็นอะไรลอยไปมา หรือเห็นแสงไฟแว่บๆ หรือตามัว หรือตามืด ต้องรีบหาหมอตา
     (3) เบาหวานลงไต (Diabetic nephropathy) ต้องถนอมไตอย่างที่สุด ไม่กินยาที่เป็นพิษต่อไต เช่นยาแก้ปวดแก้อักเสบข้อ ยาลดกรดในกระเพาะ (omeprazol) ยาปฏิชีวนะบางชนิด และควรหลีกเลี่ยงการฉีดสีเพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างถึงที่สุด และควรตรวจเลือดดูการทำงานของ(GFR)ไตทุกปี
     (4) ประสาทเสียการทำงานจากเบาหวาน (diabetic neuropathy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสียการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่นความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าร่าง ท้องอืด ปัสสาวะยาก หากเกิดขึ้นต้องหาหมอเช่นกัน
     (5) เบาหวานลงตีน ต้องระวังไม่ให้มีแผล ระวังรองเท้ากัด เมื่อมีแผลต้องใส่ใจรักษาทันทีและจริงจัง
     (6) โรคเบาหวานนำไปสู่โรคหัวใจหลอดเลือด จึงต้องจัดการปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือดอย่างเข้มงวด ทั้งจัดการภาวะไขมันในเลือดสูง รักษาความดันเลือดไม่ให้เกิน 140/90 และระวังอย่าปล่อยตัวให้อ้วน รักษาดัชนีมวลกายไว้ไม่ให้เกิน 23 กก./ตรม.ก็พอ ไม่ใช่ 25 กก./ตรม. เช่นคนทั่วไป ดังนั้นเป็นโรคนี้ให้อยู่ผอมดีกว่าอยู่อ้วน

     3.8 การฉีดวัคซีนป้องกันโรค ต้องฉีดให้ครบ รวมทั้งวัคซีนป้องกันตับอักเสบจากไวรัสบี.สามเข็มตลอดชีพ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี วัคซีนป้องกันปอดอักเสบแบบรุกล้ำสองเข็มตลอดชีพ ด้วย

     3.9 การจัดการด้านจิตและสังคม ควรเข้ากลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน (support group) ที่จัดให้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภท1 ด้วยกัน ซึ่งคลินิกเบาหวานขนาดใหญ่มักจัดกลุ่มให้ หรือจะจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเองก็ได้ เพื่อจะได้เรียนรู้จากกันและกันและพึ่งพากันและกันทางด้านจิตใจ

     4. ถามว่ามีผลวิจัยที่เป็นความหวังใหม่สำหรับเบาหวานประเภท 1 ไหม ตอบว่ามีครับ งานวิจัย-ของสถาบันวิจัยเบาหวาน  (DRI) โดยเอาอุปกรณ์เจาะผ่านผิวหนังที่หน้าท้องเข้าไป แล้วเอากลุ่มของเซลตับอ่อนที่เรียกว่า BioHub ที่เตรียมไว้จากห้องทดลองไปปลูกไว้ที่เยื่อไขมันปกคลุมลำไส้ (omentum) งานวิจัยนี้ได้ประสบความก้าวหน้ามาถึงระดับที่ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 คนแรกซึ่งอายุ 41 ปีและฉีดอินสุลินมาตั้งแต่อายุ 11 ปีพอปลูก BioHub ตอนนี้เลิกฉีดอินสุลินได้แล้ว นั่นหมายความว่าโรคเบาหวานประเภทที่1 นี้ต่อไปจะสามารถรักษาให้หายได้นะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Aathira R, Jain V. Advances in management of type 1 diabetes mellitus. World J Diabetes. 2014 Oct 15. 5 (5):689-96.
2. Nainggolan L. Continuous Glucose Monitoring: Navigator Beats Rival Devices. Medscape Medical News. January 14, 2013. Available at http://www.medscape.com/viewarticle/777607. Accessed: January 24, 2013.
3. Yeung WC, Rawlinson WD, Craig ME. Enterovirus infection and type 1 diabetes mellitus: systematic review and meta-analysis of observational molecular studies. BMJ. 2011 Feb 3. 342:d35.
4. Paronen J, Knip M, Savilahti E, Virtanen SM, Ilonen J, Akerblom HK, et al. Effect of cow's milk exposure and maternal type 1 diabetes on cellular and humoral immunization to dietary insulin in infants at genetic risk for type 1 diabetes. Finnish Trial to Reduce IDDM in the Genetically at Risk Study Group. Diabetes. 2000 Oct. 49(10):1657-65.
5. Lempainen J, Tauriainen S, Vaarala O, Mäkelä M, Honkanen H, Marttila J, et al. Interaction of enterovirus infection and cow's milk-based formula nutrition in type 1 diabetes-associated autoimmunity. Diabetes Metab Res Rev. 2012 Feb. 28(2):177-85.
6. Beyerlein A, Wehweck F, Ziegler AG, Pflueger M. Respiratory Infections in Early Life and the Development of Islet Autoimmunity in Children at Increased Type 1 Diabetes Risk: Evidence From the BABYDIET Study. JAMA Pediatr. 2013 Jul 1.
7. Mayer-Davis EJ, Lawrence JM, Dabelea D, et al. Incidence Trends of Type 1 and Type 2 Diabetes among Youths, 2002-2012. N Engl J Med. 2017 Apr 13. 376 (15):1419-29.
8. Sveen KA, Karimé B, Jørum E, Mellgren SI, Fagerland MW, Monnier VM, et al. Small- and Large-Fiber Neuropathy After 40 Years of Type 1 Diabetes: Associations with glycemic control and advanced protein glycation: The Oslo Study. Diabetes Care. 2013 Sep 11.
9. Finne P, Reunanen A, Stenman S, Groop PH, Grönhagen-Riska C. Incidence of end-stage renal disease in patients with type 1 diabetes. JAMA. 2005 Oct 12. 294(14):1782-7.
10. Nathan DM, Cleary PA, Backlund JY, Genuth SM, Lachin JM, Orchard TJ, et al. Intensive diabetes treatment and cardiovascular disease in patients with type 1 diabetes. N Engl J Med. 2005 Dec 22. 353(25):2643-53.
11. DCCT/EDIC Research Group, de Boer IH, Sun W, Cleary PA, Lachin JM, Molitch ME, et al. Intensive diabetes therapy and glomerular filtration rate
12. Hammes HP, Kerner W, Hofer S, et al. Diabetic retinopathy in type 1 diabetes-a contemporary analysis of 8,784 patients. Diabetologia. 2011 Aug. 54(8):1977-1984.
13. Handelsman Y, Mechanick JI, Blonde L, Grunberger G, Bloomgarden ZT, Bray GA, et al. American Association of Clinical Endocrinologists Medical Guidelines for Clinical Practice for developing a diabetes mellitus comprehensive care plan. Endocr Pract. 2011 Mar-Apr. 17 Suppl 2:1-53.
14. Hattersley A, Bruining J, Shield J, Njolstad P, Donaghue KC. The diagnosis and management of monogenic diabetes in children and adolescents. Pediatr Diabetes. 2009 Sep. 10 Suppl 12:33-42.
15. Mianowska B, Fendler W, Szadkowska A, Baranowska A, Grzelak-Agaciak E, Sadon J, et al. HbA(1c) levels in schoolchildren with type 1 diabetes are seasonally variable and dependent on weather conditions. Diabetologia. 2011 Apr. 54(4):749-56.
16.  Chiang JL, Kirkman MS, Laffel LM, Peters AL. Type 1 Diabetes Through the Life Span: A Position Statement of the American Diabetes Association. Diabetes Care. 2014 Jun 16. [Medline].
17. Jacobson AM, Ryan CM, Cleary PA, Waberski BH, Weinger K, Musen G, et al. Biomedical risk factors for decreased cognitive functioning in type 1 diabetes: an 18 year follow-up of the Diabetes Control and Complications Trial (DCCT) cohort. Diabetologia. 2011 Feb. 54(2):245-55. [Medline].
18. Diabetes Research Institute (DRI). First Type 1 Diabetes Patient in Europe is Free from Insulin Therapy after Undergoing Diabetes Research Institute’s BioHub Transplant Technique. Accessed on June 29, 2017 at https://www.diabetesresearch.org/first-type-1-diabetes-patient-in-europe-is-free-from-insulin-therapy-after-undergoing-diabetes-research-institutes-biohub-transplant-technique

