21 กรกฎาคม 2561

หัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะเป็นพักๆแบบไฟฟ้าปล่อยออกมาจากห้องบน (PAC)

เรียนคุณหมอที่เคารพ
ดิฉันอายุ52สูง148หนัก48 เป็นแฟนคุณหมอมานานแล้วค่ะ เพราะกำลังสู้กับเบาหวานน่ะ ไม่มีอาการใดๆนะคะ เช้าวิ่ง 6 km 6 วัน สบายๆ ไม่เหนือยค่ะ หัวใจบางครั้งเต้นเร็ว ร้อยนิดๆค่ะ เป็นมาเกิน10ปีค่ะ
พึ่งไปหาหมอหัวใจค่ะ หมอให้ติด Holter และ abp 24 hrs พบว่า หัวใจเต้นผิดจังหวะตอนออกกำลังกาย
และ bp สูง คือเกิน140/80 นิดๆ หมอให้กินยา bisoprolol 1 เม็ดหลังอาหารเช้าค่ะ กินแล้ว หัวใจเต้นช้าลง  แต่เหนื่อยมาก วิ่ง2โลก็เหนื่อยสุดๆ ขึ้นบันไดก็เวียนหัวค่ะ
ขอเรียนถามคุณหมอค่ะ
1ที่กินยาเพราะเชือว่าหัวใจเต้นช้าลง คงได้พักมากขึ้นน่าจะมีอายุการใช้งานดีขึ้น  เป็นความเชื่อที่ถูกมั้ยคะ
2ทำไมต้องให้หัวใจเต้นต่ำกว่า100คะ จำเป็นรึเปล่า
3 เลิกกินยาดีมั้ยคะ รึทนๆไป ก็พอทนได้นะคะ ถ้ากินแล้วมันดีจริงก็จะอดทนค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
ส่งจาก iPad ของฉัน

..........................................................

ตอบครับ

ภาพคลื่นหัวใจที่ส่งมาเป็น paroxysmal atrial tachycardia (PAC) สลับการมีไฟฟ้าผิดปกติปล่อยแทรกออกมาจากผนังหัวใจห้องล่าง (PVC) นานๆครั้ง คำว่า PAC นี้แปลว่า
   
     "ภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะแบบเร็วกว่าปกติเป็นพักๆโดยที่ไฟฟ้าถูกปล่อยออกมาจากหัวใจห้องบน"

     นี่เป็นคำแปลของหมอสันต์เองนะ คำแปลของราชบัญฑิตไม่มีหรอก คำว่าไฟฟ้าปล่อยมาจากหัวใจห้องบน หมายถึงเป็นการปล่อยใกล้กับจุดปล่อยปกติ ไฟฟ้าจะให้จังหวะการเต้นกับหัวใจทุกห้องให้เต้นตามกันไปแบบมีจังหวะจะโคน นอกจากจะกำหนดให้เต้นเร็วหรือช้าแล้วเมื่อไฟฟ้าออกไปจากตรงนี้การเต้นของแต่ละห้องก็จะเข้าขากันเป็นอันดีมีก่อนมีหลังตามลำดับไม่ลัดคิว ทำให้หัวใจส่งเลือดออกไปเลี้ยงร่างกายได้เป็นปกติ ดังนั้น PAC นี้จึงเป็นภาวะที่ไม่มีอันตรายอะไร ไม่ทำให้อายุสั้น ไม่ทำให้เกิดลิ่มเลือดง่าย สามารถออกกำลังกายได้เหมือนคนปกติ ไม่ต้องกินยากันเลือดแข็ง ต่างจากกรณีที่ไฟฟ้าถูกปล่อยรัวออกมาจากที่อื่นซึ่งไม่ได้มีหน้าที่ในการปล่อยไฟฟ้าโดยตรง เช่นสมมุติว่าปล่อยรัวออกมาจากผนังของห้องล่าง (VF) หัวใจจะเต้นรัวแบบเต้นแร้งเต้นกาผิดจังหวะจะโคนบางทีก็เต้นขย่มกันเองจนหัวใจไม่สามารถส่งเลือดออกไปเลี้ยงร่างกายทำเอาตายได้ง่ายๆ แพทย์จึงต้องรีบทำโน่นนี่นั่นสาระพัด หรืออย่างเบาะๆกรณีไฟฟ้าปล่อยรัวออกมาจากผนังของห้องบน (AF) หัวใจห้องบนก็จะเต้นรัวไม่เป็นส่ำยุบยิบยับแบบถุงที่เอาหนอนเป็นพันใส่ไว้ข้างใน เลือดจึงไม่ไปไหนได้แต่ไหลวนไปวนมาอยู่นั่นแล้วจนเกิดเป็นลิ่มเลือดขึ้น เมื่อลิ่มเลือดหลุดพลั้วะไปก็ไปอุดตันหลอดเลือดต่างๆทำให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นได้ จนต้องกินยากันเลือดแข็งเพื่อป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือด แต่กรณี PAC หรือกรณีมี PVC แทรกนานๆครั้งนี้ไม่มีเรื่องร้ายๆเหล่านั้นใดๆทั้งสิ้นเลย

     เอาละ คราวนี้มาตอบคำถามของคุณ

     1. ถามว่าที่หมอให้กินยานี้คุณยอมกินเพราะเชื่อว่าหัวใจเต้นช้าลง คงได้พักมากขึ้น น่าจะมีอายุการใช้งานดีขึ้น  เป็นความเชื่อที่ถูกมั้ยคะ ตอบว่าเป็นความเชื่อที่ผิดครับ ความเป็นจริงคือการที่หัวใจเต้นเร็วบ้างช้าบ้างในภาวะ PAC ไม่ว่าจะมีหรือไม่มี PVC แทรกบ้างก็ตาม ไม่มีผลทอนอายุการใช้งานของกล้ามเนื้อหัวใจแต่อย่างใด และการกินยาก็ไม่มีผลยืดอายุการใช้งานของกล้ามเนื้อหัวใจแต่อย่างใด