ตาบอดหลังการดมยาสลบกับการกินยาแก้นกเขาไม่ขัน

กราบเรียนคุณหมอสันต์
ผมเขียนจดหมายนี้ด้วยความลำบากเพราะต้องพิมพ์ตาเดียวซึ่งมัวๆ เรื่องมีอยู่ว่าผมซึ่งไม่เคยป่วยเป็นอะไรจริงจังเลย ยาก็ไม่เคยกินยาอะไรเลยนอกจากกินยาแก้ปวดพาราเซ็ทเวลาปวดห้วและใช้ไวอากร้าบ้างบางโอกาส ผมไปผ่าตัดริดสีดวงทวาร พอฟื้นจากยาสลบขึ้นมาก็มองไม่เห็นอะไรเลย พูดง่ายๆว่าตาบอด ต้องอยู่โรงพยาบาลหลายวันเพื่อรักษากับหมอตา หมอส่องตาแล้วบอกว่าหลอดเลือดที่หลังตาของผมปกติดี แต่ว่าจอประสาทตาเสียการทำงานเพราะขาดเลือดเฉียบพลัน หมอตาไม่รับประกันด้วยว่าตาของผมจะกลับมองเห็นเป็นปกติหรือไม่ ผมอยากเรียนถามคุณหมอสันต์ว่าตาของผมขาดเลือดเฉียบพลันจากอะไร ผมต้องป้องกันและรักษาอย่างไรไม่ให้ข้างที่แย่อยู่แล้วไม่แย่ลงแต่ค่อยๆดีขึ้น
.............................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าตาของคุณบอดเฉียบพลันจากอะไร ตอบว่าก็ขนาดหมอตาที่ส่องดูตาของคุณอยู่และหมอวิสัญญีที่ช่วยกันรักษาคุณยังไม่รู้ แล้วผมซึ่งไม่เคยเห็นหน้าคุณเลยในชีวิตจะไปตรัสรู้ได้ไงละครับ (แหะ แหะ พูดเล่น) อย่างดีผมก็ได้แต่เดาเอาตามข้อมูลกระท่อนกระแท่นที่คุณให้มา โรคที่คุณเป็นนี้ภาษาหมอเรียกว่า nonarteritic anterior ischemic optic neuropathy แปลว่า "โรคประสาตาเสื่อมจากการขาดเลือดโดยไม่เกี่ยวกับโรคของหลอดเลือด" หนึ่งในร้อยของสาเหตุที่ทำให้คุณเป็นตาบอดเฉียบพลันจากการดมยาสลบที่เป็นไปได้ก็คือการที่คุณกินยารักษาสุขภาพเพศชาย sildenafil (หรือไวอากร้านั่นแหละ) โดยที่คุณไม่บอกหมอวิสัญญีให้เขารู้ก่อนที่เขาจะดมยาสลบคุณ คือยา silnenafil นี้วงการแพทย์รู้มานานแล้วว่ามันมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดอย่างแรงจากการปล่อยแก้สไนตริกออกไซด์ออกมา ฤทธิ์นี้จะแรงขึ้นถ้าคนไข้กินยาในกลุ่มไนเตรทซึ่งเป็นยารักษาโรคหัวใจ เขาถึงห้ามกินยาปลุกเซ็กซ์ควบกับยาหัวใจไง แต่ถึงไม่กินยาอะไร ฤทธิ์ขยายหลอดเลือดนี้ก็ยังแรงด้วยตัวของมันเอง แถมแรงแบบเอาชนะกลไกการบีบหลอดเลือดชดเชย (vasoconstriction) ซึ่งปกติทำโดยระบบประสาทอัตโมมัติได้ด้วย เรื่องพิษภัยของการดมยาสลบโดยไม่บอกให้หมอทราบว่าใช้ยาไวอากร้าอยู่ก่อนนี้วงการแพทย์รู้มานานแล้ว เมื่อสิบปีมาแล้วอย.สหรัฐ (FDA) ก็เคยรายงานว่ามีผู้ป่วยกินยา sidelnafil แล้วดมยาสลบแล้วเกิดตาบอดแบบนี้ขึ้นนับรวมถึงตอนนั้นโหลงโจ้งได้ 50 ราย โดยที่การสอบสวนสรุปไม่ได้ว่าบอดเพราะอะไรแน่