     2. ถามว่าทำไมหมอต้องให้หัวใจเต้นต่ำกว่า 100 คะ ตอบว่าก็เพราะหมอชอบตัวเลขกลมๆ นะสิครับ ไม่ใช่แต่หมอหรอกที่ชอบตัวเลขกลมๆ นักบัญชีก็ชอบ (ขอโทษ นอกเรื่อง กลับมาที่เรื่องของเราดีกว่า) คือสิ่งที่หมอเขาสนใจมากในกรณี PAC และหรือ PVC นานครั้งคืออาการที่รบกวนคุณภาพชีวิตของคนไข้ เพราะหมอเขาถือว่าตัวเองจะได้ทำความดีหากได้ทำอะไรที่ได้ยืดอายุคนไข้หรือได้เพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนไข้ ในกรณีของ PAC และ PVC นี้คนไข้ไม่ได้อายุสั้นจึงไม่ต้องไปยืดอายุให้เขา แต่คนไข้เป็นทุกข์เพราะอาการใจสั่น การลดอาการนี้แหละที่เป็นเป้าหมายของหมอในการรักษาโรคนี้ และความที่อัตราการเต้นของหัวใจก็มักไปกับอาการใจสั่นของคนไข้ คือยิ่งหัวใจเต้นเร็วยิ่งมีอาการใจสั่นมาก หมอจึงวางแนวทางการรักษาว่าถ้าอัตราเต้นเร็วกว่าจุดสมมุติ ณ จุดหนึ่งก็สมควรใช้ยาเบรกไว้เสียหน่อย จุดสมมุตินั้นก็เหมาเอาว่าเอากันตรงตัวเลขกลมๆ 100 ครั้งต่อนาทีนี่ก็แล้วกัน แต่บางหมอก็ไม่เอา 100 นะ แล้วแต่ใครชอบเลขอะไร หมอบางคนชอบเลขเก้าก็เอา 90 บางหมอที่เกิดมาเพื่อจ่ายยาหากหัวใจเต้น 80 ครั้งเขาก็จ่ายยาให้แล้ว เป็นต้น

     3. ถามว่าจำเป็นหรือเปล่าในภาวะ PAC และ PVC ที่ต้องกินยากดให้หัวใจเต้นช้ากว่า 100 ครั้งต่อนาที ตอบว่าไม่จำเป็นหรอกครับ แต่หากคนไข้เป็นทุกข์กับอาการใจสั่นหมอเขาก็อยากทำอะไรสักอย่างมากกว่าจะเอามือซุกหีบอยู่เฉยๆ คนไข้อุตสาห์มาหาแล้วจะยืนเอามือซุกหีบเฉยอยู่ได้ไง อีกอย่างหนึ่งมันขึ้นกับว่าคุณไปหาหมอคนไหนด้วย คุณไปหาหมอท่านหนึ่งท่านอาจช่วยคุณด้วยการให้ยากดการเต้นของหัวใจให้ช้าลง แต่ถ้าคุณมาหาหมอสันต์แล้วคุยโขมงโฉงเฉงว่าหนูเนี่ยวิ่ง6 กม.สัปดาห์ละ 6 วันนะคะ ผมก็จะถามคุณว่าแล้วคุณเดือดร้อนอะไรไหมกับอาการใจสั่น หากคุณตอบว่าคุณไม่เดือดร้อน ผมก็จะไม่ยุ่งอะไรกับคุณ ผมหมายความว่าจะไม่ให้คุณกินยาอะไร ก็ในเมื่อคุณไม่เดือดร้อนก็แสดงว่าคุณภาพชีวิตคุณยังดีอยู่ แล้วยาจะไปเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คุณได้ตรงไหนละครับ ถูกแมะ

     4. ถามว่าเลิกกินยาดีไหม หรือจะให้ทนๆไป ตอบว่าตรงนี้คุณตัดสินใจเองได้แล้ว คุณก็ตัดสินใจเองสิ คือผมให้ข้อมูลคุณแล้วว่า PAC และ PVC ไม่ทำให้อายุคุณสั้นลง ยาก็ไม่ทำให้อายุคุณยาวขึ้น แต่กรณีที่คุณทุกข์กับอาการใจสั่น ยาช่วยลดอาการใจสั่นได้ ก็เท่ากับว่ายาช่วยให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้นได้ แต่หากยากินแล้วทำให้คุณหมดเรี่ยวหมดแรงแสดงว่ายาไปลดคุณภาพชีวิตในอีกด้านหนึ่งคือทำให้คุณวิ่งไม่ได้เท่าเดิม คุณก็ต้องชั่งน้ำหนัก ว่าด้านหนึ่งใจสั่น ด้านหนึ่งหมดแรง คุณจะเลือกข้างไหน แล้วตัดสินใจเอง คือให้เอาความทุกข์จากอาการเป็นหลัก อย่าเอาโรคเป็นหลักในการตัดสินใจใช้ยา เพราะ PAC และ PVC เป็นโรคที่เป็นเองหายเอง ไม่มียาตัวไหนไปทำให้มันหายหรอก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

20 กรกฎาคม 2561

นพ.สันต์ ให้สัมภาษณ์วารสาร SUPALAI@HOME

     ในยุคที่ผู้คนต่างตื่นตัวหันมาใส่ใจการดูและสุขภาพ เมื่อเอ่ยชื่อ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ก็คงไม่ต้องแนะนำกันมาก เพราะชื่อเสียงของท่านโด่งดังมานาน ประวัติอย่างสั้นที่คุณหมอสันต์บอกเล่าในบล็อกของท่าน กล่าวถึงตัวเองอย่างถ่อมตัวมีใจความว่านพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ อดีตเป็นศัลยแพทย์หัวใจที่ต่อมาหันมาสนใจเวชศาสตร์ครอบครัว เคยทำงานบริหารเป็นผู้อำนวยการรพ.พญาไท 2 อยู่ 6 ปี ตอนนี้เกษียณแล้ว และไปตั้ง Wellness We care Center ที่อ.มวกเหล็ก เปิดแค้มป์สุขภาพ สอนให้คนมีสุขภาพดีด้วยตนเอง และสอนคนที่ป่วยแล้วให้พลิกผันโรคด้วยตัวเอง ด้วยโภชนาการที่มีพืชเป็นอาหารหลัก การออกกำลังกาย การจัดการความเครียดอย่างเป็นระบบ และการเข้ากลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ทำงานจิตอาสา คือช่วยมูลนิธิสอนช่วยชีวิต มูลนิธิช่วยผ่าตัดหัวใจเด็ก และเป็นที่ปรึกษาให้กับรพ.มวกเหล็กด้วย มีงานอดิเรกทำสวนปลูกผักปลูกดอกไม้ เคยทำ "ไร่หมอส้นต์เกษตรอินทรีย์" แล้วเลิกไป และไปเริ่มทำฟาร์มใหม่อีกครั้งที่มวกเหล็ก ชื่อ Nature We Care Farm... คนที่อ่านประวัติคุณหมอมาถึงตรงนี้ก็มักจะอมยิ้ม

......................................................

     "..ผมเป็นคนที่ขอแค่วันนี้อยู่สบายๆ อย่าว่าแต่อนาคตไกลๆเลย แค่ชั่วโมงหน้าผมก็ไม่คิด อยู่ไปทีละช็อต ทีละโมเมนต์ อดีตไม่มี อนาคตไม่มี เป็นคนแก่ที่ไม่มีวาระ ไม่มีอะเจนดา

     ผมพร้อมเปิดรับอะไรก็ตามที่จะเข้ามา การที่เราจะเป็นคนเปิดรับได้ง่าย เราต้องไม่มีความคิด ต้องวางความคิดให้หมด สมัยก่อนผมจะมีความกังวลถึงอนาคต งานในความรับผิดชอบ ความเป็นความตายของคนไข้ สมองผมไม่เคยว่าง เวลาที่มีความคิดน้อยที่สุดคือเวลากำลังผ่าตัด ถามว่าสมัยนี้กับสมัยก่อนต่างกันยังไง สมัยก่อนความคิดเยอะ เครียด อยู่แต่ในความคิดอยู่แต่ในความกังวล ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคนอื่นไม่ใช่เรื่องของตัวเรา สมัยนี้ไม่มีความคิดไม่มีความกังวลอะไร"

     หลายคนที่เป็นแฟนคลับของคุณหมอ คงพอทราบว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หมอผ่าตัดหัวใจมือหนึ่งที่เป็นผู้บริหารโรงพยาบาลตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองมาสู่บทบาทผู้ทำงานเพื่อสังคมในด้านการเผยแพร่วิธีการรักษาสุขภาพโดยไม่ต้องพึ่งหมอนั้น คือการที่คุณหมอพบว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ

     "พอตัวเองป่วย เจ็บหน้าอกเวลาออกแรง ก็รู้แล้วว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือด เพราะตัวเองเป็นหมอโรคหัวใจ การเป็นหัวใจขาดเลือดมันตายได้ง่ายๆ เราอยู่กับคนไข้ เรารู้จุดนี้ มันก็เหมือนกับดึงเรามาจากสิ่งที่เรากำลังมุ่งหน้าไปไหนก็ไม่รู้ จึงถอยกลับมาตั้งหลักกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ความเป็นไปได้ที่เราอาจจะตายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เราก็มาจัดแจงทรัพย์สมบัติเรียบร้อยหมด แล้วก็ถามตัวเองว่า 

     ตายได้ยัง...

     ยัง ยังไม่ได้ 

     ทำไม 

     มันเป็นอะไรที่บอกไม่ถูก อายุน้อยเกินไป ชีวิตกำลังทำอะไรอีกตั้งเยอะแยะ แต่ความที่เป็นหมอก็รู้ว่าคนไข้แบบนี้จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ เราก็เป็นคนไข้ มันจำเป็นที่เราจะต้องทำยังไงก็ได้ให้เรามีความพร้อมที่จะตาย ไม่อย่างนั้นชีวิตจากนี้ไปเราก็จะอยู่ไปอย่างทุรนทุรายเหมือนคนไข้ที่เราเห็น

     ตราบใดที่ยังทำใจไม่ได้ว่าตายเมื่อไหร่ก็ได้ ชีวิตที่เหลือจะไม่มีความสุขเลยเพราะกลัวตาย ก็เลยต้องมาทำการบ้านกับเรื่องที่ทำยังไงไม่ให้กลัวตาย หลังจากลองมาหลายแบบ ท้ายที่สุดก็ลงตัว คือ หัดวางความคิด พอหัดวางความคิดได้แล้วชีวิตก็สบายดี แต่ไม่ใช่ว่าเป็นแบบนี้แล้วไม่ทำงานอะไรนะ งานก็ทำ ยังฝึกอบรม ยังสอนคน ยังทำอะไรอยู่ ทำโดยโฟกัสที่ตัวงานแต่ไม่สนใจว่าผลจะเป็นยังไง เพราะเราไม่ได้ไปได้ดิบได้ดีกับผลเหล่านั้นแล้ว เพราะเราทำใจได้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ก็ได้แล้ว เราไม่สนอะไรแล้ว"

     คุณหมอสันต์บอกเราว่าท่านพร้อมตายทุกเมื่อ แต่โปรเจกต์ที่ทำตอนนี้ก็ไม่เล็ก ดูเหมือนตั้งใจอยู่ยาว

     "การทำงาน ผมปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ คนทำงานกับเราก็ให้เขาค่อยๆเข้ามาเรียนรู้ตามธรรมชาติ สมัยก่อนผมทำงานดูแลธุรกิจเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชน เราซีเรียสว่าถ้าคนคนนี้ขาดแล้วเราจะทำยังไง แต่พอเรื่องจริงเกิดขึ้น คนสำคัญขาดไปโดยกะทันหัน สามวันแค่นั้นแหละ ทุกอย่างมันก็ลงตัว ตอนหลังผมเลยเลิกคิดว่าตัวเองต้องแบกโลกไว้ ผมกลายเป็นคนที่เรียกว่าไว้ใจจักรวาล ปล่อยให้จักรวาลเป็นคนบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่างไป ในเมื่อใครก็ตามสร้างโลกนี้ขึ้นมา เขาก็ต้องเป็นคนดูแลโลกนี้ ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะแบกโลกไว้"

     คุณหมอเล่าว่าอุปนิสัยส่วนตัวของท่านเป็นคนรักความสงบ ชอบอยู่เงียบๆไม่ยุ่งกับคนมาก แต่ในชีวิตการทำงานต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนมาก

     "ถ้าถามเรื่องแรงบันดาลใจว่าทั้งๆที่ไม่ชอบยุ่งกับใคร ทำไมถึงมาทำงานนี้ อันที่หนึ่ง คือการที่ตัวเองป่วยแล้วหันมาดูแลตัวเองแล้วตัวเองดีขึ้น ก็อยากจะสอนคนอื่นให้รู้จักดูแลตัวเอง อันที่สอง การประกอบอาชีพผ่าตัดหัวใจมานาน มันเป็นงานที่เหนื่อยยากมาก แต่การที่ผ่าตัดหัวใจไปแล้วโรคของเขาไม่ได้หาย ถ้าเขาไม่ตาย อีกประมาณสิบปีเขาก็กลับมาอีก กลับมาแต่ละทีก็ต้องมาทำงานหนักมากเลย มันเป็นอะไรที่ไม่คุ้มเลย หมอก็เหนื่อย คนไข้ก็เหนื่อย

     อย่างไรก็ตาม การมีชีวิตที่ดี การมีสุขภาพที่ดี เงื่อนไขหลักอยู่ที่ตัวบุคคล มันเหมือนกับพระสอนให้คุณบรรลุอรหันต์บรรลุธรรม พระไม่ได้ทำให้คุณบรรลุธรรม ตัวคุณต่างหากที่ต้องปฏิบัติเองให้บรรลุธรรม การที่จะให้คนมีสุขภาพดี ผมแค่เป็นคนสอน เป็นคนกระตุ้น แต่ว่าผมไปทำแทนเขาได้ซะเมื่อไหร่ ตัวเขาต้องทำเอง"

     นอกจากนี้ คุณหมอสันต์ยังให้มุมมองเกี่ยวกับปัญหาผู้สูงอายุที่เป็นภาระของลูกหลานและสังคมไว้อย่างน่าคิด

     "การมองเห็นภาพสังคมผู้สูงอายุในอนาคตไม่ต้องใช้ญาณวิเศษอะไร เป็นการคาดการณ์ทางสถิติอยู่แล้วว่าต่อไปผู้สูงอายุจะมากขึ้น จะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่คุณภาพชีวิตจะแย่ลง ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นนั้น ในงานวิจัยครั้งหลังสุดที่แคนาดาทำ 50% ของสิบปีสุดท้ายของชีวิตคน จะเป็นชีวิตที่ไม่มีคุณภาพ เราดูจากข้อมูลเหล่านี้เราก็รู้แล้ว คนแก่จะเยอะ คุณภาพชีวิตจะแย่ ทุกคนก็มองเห็นตรงนี้ ไม่ใช่ผมมองเห็นคนเดียว นักสถิตินักวิทยาศาสตร์ทุกคนก็มองเห็นหมดแหละ หลายคนก็พยายามจะใช้วิธีของเขาแก้ คือยืดอายุเกษียณออกไปบ้าง พยายามให้คนแก่ทำอะไรมากขึ้นบ้าง ไม่ใช่หกสิบปีปุ๊บก็นั่งรอกินบำนาญ แล้วต่อไปไปใครจะมาเลี้ยง

     สำหรับการแก้ปัญหา ประเด็นที่หนึ่ง ทิศทางของการบริหารจัดการด้านสุขภาพจะต้องเปลี่ยนไป เส้นทางปัจจุบันนี้เรามุ่งไปที่ hospital treatment การใช้การแพทย์แผนใหม่ การผ่าตัด ใช้ยา ใส่วัสดุเทียม ใช้เทคโนโลยี  ไม่สนใจตัวเอง เป็นอะไรก็ไปโรงพยาบาล ทิศทางนี้สังคมจะจ่ายไม่ไหว มันเจ๊งแน่นอน อันที่หนึ่ง มันใช้เงินเยอะ ถึงจุดหนึ่งสังคมก็ไม่มีเงินจ่าย นักวิชาการทางด้านสถิติ ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสาธารณสุข ทุกคนมองเห็นหมด อันที่สอง มันเป็นทางที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งๆที่เราทำอย่างนี้ไม่ใช่ว่าสุขภาพของผู้คนจะดีขึ้น เอาง่ายๆการเป็นโรคเรื้อรัง ไม่ใช่ว่าเราทำอย่างนี้แล้วจุดจบที่เลวร้ายของโรคจะลดลงก็เปล่า อายุคนจะยืนยาวขึ้นเพราะการทำอย่างนี้ก็เปล่า เพราะฉะนั้นทางนี้เป็นทางที่ผิด จะต้องถอยกลับมาหาอีกทางหนึ่ง ซึ่งเรารู้ว่าให้คนหันมาดูแลสุขภาพตัวเองผ่านการกินการใช้ชีวิตการจัดการความเครียดแล้วสุขภาพจะดีขึ้น ดังนั้นทิศทางการดูแลสุขภาพต้องเปลี่ยนไป"

     เมื่อพูดถึงความแก่ ความเจ็บแล้ว ก็ต้องคุยเรื่องความตาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสัจจธรรมของทุกชีวิต เราอยากรู้มุมมองของคุณหมอสันต์ว่าในอนาคตคนเรามีความเป็นไปได้ไหมที่จะมีสิทธิ์ตัดสินใจเองว่าจะมีชีวิตอยู่ยาวนานแค่ไหน

     "ในอนาคตถ้าคุณมองไปให้ไกล ชีวิตของคนจะถูกบงการด้วยหุ่นยนต์ (artificial intelligence - AI) เหมือนอย่างคนรุ่นนี้ อีกสามชั่วโมงเขาจะกินอะไร เขาก็จะเช็คกับอากู๋ (Google) ใช่ไหม ว่าจะไปกินข้าวที่ไหนดี อากู๋คือหุ่นยนต์ สิ่งเหล่านี้จะกำหนดชีวิตของผู้คน ถ้าถามว่าคนจะฆ่าตัวตายได้ไหม มีวิธีตายแบบทางการแพทย์ไหม มันขึ้นอยู่กับหุ่นยนต์จะเป็นตัวกำหนด หุ่นยนต์ก็มาจากความคิดของผู้คนส่วนใหญ่ ซึ่งผมเดาไม่ถูกเลยว่าการกำหนดความตายในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ผมมั่นใจว่าตัวปัญญาประดิษฐ์นี่แหละจะเป็นตัวกำหนด อากู๋คือปัญญาญาณ (intuition) ของผู้คนในอนาคต เกิดจากความคิดอ่านของคนในโลกนี้ แล้วมันก็จะมาบงการให้คนใช้ชีวิตไปในแนวนี้