     ส่วนใหญ่คนไข้นั้นจะมีธรรมชาติกระมิดกระเมี้ยนที่จะพูดกับหมอว่าตัวเองกินยาปลุกเซ็กซ์ จะเป็นด้วยไม่รู้ว่ามันเป็นข้อมูลสำคัญหรือกลัวเสียเชิงหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ หมอเองโดยเฉพาะหากเป็นหมอผู้ชายก็กระมิดกระเมี้ยนไม่กล้าถามเจาะตรงๆว่าคุณกินยารักษาโรคบ้อลัดอยู่หรือเปล่า จะด้วยกลัวคนไข้เสียหน้าหรือโกรธจนลุกจากเตียงมาถีบเอามั้ง เพราะชายมักจะเข้าใจชายด้วยกัน จึงไม่แปลกที่กลุ่มนักวิชาชีพที่ลุกขึ้นมาโวยวายเรื่องนี้กลายเป็นสมาคมวิสัญญีพยาบาลอเมริกัน (AANA) เพราะว่าพยาบาลส่วนใหญ่ไม่มีนกเขา จึงไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนใดๆ โดย AANA ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าใครที่กินยาปลุกเซ็กซ์ เอ๊ย..ไม่ใช่ ยา sidenafil จะต้องแจ้งให้หมอหรือพยาบาลทราบก่อนดมยาสลบทุกครั้ง

    2. ถามว่าจะป้องกันการเกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรในอนาคต วิธีป้องกันคือเมื่อจะผ่าตัดที่ต้องดมยาสลบให้หยุดยานี้ก่อนไปดมยาสลบอย่างน้อย 1 สัปดาห์และหยุดต่อหลังการดมยาสลบอีก 1 สัปดาห์ ยานี้โดยทั่วไปมีฤทธิ์ตกค้างแค่ประมาณ 24 ชั่วโมงก็จริง แต่รายงานผู้ป่วยที่เกิดตาบอดแบบนี้หลังดมยาสลบพบว่าบางรายตอนฟื้นจากยาสลบใหม่ๆยังมองเห็นดีๆอยู่ แล้วเกิดตาบอดหลังดมยาสลบแล้วนานถึง 36 ชม. การป้องกันที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือยังไงก็ต้องบอกหมอว่าตัวเองกินยานี้อยู่ หรือกินสมุนไพรเพื่อการนี้อยู่ เม็ดสุดท้ายกินเมื่อไหร่บอกด้วยก็ดี หมอเขาจะได้ทราบและตั้งหลักได้ว่าในกรณีอย่างนี้การชดเชยภาวะความดันตกขณะดมยาสลบหมอเขาจะไม่หวังพึ่งกลไกระบบประสาทอัตโนมัติ แต่จะหันไปใช้วิธีแก้โดยให้ยาที่มีฤทธิ์บีบหลอดเลือดโดยตรงแทน

     3. ถามว่าแล้วตาที่บอดไปแล้วนี้จะหายไหม ตอบว่าไม่หายครับ อุ๊บ..บ ขอโทษ พูดผิด พูดรุนแรงไป พูดใหม่ ตอบว่า "ส่วนใหญ่ไม่หายครับ" คือเป็นเองแต่ไม่หายเอง และไม่มีวิธีรักษาของแพทย์แผนใหม่ใดๆจะช่วยให้หายได้ด้วย กลไกการควบคุมความดันในหลอดเลือดของลูกตาด้วยวิธีบีบและขยายหลอดเลือดนั้นมันเป็นกลไกท้องถิ่นระดับอบต. (autoregulation) คือลูกตาทำเองโดยไม่เกี่ยวกับระบบใหญ่ของร่างกาย ความรู้แพทย์ก็ยังไม่เข้าใจกลไกของมันดีนัก เมื่อไม่รู้เหตุ ก็ย่อมไม่รู้วิธีแก้ ฉันใด ก็ฉันเพล เพราะวิชาแพทย์นี้มีหลักอยู่ว่าสิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุ เมื่อเหตุดับ สิ่งนั้นก็ดับ สาธุ

     ขอบคุณมากนะครับที่เขียนจดหมายนี้มา คำตอบของผมคงไม่ช่วยอะไรคุณเท่าไหร่ แต่จดหมายของคุณจะช่วยป้องกันปัญหาให้กับเพื่อนผู้ชายนักเลี้ยงนกเขาคนอื่นๆ เพราะผมรู้ว่าผู้ชายที่ใช้ยา sildenafil นี้มีอยู่เป็นจำนวนมากชนิดที่คุณผู้หญิงอาจนึกไม่ถึง มีทั้งที่ใช้ยาจริง ใช้ยาปลอม (เพราะเขาหลอกขายว่าเป็นยาจริง) และใช้สมุนไพรที่เอายา sidelnafil ตัวจริงมายัดไส้ปลอมเป็นยาสมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมุนไพรจีน ผมรู้ทั้งหมดนี้เพราะผมเองเคยส่งตัวอย่างยาและสมุนไพรที่คนไข้บ้างเพื่อนกันบ้างให้มาไปให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจพิสูจน์ดูแล้วหลายครั้ง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Fodale V1, Di Pietro R, Santamaria S. Viagra, surgery and anesthesia: a dangerous cocktail with a risk of blindness. Med Hypotheses. 2007;68(4):880-2. Epub 2006 Oct 11.
2. American Anesthetic Nurse Association. AANA Warns Viagra Users of Potential Risks During Surgery. Accessed on June29, 2017 at http://www.aana.com/forpatients/Pages/AANA-Warns-Viagra-Users-of%C2%A0Potential-Risks-During-Surgery-.aspx