     ยกตัวอย่างการไปหาหมอ การไปโรงพยาบาล ต่อไปจะถูกทดแทนโดยหุ่นยนต์ หมอจะเป็นอาชีพที่ไม่จำเป็น หุ่นยนต์เป็นตัวบอกตั้งแต่ต้น เพราะว่ามันรวบรวมความคิดความอ่านหลักวิชาไว้หมด มันสามารถที่จะไล่เรียงได้อย่างรวดเร็วว่าอาการที่คุณมีจะเป็นโรคอะไรได้บ้าง ทางเลือกในการรักษาที่ดีที่สุดคืออะไร ผมมั่นใจได้เลย 20-30 ปีข้างหน้าอาชีพแพทย์จะลดความสำคัญ ถามถึงอนาคตไกลๆผมตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับหุ่นยนต์จะบงการ ตอบได้แต่ว่าชีวิตคนจะไม่เหมือนทุกวันนี้"

     คุณหมอพูดถึงอนาคตที่ฟังแล้วบอกไม่ถูกว่ามันจะดีขึ้นหรือน่ากลัว แต่สำหรับคนที่ไม่กลัวตายอย่างคุณหมอสันต์ เราก็อยากรู้ว่าถ้าถามถึงสิ่งที่กลัวโดยอัตโนมัติไม่ต้องใช้สติ ไม่ต้องใช้ความฉลาด สิ่งที่คุณหมอสันต์กลัวที่สุดคืออะไร

     "ตอนนี้ผมพ้นสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว ความกลัวมันเป็นความคิด เป็นความเชื่อ ความกลัวคือความเชื่อว่าสิ่งร้ายๆจะเกิดขึ้นกับเรา ผมเรียนรู้ชีวิตมาถึงขั้นที่ผมวางความคิดได้ ไม่หมด 100% แต่ก็ 99% สิ่งที่เรียกว่าความกลัวก็ดี ความเชื่อก็ดี ความชั่วความดีก็ดี ผมไม่มี ผมพ้นจากสิ่งเหล่านั้นไปแล้ว ผมตอบได้ว่าไม่กลัวอะไรเลย

     ความกลัวเป็นต้นเหตุของความเจ็บป่วย คุณต้องหัดวางความคิดให้เป็น แล้วความกลัวจะหมดไป ธุรกิจอุตสาหกรรมการแพทย์อยู่ได้เพราะความกลัว เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการประกันชีวิต ถ้าคนไม่กลัว เขาเจ๊งกันหมด

     การจะมีชีวิตที่เป็นสุข คือการเป็นอยู่อย่างสงบร่มเย็นในชีวิตประจำวันเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ต้องไปวัดไปวา ไปบวช เท่านั้น วัดก็มีสิ่งแวดล้อมที่เครียดได้เหมือนกัน ตัวผมเองไม่ใช่คนเข้าวัดถือศีลกินเจ คือกลัวว่าถ้าเป็นพระก็ต้องมีศีลเป็นร้อยสองร้อยข้อ กลัวจะเครียด"

     พูดถึงการบวชหรือถือศีลปฏิบัติธรรม วิถีชีวิตประจำวันของคุณหมอในเรื่องการกินอยู่และการออกกำลังกายนั้นก็เคร่งครัดพอๆกับนักบวช ไม่ว่าจะเป็นการกินเพื่อสุขภาพ งดน้ำตาลและเกลือ ซึ่งเป็นความบันเทิงปากที่ใครๆก็ขาดไม่ได้

     "อาหารเป็นสิ่งเสพย์ติด การเลิกสิ่งเสพย์ติดมันยาก คุณต้องมีอะไรที่ทำให้คุณเบิกบานได้มากกว่านั้นคุณถึงจะเลิกมันได้ การเลิกยาเสพย์ติดกับอาหารมีกลไกเหมือนกัน ในทางการแพทย์มีข้อมูลชัดเจน ทำถึงขนาดเอาเอ็มอาร์ไอ.มาดูการเปลี่ยนแปลงของสมองในคนติดโคเคนกับคนติดน้ำตาล เวลาอยากกินน้ำตาลกับอยากเสพย์โคเคนมีการเปลี่ยนแปลงในสมองเหมือนกัน แต่เราก็ยังไม่สามารถทำให้คนเลิกเสพย์ติดอาหารได้ สำหรับตัวผมเองนั้นเลิกได้เพราะผมวางความคิดให้ได้ก่อน มาถึงจุดนี้อาหารที่ไม่มีเครื่องปรุงมันมีรสชาติที่แท้ของมัน พอเราเลิกติดแล้วก็รู้ว่ารสชาติเดิมมีแค่นั้น แต่รสชาติแท้จริงของอาหารมีรสชาติใหม่ๆแปลกๆเสมอ"

     คุณหมอย้ำว่าการมีสุขภาพดี ชีวิตดี ทำได้ง่ายๆด้วยตัวเองที่บ้าน โดยให้คำแนะนำว่าบ้านที่จะทำให้คนเรามีชีวิตที่ดี มีสุขภาพดี ควรประกอบด้วยอะไรบ้าง

     "เรื่องที่อยู่อาศัยมีสองส่วนนะครับ ส่วนที่มีความสำคัญน้อย กับส่วนที่มีความสำคัญเยอะ ส่วนที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว ห้องนอนแค่ใช้ซอกหลืบเล็กๆก็พอ ห้องนอนไม่จำเป็นต้องใหญ่ ห้องนอนที่ดีในทางการแพทย์หนึ่งคือต้องเงียบ สองต้องสะอาด สามต้องมืด สี่ต้องเย็น ส่วนที่สองคือพื้นที่ร่วม ที่จำเป็นที่สุดคือมีอากาศสำหรับใช้หายใจ หากคุณเปิดบ้านออกมาสูดอากาศแล้วหายใจได้ไม่เต็มปอดคุณอายุสั้นแน่นอน แสงแดดก็มีความจำเป็นสำหรับทุกชีวิตบนโลกนี้ สามคือมีน้ำสะอาดที่จะดื่มจะใช้ สี่คือสถานที่ออกกำลังกาย ควรเป็นพื้นที่ร่วมที่หากมีต้นไม้ด้วยก็ยิ่งดี อันสุดท้ายสำหร้บที่พักอาศัยที่ดีคือจะต้องเข้าถึงอาหารที่จะทำให้สุขภาพดีได้ง่ายๆ"