28 มิถุนายน 2560

ระหว่างความกตัญญูกับความห่วงใยกิ๊ก

กราบเรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพค่ะ

     หนูติดตามคุณหมอสันต์มาประมาณ 2 ปี แต่วันนี้เป็นวันที่ปัญหาเกิดกับหนูแล้วค่ะ หนูทำงานเป็นครูที่โรงเรียนแถวจังหวัด ... หนูมีแฟนเป็นผู้หญิงด้วยกัน เราคบกันมา 5 ปีแล้ว แต่พ่อแม่หนูอยู่ที่ภาค... เค้าอยากให้หนูย้ายกลับบ้าน บอกว่า ได้ดีแล้วอย่าทิ้งน้อง ทิ้งพ่อแม่ คือพ่อหนูอายุ ....(หกสิบกว่า) ปี เค้าไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ ส่วนแม่อายุ ..(ห้าสิบกว่าปี) ค่ะ ส่วนหนูอายุ ... ปี พ่อแม่มีอาชีพขายขนมในตลาดตอนเช้า ต้องตื่นมาทำขนมตั้งแต่ตี 1 ทุกวัน พ่อเขาเคยบอกหนูว่าเขาไม่ไหวแล้ว แต่แม่ไม่ยอมเลิกทำ เลยต้องทำกันทั้ง 2 คน คือขนมที่ทำจะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องช่วยกันค่ะ หนูเป็นพี่สาวคนโต มีน้องชาย 2 คน น้องชายคนกลางเค้าก็อยู่จังหวัดเดียวกับพ่อแม่แต่คนละอำเภอ มีเรื่องมาขอเงินพ่อแม่บ้าง อายุสามสิบกว่าปี ส่วนน้องชายคนเล็กอายุจะสามสิบแล้ว ไม่ทำการทำงาน ดีแต่ขอเงินพ่อแม่อยู่เรื่อยไป
      คือหนูเกิดมา ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่สักเท่าไหร่ คือพ่อแม่ไม่พร้อมเลี้ยง พอดีน้องสาวพ่อ หรือก็คืออาของหนู เขาเอาหนูไปเลี้ยงตั้งแต่ป.4 จนหนูจบม.6 เข้ามหาลัย หนูก็เข้ามาเรียนในกรุงเทพ  หนูกลับบ้านปีละครั้ง สองครั้ง พอหนูจบมหาลัย หนูเรียนต่อปริญญาโท แล้วสอบบรรจุติดในจังหวัด ... ทำงานเป็นครูตั้งแต่ปี ... จนปัจจุบันอยู่ที่...
     หนูกับแฟนที่เป็นผู้หญิง เรารักกัน ใช้ชีวิตแบบเดียวกัน แต่หนูคิดว่าแม่คงจะไม่เข้าใจว่า นี่คือครอบครัวในแบบของหนู เค้าคงคิดว่า คงเป็นเพื่อนธรรมดา ซึ่งจริงๆ หนูว่าเค้ารู้ว่าไม่ใช่เพื่อน แต่คงไม่อยากให้เราอยู่ด้วยกัน เลยจะให้หนูกลับบ้าน ไปอยู่กับพ่อแม่ โดยอ้างว่าอย่าทิ้งน้อง ทิ้งพ่อแม่ หนูไม่ได้ทิ้งน้องเลยนะ แต่น้องมันไม่ทำงาน เรียนไม่จบ หนูพูดกับมันสอนไปเท่าไหร่ มันก็เหมือนเดิม ไม่ทำการทำงานเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่บ้านก็มีสวนมีนา ก็ไม่ยอมทำ ทุกวันนี้หนูให้เงินพ่อเดือนละ 5000 บาท ผ่อนแอร์ให้ 1 ตัว และเวลาซ่อมบ้าน หนูก็ส่งเงินไปช่วยประมาณ 5 หมื่น หนูกลับบ้านไปปีละครั้ง ในช่วง 3 ปีหลัง หนูพาแฟนกลับบ้านหนูด้วย แรกๆ เขาก็พูดคุยดี หลังๆ เขาบอกว่าไม่ต้องเอาแฟนกลับบ้านมาด้วย แฟนหนูเขารู้เรื่อง เขาก็เสียใจ เพราะตอนแรกเขาคิดว่า แม่หนูยอมรับพวกเราได้
     หนูเคยคุยกับพ่อว่า ถ้าหนูไม่ย้ายกลับบ้านได้ไหม พ่อบอกว่า ต้นไม้ไม่ต้องงอกอยู่ใต้ต้นก็ได้ ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ พ่อไม่ว่า พ่อมีเวลาเหลือน้อยแล้ว แต่หนูยังมีอนาคตอีกเยอะ พอพ่อพูดแบบนี้ หนูเลยสงสารพ่อจับใจ อยากดูแลพ่อ (คือยอมรับว่าหนูค่อนข้างจะรักพ่อมากกว่าแม่ ส่วนแม่เขาจะรักน้องชายคนกลางมากกว่า) แต่แม่ไม่ยอม บอกหนูให้กลับบ้าน ย้ายกลับบ้าน หนูเลยเขียนย้ายไปช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ด้วยคิดว่าหนูจะย้ายลงไปก่อน แล้วแฟนที่เป็นครูเหมือนกันจะย้ายตามมา แต่มาวันนี้แฟนหนูบอกว่า จะไม่ย้ายลงใต้เด็ดขาด เพราะแม่พูดแบบนั้น ไม่อยากย้ายลงไปแล้ว เค้าอยากจะให้หนูอยู่ที่ ... กับเขาต่อไป หนูไม่รู้จะทำอย่างไรดี หนูเคยคิดว่า ถ้าหนูย้ายลงไปใต้ ชีวิตหนูคงจะไม่มีความสุขกับการอยู่คนเดียว จะได้ทำอะไรที่ตามใจตัวเอง เพราะอยู่กับพ่อแม่อิสระคงจะไม่มี ต้องตื่นมาทำขนมตอนเช้า ต้องรับรู้ปัญหาหลายๆ อย่างของครอบครัว และต้องคิดถึงอดีตที่เคยอยู่กับแฟน คิดถึงแมวที่เป็นลูกๆ ของเรา คิดถึงตอนขับรถเที่ยว แต่ถ้าหนูไม่ย้ายกลับบ้าน หนูก็ต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่ตอนที่เขาแก่เฒ่าไปตลอดชีวิต
     แล้วหนูยังคิดต่อไปว่า เพื่อนคู่คิดที่หนูเคยมี หนูก็จะไม่มี แล้วถ้าต่อไปพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว หนูจะอยู่กับใคร หนูว่าความเหงามันแย่มาก หนูเคยวางแผนกับแฟนไว้ว่า เราจะเก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน เราจะไปเก็บเงินวางแผนร่วมกัน เราจะใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยกัน ที่ผ่านมาก แฟนเอาเงินเดือนเค้าให้หนูบริหารจัดการทั้งหมด แฟนอายุน้อยกว่าหนู 5 ปี เงินเดือนน้อยกว่าหนูประมาณ... เราเก็บเงินผ่อนรถด้วยกัน 1 คัน แล้วถ้าหนูย้ายกลับไป เค้าจะทำอย่างไร เค้าพูดกับหนูว่า วันที่หนูย้ายกลับบ้าน หัวใจเค้าจะแตกสลาย ไม่เหลืออะไรอีกเลย หนูได้ยินหนูก็สงสารเค้ามาก และสงสารตัวเองด้วย ทำไมชีวิตต้องมาเป็นอะไรแบบนี้ ทำไมต้องมีใครที่ต้องเสียใจ ไม่พ่อแม่ ก็แฟน หรือ ตัวเราเอง ทำไมเราจะมีความสุขด้วยกันทุกฝ่ายไม่ได้ นี่คือความทุกข์ของหนูในวันนี้
     อีก 3 เดือน จะประกาศผลย้าย แฟนหนูเค้าเศร้าทุกวัน เค้าบอกว่าเค้าจะรั้งหนูไว้ไม่ให้กลับบ้าน รั้งไว้ให้มากที่สุด เมื่อผลย้ายประกาศออกมา เค้าจะได้ไม่ต้องโทษตัวเองว่า รั้งหนูไว้ไม่มากพอ คุณหมออาจจะคิดว่า เราสามารถเดินทางไปหากันได้ หากหนูย้ายแล้ว แต่แฟนหนูเค้าเป็นคนอยู่คนเดียวไม่ได้ เนื่องจากปัญหาครอบครัวของเขาที่เค้ารู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รักเขาเช่นกัน เค้ามีเลยหนูเป็นที่พี่งทางใจทุกอย่าง
     ตอนนี้หนูคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดีค่ะ หากหนูย้ายแฟนเสียใจ หนูเสียใจ แต่หากหนูทำหน้งสือยับยั้งการย้ายตอนนี้ พ่อแม่เสียใจ หนูก็เสียใจเหมือนกัน คุณหมอว่าหนูควรทำอย่างไรดีคะ
หนูอยากให้ทุกฝ่ายมีความสุข รวมทั้งตัวหนูเองด้วย
     ขอกราบขอบพระคุณคุณหมอมากนะคะที่อ่านจดหมายหนู หนูจะรออ่านในบล๊อคคุณหมอนะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

.......................................

ตอบครับ

     วันนี้ขอสลับฉากเอาจดหมายคนที่ยังไม่สูงวัยมาตอบบ้างนะครับ เป็นการแก้เบื่อในชีวิตของชายแก่ชื่อหมอสันต์ ไม่มีอะไรอื่น

     1.  ถามว่าตัวเรามีกิ๊กเป็นผู้หญิงด้วยกันแต่พ่อแม่ไม่เข้าใจจะจับแยกกัน ควรทำอย่างไร ตอบว่ากิ๊กของคุณไม่ใช่หรือ ไม่ใช่กิ๊กของคุณพ่อคุณแม่สักหน่อย การที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมรับที่คุณมีแฟนเพศเดียวกัน นั่นเป็นปัญหาของท่าน ไม่ใช่ปัญหาของคุณ ท่านจะต้องไปทำความเข้าใจกับชีวิตเอาเองว่าชีวิตของใครก็ชีวิตของมัน จะไปบังคับกะเกณฑ์เอาให้คนอื่นทำอย่างใจตัวเองได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าท่านก้าวล่วงเข้ามาในชีวิตของเราพอรับรู้เรืื่องของเรามากแล้วท่านเดือดร้อนแล้วจะให้แก้ไขตัวเราเองเพื่อให้ท่านมีความสุข มันเป็นไปไม่ได้ เพราะคนเราเกิดมาคนละช่วงอายุ (generation) ความคิดที่ก่อตัวขึ้นเป็นคอนเซ็พท์ในเรื่องต่างๆย่อมไม่เหมือนกันเพราะสิ่งแวดล้อมที่บ่มเพาะความคิดมาไม่เหมือนกัน การจะให้ปัญหาจบคือเรื่องแบบนี้ต้องตัวใครตัวมันไม่ยุ่งกันดีที่สุด ถ้าท่านทำใจไม่ได้คุณก็ทำใจของคุณได้ก็พอแล้ว ท่านว่ายังโง้นยังงี้คุณก็ฝึกวิชาหูทวนลมเสีย

     2. ถามว่าการที่พ่อแม่แก่แล้วคุณไม่ย้ายไปอยู่ใกล้เพื่อดูแลท่านเป็นการอกตัญญูหรือเปล่า ตอบว่าฟังตามเรื่องที่เล่า คุณก็เป็นลูกกตัญญูดีแล้วนะ เรียนหนังสือจบมาสูง ตั้งใจทำงานสัมมาอาชีพ ส่งเงินให้ท่านใช้ทุกเดือน ท่านมีกิจอะไรต้องใช้เงินก้อนก็หาไปให้ ไปเยี่ยมท่านทุกปี ปีละหลายครั้งด้วย ใครเป็นพ่อแม่คนได้ลูกอย่างคุณนี้สักคนหนึ่งก็สมควรปลื้มและตายตาหลับได้แล้ว ส่วนวาระซ่อนเร้นเช่นอยากจะจับลูกแยกออกจากคู่ขาของเขานั้นอันนี้หากตั้งใจอย่างนั้นจริงมันก็เป็นการแทรกแซงชีวิตของลูกมากเกินไปที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่ควรทำ หรือหากอยากจะให้ลูกมาอยู่ใกล้มาบีบนวดประคบประหงมดูแลทุกวันนั้นมันก็เป็นความคาดหวังที่มากเกินไปจนเรียกว่าเป็นความคาดหวังที่ตกยุคไปแล้ว คงมีลูกสมัยนี้น้อยคนนักที่จะทำให้ได้ ถ้าหากคุณทำไม่ได้ขนาดนั้นผมยืนยันให้คุณสบายใจได้ว่าคุณไม่ได้ผิดปกติไปจากคนอื่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับคุณแต่อย่างใด