     สิ่งที่คุณหมอพูดเกี่ยวกับการมีชีวิตที่ดีของคนเรานั้นขึ้นอยู่กับการจัดการตัวเองเกือบ 100% แต่ถ้าพิจารณาชีวิตคนเราจริงๆ ทุกข์ส่วนใหญ่เกิดจากการอยู่ร่วมกับคนอื่น

     "ความสำคัญอยู่ที่เวลาเราอยู่กับคนอื่นแล้วเป็นทุกข์ เพราะเรามองชีวิตว่านี่เป็นเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นเป็นคนอื่น แต่ชีวิตจริงๆ ถ้าคุณถอยลึกลงไป ชีวิตมีสองระดับ ระดับแรกทุกอย่างตั้งชื่อเรียกได้ บอกรูปร่างได้ สิ่งเหล่านี้เราตั้งขึ้น ชื่อทั้งหลายเราก็ตั้งขึ้น รูปร่างเราก็ตั้งขึ้น สูง ต่ำ ดำ ขาว แต่ถ้าเราถอยลงไปอีกระดับหนึ่งทุกอย่างจะเป็นคลื่น คลื่นของการสั่นสะเทือน แสง เสียง สัมผัส เป็นคลื่นหมด ตั้งชื่อเรียกไม่ได้ ในระดับของคลื่น คุณกับผมประกอบขึ้นมาจากสิ่งเดียวกัน เวลาผมมองคุณลึกๆ ผมเห็นสิ่งเดียวกันไม่ว่าในตัวคุณหรือในตัวผม

     ชีวิตเป็นอย่างนี้ รากของทุกชีวิตเป็นสิ่งเดียวกัน ด้วยความเข้าใจอันนี้คุณจะไม่มีปัญหาหรอกเวลาอยู่กับใคร มันเป็นสิ่งเดียวกันไม่ใช่นั่นคุณนี่ผม แต่ที่มีปัญหาเพราะเรายังไม่เข้าใจสิ่งนี้ เราไปตีกรอบภายใต้ผิวหนังนี้ว่าเป็นเรา ภายในเขตหมุดโฉนดนี้ว่าเป็นที่ดินของเรา เรามีปัญหาเพราะสิ่งที่เราสมมุติขึ้นในใจเรา การอยู่ด้วยกันมีปัญหาเพราะสิ่งที่ใจเราสมมุติขึ้น เราไม่ต้องไปยุ่งกับใครหรอก แก้ตรงนี้ ตรงสิ่งที่ใจเราสมมุติขึ้น อย่าว่าแต่อยู่กับคนเลย การอยู่กับสัตว์ก็จะไม่มีปัญหา ถ้าคุณข้ามข้อสมมุติได้"

     จากวิทยาทานที่คุณหมอสันต์ ใจยอดศิลป์ กรุณามอบให้ในครั้งนี้ สิ่งที่ตัวเราและเชื่อว่าผู้อ่านน่าจะสรุปได้ตรงกันคือ ทุกความสำเร็จในการจัดการให้มีชีวิตที่ดี ล้วนขึ้นอยู่กับใจ คือความคิด ดังที่คุณหมอสันต์เรียกว่า "การวางความคิด" จึงเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับทุกคนที่คำตอบนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ก็สามารถทำได้เท่าเทียมกัน หากวางความคิดได้ ใช้ชีวิตถูกทาง จิตใจมีความสุข ร่างกายก็มีความสุขและแข็งแรง มีชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบายไม่ต้องเป็นภาระใคร ยิ้มได้หัวเราะได้ไปอีกนาน ดังสุภาษิตที่ว่า "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" นั่นเอง

     Sant Chaiyodsilp MD (FCTS, FRCST, FRCFMT) is the Senior Consultant and Specialist at Check Up Center, Phyathai 2 Hospital and Chief Wellness Coach at Mega. The heart surgeon turned family physician promotes the idea that heart disease can be reversed with a plant-based whole food diet. The body's ability to heal is greater than one might believe.
     As the wellness coach, he guides people to reverse their heart disease with the help of a plant-based diet, exercise, stress management within the scope of the evidence-based medicine. His own life journey became the inspiration in his career. Dr. Sant who was suffering from ischemic heart disease eschewed the surgeon's scapel and looked for alternative ways to heal himself.
     He decided to change his career from being a heart surgeon to become a family physician, focusing on encouraging his patients to reverse their diseases by changing their lifestyle, in the way he had done.
     Through knowledge, skill and the right attitude, he believes that one can reverse or prevent heart iseases caused due to a poor lifestyle.

.............................................

18 กรกฎาคม 2561

การรับมือกับมะเร็ง

ผมอายุ 72 ปี ตอนนี้กำลังเป็นมะเร็งสำไส้ใหญ่ หมอกำลังให้เคมีบำบัดและรังสีรักษา แล้วมีแผนว่าจะผ่าตัด ตอนนี้มีอาการปวดค่อนข้างมาก ผมอยากปรึกษาคุณหมอสันต์ว่า
1. ผมควรจะกินอย่างไร กินอะไรบ้าง
2. ผมกินอะไรก็กลืนไม่ค่อยลงและสำลักและไอบ่อย หมอและลูกๆคะยั้นคะยอให้ใส่สายยางให้อาหารตรงลงกระเพาะ ผมควรจะใส่ไหม
3. ผมควรจะรับมือกับอาการปวดอย่างไร
4. คุณหมอสันต์มีอะไรจะแนะนำผมอีกไหมครับ
ขอขอบพระคุณคุณหมอสันต์มากครับ