     3. ถามว่าหากย้ายไปอยู่กับพ่อแม่แล้วชีวิตคงจะไม่มีความสุข เพราะจะขาดอิสรภาพ จะต้องขาดจากกันกับกิ๊กและหมาแมว จะต้องช่วยแม่ปั้นขนมซึ่งไม่อยากทำสู้ทำงานได้เงินเดือนแล้วส่งให้ท่านใช้ง่ายกว่า ถามว่าหากเป็นอย่างนี้ยังสมควรย้ายไปอยู่ไหม ตอบว่าไม่สมควรย้ายครับ เพราะถ้าคุณย้ายไปอยู่กับพ่อแม่แล้วคุณไม่มีความสุข ท้ายๆที่สุดลึกๆในใจของคุณพ่อคุณแม่ก็จะไม่มีความสุขยิ่งกว่าคุณเสียอีก พูดง่ายๆว่ามีแต่เสียกับเสีย เสียทั้งขึ้น เสียทั้งล่อง คือความรู้สึกที่พ่อแม่มีต่อลูกเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าการแค่อยากให้ลูกยอมทำตามใจตน ไม่ใช่แค่นั้น พ่อแม่ทุกคนเมื่อทำให้ลูกเกิดมาแล้วก็อยากจะเห็นลูกมีความสุข เมื่อลูกเป็นทุกข์พ่อแม่ก็จะเป็นทุกข์ยิ่งกว่า เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าความยึดถือเกี่ยวพันนั้นมันเป็นแค่ความคิดที่วางเสียก็หมดปัญหาแล้ว หรือบางทีรู้แล้วแต่ก็ยังวางไม่เป็น ท่านผู้อ่านท่านอื่นๆอาจจะท้วงว่าอ้าว ถ้ากลัวลูกเป็นทุกข์แล้วจะบังคับให้ลูกไปอยู่กับตัวเองทำไม ผมตอบแทนพ่อแม่ได้ว่าสิ่งที่พ่อแม่แทรกแซงชีวิตของลูกไปนั้นก็ด้วยความเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตของลูกเป็นสุขอย่างน้อยก็ในระยะยาว เป็นผู้หญิงอยู่กินกับผู้หญิงด้วยกันมันไม่ดี ท่านเชื่อของท่านอย่างนั้น ก็จึงทำอย่างนั้น แต่ไม่มีใครจะคาดการณ์ความสุขในชีวิตของคุณได้ดีกว่าตัวคุณเองหรอก ดังนั้นถ้าคุณมั่นใจว่าย้ายไปอยู่กับพ่อแม่แล้วคุณจะมีทุกข์มากกว่าตอนนี้ผมแนะนำชัดๆเลยว่าคุณอย่าย้าย..จบข่าว

     4. เมื่อตะกี้ผมพูดถึงคำว่า "ความยึดถือเกี่ยวพัน" ผมเชื่อว่าคุณเข้าใจที่ผมพูดว่าพ่อแม่มีหน้าที่ๆจะวางความยึดถือเกี่ยวพันในใจของตัวเองเกี่ยวกับลูกลง แต่คุณอาจจะไม่ค่อยเข้าใจหากผมจะพูดว่าในการใช้ชีวิตของคุณก็เหมือนกัน กิ๊กก็ดี น้องชายที่ไม่เอาไหนก็ดี หมาแมวก็ดี ต่างก็เป็นรูปแบบหนึ่งของความยึดถือเกี่ยวพัน คือความยึดถือเกี่ยวพันมันเป็นคอนเซ็พท์นะ คือเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ความจริง แต่หากคุณปักใจเชื่อคอนเซ็พท์นี้แน่นหนา ท้ายที่สุดคุณก็จะจมอยู่ในความคิดแบบวางไม่ลง แล้วจบลงด้วยความทุกข์ เหมือนที่คุณแม่ของคุณเป็นทุกข์กับตัวคุณในตอนนี้ สำหรับคุณแม่นั้นท่านแก่แล้วช่างท่านเถอะ แต่คุณยังมีเวลาในชีวิตทอดยาวอยู่ข้างหน้าอีกยาวไกล ในการใช้ชีวิต คุณต้องหัดปักหลักอยู่ที่ความรู้ตัวที่ปลอดความคิดให้ได้มากที่สุด เมื่อเกิดความคิดโดยเฉพาะความคิดลบซึ่งสืบเนื่องจากความยึดถือเกี่ยวพัน (เช่นความรู้สึกผิดที่จะไม่ได้ดูพ่อแม่ใกล้ชิด ความรู้สึกผิดที่จะทิ้งแฟน ความรู้สึกโกรธน้องที่ไม่รับผิดชอบ) คุณต้องหัดวางความคิดลบนั้นทันทีแล้วไปอยู่กับความรู้ตัวแทน อย่าไปฝากความหวังหรือความมั่นใจในชีวิตไว้ที่การได้ยึดโยงเกี่ยวพันกับคนอื่นไว้แน่นหนา ความเกี่ยวพันเช่นนั้นเป็นเพียงความคิดที่ไม่ได้มีอยู่จริงและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อย่าลืมว่าคุณเกิดมาในโลกนี้คนเดียวนะ เวลาตายคุณก็จะตายคนเดียว ไม่มีใครตายไปพร้อมกันคุณหรอก คุณควรยอมให้ชีวิตดำเนินไปอย่างที่มันเป็น ยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นและดำเนินไปโดยไม่ต้องไปบังคับ ไปลุ้น หรือไปบีบน้ำตามากเกินเหตุ หากทำได้อย่างนี้ชีวิตคุณจะเบิกบานและมีพลังเหลือเฟือที่จะช่วยเหลือคนอื่นเช่นลูกศิษย์ลูกหาของคุณได้อีกมาก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

26 มิถุนายน 2560

มะเร็งไทรอยด์ชนิดก้าวร้าว (anaplastic thyroid cancer)

กราบเรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพยิ่ง

ดิฉันติดตามคอลัมน์ถามตอบปัญหาสุขภาพของคุณหมอมานานแล้วค่ะ ถึงขั้นเซ็ตเพจของคุณหมอเป็น see first เพราะได้ประโยชน์มากๆ
ขอเข้าเรื่องนะคะ คุณแม่ของดิฉันเพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งไทรอยด์ชนิด anaplastic ระยะลุกลาม(จากการตรวจเจาะชิ้นเนื้อจากเข็มค่ะ)ตอนนี้มีก้อนโตที่ลำคอ(ct scanแล้วค่ะ) คุณหมอบอกว่าการพยากรณ์โรคนี้ไม่ค่อยดีและไม่ค่อยได้ผลในการรักษา แต่ก็จะทำการรักษาเท่าที่จะทำได้ แต่ก็น่าแปลกที่ว่าคุณแม่มีอาการภายนอกค่อนข้างปกติมาก อายุ 79 ปี ยังทานข้าวได้ กลืนได้แต่มีเสียงแหบค่ะ คุณหมอที่รักษาได้พูดถึงทางเลือกของการใช้ยา targeted therapy แต่ต้องนำชิ้นเนื้อไปย้อมสีสิบวันเพื่อตรวจอีกที ระหว่างรอคุณหมอจะเริ่มใช้คีโมก่อนซึ่งก็ไม่รับปากว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนส่วนตัวคุณแม่กำลังใจดีมากค่ะ ดิฉันและคุณพ่อเองก็ยินดีที่จะเดินหน้าเต็มที่เพราะมองดูคุณแม่ก็ยังเห็นอาการเหมือนคนปกติค่ะ แอบมีหวังที่คุณแม่จะตอบสนองกับยาที่จะนำมาใช้
ดิฉันอยากทราบความเห็นของคุณหมอในเคสคุณแม่ดิฉันค่ะว่าการเดินมาทางนี้ถูกต้องแล้วใช่ไหมคะ ขอบพระคุณมากค่ะ

................................................