..........................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าคนเป็นมะเร็งควรกินอย่างไร ผมตอบตามคำแนะนำ (Guidelines) ของสมาคมมะเร็งอเมริกัน (ACS) ซึ่งได้ออกคำแนะนำมาตรฐานให้ผู้ป่วยมะเร็งกินอาหารดังนี้

     1.1 จำกัดการทานเนื้อสัตว์ในรูปแบบไส้กรอก เบคอน แฮม (processed meat) และจำกัดการทานเนื้อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (red meat) เช่นเนื้อหมูเนื้อวัว ให้เหลือน้อยที่สุด (แปลว่าไม่กินได้ยิ่งดี)

     1.2 ทานผักและผลไม้ให้มากๆเข้าไว้ อย่างน้อยวันละสองถ้วยครึ่ง

        ในแง่ของการทานผักผลไม้ให้มากๆนี้ หมอสันต์แนะนำเพิ่มเติมว่านานๆครั้งให้หาผักพื้นบ้านแปลกๆหาทานยากๆอย่างละนิดอย่างละหน่อยรวมทั้งเห็ดต่างๆตามฤดูกาลมาทานสดบ้างปั่นบ้างตามสะดวก เพราะการได้ธาตุที่หายากและที่ร่างกายใช้น้อย (trace element) ซึ่งมักมีแต่ในพืชเท่านั้น น่าจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานดีขึ้น นี่เดาเอานะ แต่อย่างน้อยหมอสันต์ก็มีหลักฐานระดับเรื่องเล่า คือตัวอย่างเมียของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ทำตัวอย่างนี้แล้วอยู่มาได้เกินยี่สิบปี คือเธอจะไปตลาดบ้านนอกทุกเช้าแล้วซื้อผักทุกอย่างที่ชาวบ้านเขาทานกันมาทานสดบ้างต้มบ้างอย่างละนิดอย่างละหน่อยๆ เธอบอกว่ารุ่นเดียวกันที่นั่งรอหมออยู่ที่คลินิกที่สวนดอกไปกันหมดแล้ว เหลือเธอคนเดียว

     1.3 ทานธัญพืชไม่ขัดสี (เช่นข้าวกล้องหรือขนมปังโฮลวีท) แทนธัญพืชขัดสี

     1.4 ทานอาหารในปริมาณพอดีไม่ทำให้อ้วน ถือหลักผอมไว้เป็นดี แต่อย่าผอมจนผิดปกติ (อย่าให้ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 18.5) เพราะขณะที่ความอ้วนสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งมากขึ้น แต่ถ้าผอมเกินไปก็จะอ่อนแอสะง็อกสะแงก ทำกิจกรรมประจำวันลำบาก ชีวิตไม่มีคุณภาพ

     1.5 ถ้าดื่มแอลกอฮอล์อยู่ให้จำกัดไม่เกินวันละ 1-2 ดริ๊งค์

     1.6 ให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอด้วย คือออกกำลังกายถึงระดับหนักพอควร (หอบแฮ่กๆร้องเพลงไม่ได้) สัปดาห์ละ 150 นาที หรือหนักมาก (พูดไม่ได้) สัปดาห์ละ 75 นาที โดยทะยอยออกแบบกระจายตลอดสัปดาห์ ร่วมกับหาโอกาสทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากกว่าชีวิตประจำวันปกติบ่อยๆ

     2. ถามว่าถ้าเป็นมะเร็งแถมทานอาหารไม่ค่อยได้จะทำอย่างไร ตอบว่าควรหันไปใช้วิธีเลือกเอาอาหารอุดมคุณค่ามาปั่นรวมกันด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูงโดยไม่ทิ้งกากหรือส่วนดีๆใดๆเลยดื่ม เพราะงานวิจัยในเนอร์ซิ่งโฮมได้ผลสรุปว่าเป็นวิธีช่วยให้ผู้ป่วยได้อาหารครบถ้วนพอเพียงมากขึ้น มีโอกาสขาดอาหารน้อยลง ประเด็นสำคัญคือเครื่องปั่นต้องเป็นเครื่องปั่นความเร็วสูงเกิน 30,000 รอบต่อวินาที จะได้ปั่นทุกอย่างให้เหลวเป็นฝุ่นหรือเป็นน้ำได้หมดโดยไม่ต้องทิ้งกากหรือไม่ต้องมีเม็ดกากเหลือให้ต้องเคี้ยวอีก

     3. ถามว่าในกรณีที่ดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นแล้วดื่มไม่ได้ เพราะชอบไอ ชอบสำลัก ควรทำอย่างไร ตอบว่าให้หาทางทำอาหารไม่ให้แข็งจนเคี้ยวยาก ไม่ให้เหลวจนเป็นน้ำ คือทำให้มันหนืดๆนุ่มๆไม่ต้องใช้ฟันเคี้ยวและกลืนง่ายดีด้วย วิธีทำก็คือต้องไปหาซื้อแป้งชนิดหนึ่งมา (ผมเห็นขายในญี่ปุ่นและอเมริกา แต่ผมไม่เคยเห็นในเมืองไทย แต่น่าจะมีขาย คุณไปหาเอาเองนะ) แล้วปั่นอาหารผักผลไม้ให้เหลวเป็นน้ำแล้วเอาแป้งแบบนี้ปริมาณนิดหน่อยคลุกๆๆกับอาหารปั่นนั้นแล้วคนๆๆจนมันหนืดๆนุ่มๆแล้วก็ตักกิน จะลื่นคอดีมากและกลืนได้ง่ายไม่สำลักเลย

     เรื่องที่หมอและลูกๆแนะนำให้ใส่สายยางให้อาหารนั้น คุณจะเชื่อใครก็แล้วแต่คุณนะครับ แต่หมอสันต์แนะนำว่าอย่าใส่สายนี้เป็นอันขาดตราบใดที่คุณยังกลืนอาหารได้เองแม้จะกลืนได้แบบลุ่มๆดอนๆก็อย่ายอมใส่สายนี้ เคี้ยวไม่ไหวไม่เป็นไร ปั่นเอาได้ แต่ที่คนเราจะกลืนไม่ได้เลยนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เฉพาะคนไข้หลังอัมพาตแบบหนักๆเหน่งๆเท่านั้นที่จะกลืนไม่ได้ แค่คุณยังกลืนได้อยู่ ดังนั้นอย่าใส่สายนี้นะ