ตอบครั้งที่ 1. 

     ก่อนตอบขออธิบายศัพท์คำว่า anaplastic หน่อย มันหมายความว่าเป็นมะเร็งที่โตเร็วจนแทบจะดูความเป็นรูปร่างของเซลจากกล้องจุลทรรศน์ไม่ได้

     ในกรณีของคุณแม่คุณนี้ คำถามแรกก็คือเป็นมะเร็งชนิด anaplastic จริงแท้แน่นอนหรือเปล่า ถ้าจริงเป็นระดับไหน หมายถึงว่าความรุนแรง (differentiation) อยู่ระดับใด รู้ต้นกำเนิดของเซลหรือเปล่า หมายความว่ามันมาจากอวัยวะใด ถ้าเป็นไปได้ช่วยส่งผลการตรวจชิ้นเนื้อ (pathology report) มาให้ดูหน่อย

     ในระหว่างที่รอผลชิ้นเนื้อแค่สิบวันควรจะรอการรักษาไว้ก่อน ไม่ควรให้คีโมโดยเดาสุ่มเพราะพิษของคีโมมีมากกว่าประโยชน์ที่จะได้ อีกอย่างหนึ่งในหลักวิชาแพทย์นี้การให้คีโมฉุกเฉินไม่มี มีแต่การให้คีโมเพื่อรักษามะเร็งที่พิสูจน์ได้แน่ชัดแล้วว่าเป็นมะเร็งอะไรและมีนิสัยสนองตอบต่อคีโมนั้นหรือเปล่า
สันต์

................................................

กราบเรียนคุณหมอที่เคารพค่ะ

ไม่วันพรุ่งนี้ก็มะรืนน่าจะได้ผลชิ้นเนื้อที่ตัดออกมา จะส่งมาให้คุณหมอดูนะคะ ต้องขอกราบขอบพระคุณในความเมตตาของคุณหมอมากค่ะ

....................................

ตอบครั้งที่ 2.
     ผลชิ้นเนื้อที่ส่งมาให้เป็นผลการตัดชิ้นเนื้อของต่อมน้ำเหลืองนะครับ และตัวมะเร็งที่เห็นนี้เป็นเป็นมะเร็งชนิด anaplastic จริง แต่ว่าอยู่ในต่อมน้ำเหลือง ข้อมูลแบบนี้ตัวมะเร็งจะมาจากอวัยวะไหนก็ได้เพราะต่อมน้ำเหลืองเป็นที่รับระบายเซลมะเร็งจากที่ต่างๆอยู่แล้ว อย่างน้อยขณะนี้ยังแยกไม่ออกระหว่างมะเร็งเซลน้ำเหลืองในต่อมไทรอยด์ (Thyroid lymphoma) เพราะว่าภาพที่เห็นเป็น poorly differentiated large cell ตามที่เขียนมาในรายงานนี้มันมีความเป็นไปได้สองแบบ แบบหนึ่งคือมะเร็งต่อมไทรอยด์แบบก้าวร้าว (anaplastic thyroid cancer) อีกแบบหนึ่งคือมะเร็งน้ำเหลืองในต่อมไทรอยด์ (thyroid lymphoma) ซึ่งจะให้ภาพของเซลเหมือนกันจนแยกไม่ออก แต่ว่ามะเร็งชนิด thyroid lymphoma เป็นโรคทีรักษาหายได้และมีการพยากรณ์โรคดีกว่ากันมาก จึงจำเป็นต้องวินิจฉัยแยกมะเร็งสองชนิดนี้ออกจากกันให้ได้ก่อน วิธีวินิจฉัยแยกต้องส่งชิ้นเนื้อที่ตัดออกมาแล้วไปตรวจหาตัวบ่งชี้ความเป็นเนื้อเยื่อของแหล่งกำเนิด ซึ่งสามารถตรวจโดยวิธีย้อมสีโมเลกุลในระบบภูมิคุ้มกัน (immunostain) ควรทำการตรวจเพื่อวินิจฉัยแยกนี้เสียก่อนเพราะทำในห้องแล็บคนไข้ไม่ได้เจ็บตัวอะไร อย่าเพิ่งรีบผลีผลามรักษาโดยไม่รู้การวินิจฉัยที่แน่ชัดเลย
สันต์

............................................................
กราบเรียนคุณหมอที่เคารพ
ผลการตรวจ immunostain ออกมาแล้วค่ะ ปรากฎว่าเป็น pax8 positive คือมาจากไทรอยด์และแลดูเป็น anaplastic thyroidจริงๆ และที่ส่งมาด้วยคือผลเลือดล่าสุดค่ะ wbcสูงปรี๊ดมากๆ กลุ้มใจจังค่ะคุณหมอ ตอนนี้แนวทางการรักษาคือให้คีโม ให้ไป 2 ครั้งแล้ว(น่าจะโดสอ่อน) ผลข้างเคียงยังไม่มีมากค่ะ ภายนอกคุณแม่ยังทานข้าวได้ ร่าเริงแจ่มใสดี ก้อนที่คอไม่ได้โตขึ้นกว่าเดิม ทุกอย่างคล้ายคนปกติมาก แต่คุณหมอที่รักษาดูไม่ค่อยให้ความหวังเพราะบอกว่า anaplastic thyroid cancerเป็นแบบชนิดร้ายแรงมาก ก็คงให้คีโมไปก่อน รอย้อมผลชิ้นเนื้อ molecular เผื่อจะมีทางรักษาด้วยยา targeted บ้าง ต้องกราบขออภัยที่เขียนสับสนเพราะตอนนี้มึนงงมากจริงๆค่ะ มันเกิดขึ้นเร็วมาก ตั้งตัวไม่ติดเลย อยากทราบความเห็นคุณหมอสันต์ค่ะ 
กราบขอบพระคุณมากค่ะ

....................................................

ตอบครั้งที่ 3. 
     1. คำว่า pax8 เป็นชื่อย่อของยีนที่ใจกลางของเซลของอวัยวะสามอวัยวะคือไต ต่อมไทมัส และต่อมไทรอยด์ แต่ไม่มีในเซลต่อมน้ำเหลือง การที่ย้อม pax8 ได้ผลบวกก็เป็นการยืนยันว่าเซลมะเร็งนั้นเกิดจากต่อมไทรอยด์นั่นเอง ดังนั้นมาถึงขั้นตอนนี้ก็สรุปการวินิจฉัยได้แน่ชัดแล้วว่าเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดก้าวร้าว (anaplastic thyroid cancer) แน่นอน ไม่จำเป็นต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมแล้ว

     2. การที่ผลการตรวจนับเม็ดเลือดรายงานว่ามีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงสามหมื่นกว่า เป็นปฏิกริยาของระบบภูมิคุ้มกันต่อการเป็นมะเร็ง (leukemoid reaction) ไม่มีผลที่จะทำให้การวินิจฉัยหรือการรักษาเปลี่ยนไป

     3. แผนการรักษาตอนนี้ที่ดีที่สุดคือไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะไม่ว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำ อัตราการรอดชีวิตก็เท่ากัน เคมีบำบัดนั้นแน่นอนว่าไร้ประโยชน์ ที่ทำไปนั้นเป็นแค่ปจว. ปฏิบัติการจิตวิทยาเท่านั้น ควรทำหรือไม่ควรทำ ก็แล้วแต่ชอบ

     เรื่องที่หมอผู้รักษาแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้การรักษาด้วยยาล็อคเป้า (target therapy) นั้น หลักฐานวิทยาศาสตร์ตอนนี้มีอยู่ว่ามะเร็งไทรอยด์ชนิดก้าวร้าวไม่สนองตอบต่อการรักษาทุกชนิดไม่ว่าจะด้วยการผ่าตัด การฉายแสงหรือการให้เคมีบำบัด ส่วนความพยายามที่่จะรักษาด้วยยาล็อคเป้า วงการแพทย์กำลังมีความพยายามอยู่ แต่ได้ผลดีหรือไม่นั้นยังไม่มีรายงานออกมา แปลไทยให้เป็นไทยก็คือข้อมูลถึงวันนี้มันยังไม่ได้ผล ต้องถามคุณแม่ว่าอยากลองหรือเปล่า ถ้าอยากลองและมีเงินซื้อยาก็ลองได้

     แต่ถ้าผมเป็นคนไข้ผมจะไม่ทำอะไรที่เป็นเพียงแค่การสร้างความหวังหรือหนีความกลัวอันเป็นการดึงตัวเองออกไปจากปัจจุบัน ผมจะไม่ทำอย่างนั้น ผมจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนี้เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันให้ได้ แล้วรับมือกับเรื่องในวันนี้ไปทีละช็อตๆ ระวังนะ ความหวังและความกลัวเป็นสองตัวร้ายที่จะลากเราออกไปจากปัจจุบัน อย่าไปสนใจหรือตามมันไปเป็นอันขาด มิฉะนั้นถึงเวลาตายเราจะตายแบบไร้สติ ผมเคยตอบจดหมายเรื่องทำนองนี้ไปไม่นานมานี้ ลองอ่านดู http://visitdrsant.blogspot.com/2017/06/blog-post.html

.....................................

กราบขอบพระคุณคุณหมอมากเลยค่ะ 

รู้สึกช็อคๆยังไงบอกไม่ถูก สรุปคือ anaplastic thyroid หมดหวังในการรักษาแล้วจริงๆใช่มั้ยคะ อย่างไรก็ตามจะพยายามนำข้อแนะนำคุณหมอไปปฏิบัติใช้นะคะ ไม่เคยคิดว่าจะเกิดกับตัวเองเลยจริงๆ 
อยากรบกวนถามอีกนิดว่าเมื่อปีที่แล้ว(ประมานเดือน ส.ค.ค่ะ)ได้ทำการเจาะ fna ตรงไทรอยด์ไปแต่ผลออกมาไม่มีอะไร มันก็น่าแปลกมากเลยนะคะ 
ต้องกราบขอโทษที่เวิ่นเว้อค่ะ 

...............................................

ตอบครั้งที่ 4.
     เวิ่นเว้อแปลว่าอะไรผมไม่เข้าใจ เดาเอาว่าแปลว่าชอบสงสัยหรือไม่ก็จมอยู่กับอดีตใช่ไหม ทั้งการชอบสงสัยก็ดี ทั้งการจมอยู่กับเรื่องในอดีตก็ดี ล้วนเป็นความคิด ซึ่งจะพาเราหลุดออกไปจากปัจจุบัน เหตุการณ์ผ่านไปแล้วตั้งปีจะไปอาลัยอาวรณ์หามันทำไม ข้อมูลที่คุณควรทราบก็คือมะเร็งไทรอยด์ชนิดก้าวร้าวใช้เวลาจากจุดกำเนิดเติบโตจนถึงวินิจฉัยได้ในเวลานับกันเป็นเดือน ไม่ใช่นับกันเป็นปี และจากจุดที่วินิจฉัยได้ไปจนถึงจุดที่เสียชีวิตโดยเฉลี่ย (mean survival) ก็ใช้เวลาที่นับกันเป็นเดือน ไม่ใช่นับกันเป็นปี ในเวลาที่เหลือน้อยอย่างนี้ ไม่ว่าเวิ่นเว้อจะแปลว่าอะไรก็คงเป็นเรื่องทำให้ชีวิตเสียนาทีทองไป แม่ลูกควรช่วยกันและกันฝึกการอยู่กับปัจจุบัน หมายถึงการฝึกวางความคิด อยู่กับความรู้ตัวที่นี่เดี๋ยวนี้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับร่างกายนี้ และไม่เกี่ยวกับความเป็นบุคคลคนนี้หรือกับความคิดใดๆ เมื่อทำได้สำเร็จ เวลาที่ความตายมาถึง ก็จะมีความพร้อม

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Antonelli A1, Fallahi P, Ulisse S, Ferrari SM, Minuto M, Saraceno G, Santini F, Mazzi V, D'Armiento M, Miccoli P. New targeted therapies for anaplastic thyroid cancer. Anticancer Agents Med Chem. 2012 Jan;12(1):87-93.