     ไหนๆก็พูดถึงเรื่องนี้แล้วขอถือโอกาสสั่งเสียเรื่องตัวเองหน่อยนะ เป็นการบอกให้ลูกเมียรู้เจตนาด้วย คือถ้าหมอสันต์ป่วยเป็นอะไรแล้วออกอาการกินน้อยหรือกินไม่ได้ ถ้าตัวหมอสันต์เองไม่ได้สั่ง ห้ามลูกเมียยอมให้ใครใส่สายให้อาหารทางจมูกตรงเข้ากระเพาะอาหารผมเป็นอันขาดนะ ผมกลัวเจ้าสายนี้มากเลย เพราะถ้าผมจะกินผมจะกินของผมเอง ไม่ต้องมายัดเยียด ถ้าผมหยุดกินก็หมายความว่าผมเตรียมตัวตายแล้ว เพราะธรรมชาติของสัตว์ทุกขนิดเวลาใกล้ตายเขาจะหยุดรับอาหารก่อนนานหลายวัน งานวิจัยบอกว่าการอดอาหารจะทำให้การตายราบเรียบเงียบสบายยิ่งขึ้นเพราะมีสารเอ็นดอร์ฟินออกมาช่วย พร้อมที่จะตายเมื่อไหร่ผมก็จะบอกลาทุกๆคนแล้วเลิกกินน้ำกินอาหาร ผมต้องการแบบนี้ ผมไม่ต้องการให้ผู้หวังดีมาใส่อาหารแบบบายพาสให้โดยที่ผมไม่ได้ตั้งใจจะกิน เพราะทำแบบนั้นหากผมอยากจะตายก็ตายไม่ได้สักที ชีวิตฉากสุดท้ายที่ผมควรจะกำกับได้ด้วยตัวเองก็จะมีอันป่นปี้เสียหายหมด แบบน้้นผมไม่เอา

     4. ถามว่าจะรับมือกับอาการปวดจากมะเร็งได้อย่างไร ตอบว่าให้ใช้วิธีถอยออกมาเป็นผู้สังเกตอย่างไม่ยึดถือเกี่ยวพัน (detached awareness) ซึ่งมีวิธีฝึกปฏิบัติเป็นขั้นตอน คือ

     ขั้นที่ 1. ตั้งต้นที่มุมมองปัจจุบันก่อน ให้คุณมองสิ่งทั้งหลายรอบตัว ฟัง สัมผัส มองให้เห็นว่าสิ่งทั้งหลายรอบตัวนอกร่างกายคุณนั้นมันไม่ใช่คุณ มันเป็นสิ่งที่ถูกคุณเฝ้ามอง (the observed) โดยตัวคุณหรือ "ฉัน" เป็นผู้เฝ้ามอง (the observer) แล้วให้คุณมองให้เห็นนะว่าสิ่งนอกตัวคุณนั้นมันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่คุณยังอยู่ที่นี่ ในร่างกายนี้ อยู่มาตั้งเกิดแล้ว สิ่งที่อยู่ในตัวฉันนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสิ่งที่อยู่นอกร่างกายไม่ใช่ฉัน แต่สิ่งที่อยู่ในร่างกายนี้เป็น "ฉัน"

     ขั้นที่ 2. คราวนี้ให้คุณถอยความสนใจจากสิ่งแวดล้อมภายนอกมาสนใจเฉพาะที่ร่างกายของคุณ โดยเฉพาะอวัยวะรับรู้ของคุณเองอันประกอบด้วย ตา หู ผิวหนัง เป็นต้น คุณมองดูอวัยวะรับรู้ของคุณนะ มองดูนี่ผมหมายความว่าให้รับรู้ว่ามีมันอยู่ มันกำลังทำงานอยู่ ไม่จำเป็นต้องเอาตาไปมองจริงๆหรอก ให้คุณมองให้เห็นว่าตาก็ดี หูก็ดี มันไม่ใช่ผู้ดูหรือผู้ฟังหรือผู้สังเกตปรากฎการณ์ภายนอกที่แท้จริงนะ ผู้สังเกตที่แท้จริงคือใจของคุณ ซึ่งอาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในร่างกายนี้แหละ สมมุติว่าอยู่ในหัวสมองหรืออยู่ในหน้าอกก็ได้ตามถนัด ใจคือผู้สังเกตที่แท้จริง แค่อาศัยตาและหูและผิวหนังเป็นเครื่องมือในการสังเกตเท่านั้น มองให้เห็นว่าอวัยวะรับรู้และร่างกายนี้ไม่ใช่ "ฉัน" หรือผู้สังเกตตัวจริงนะ ใจของคุณต่างหากที่เป็น "ฉัน" หรือเป็นผู้สังเกตตัวจริง ให้คุณลงมือทำจริงๆ จนเห็นจริงตามนี้นะ

     การสังเกตร่างกายนี้ หมายความรวมถึงการสังเกตอาการปวดบนร่างกายด้วย สังเกต รับรู้ แต่ไม่เข้าไปมีหุ้นหรือมีส่วนร่วม (detachment) ปวดก็รู้ว่าปวด รับรู้ตั้งแต่มันเกิดขึ้น มันยังอยู่ แล้วมันหายไป เอาความสนใจไปลาดตระเวณรอบๆที่ปวด แล้วก็ชะแว้บเจาะเข้าไปอยู่ในใจกลางของความปวด แบบอยู่ด้วยอะ ขอทำความรู้จักหน่อยนะ เป็นเพื่อนกันนะ ไม่ขับไล่ มาแอบดูเฉยๆ ขยันพูดกับตัวเองดังๆว่า

     "ฉันไม่ใช่ร่างกาย"

     "I am not the body"

     ขั้นที่ 3. คราวนี้คุณถอยความสนใจของคุณถอยร่นจากตา จากหู จากผิวหนังหรือจากร่างกายที่กำลังปวด ไม่ต้องสนใจร่างกายแล้ว ถอยเข้ามาสู่ภายในยิ่งขึ้น มาสนใจสิ่งที่คุณเรียกว่า "ใจ" เพียงอย่างเดียว สิ่งที่เราเรียกว่าใจนี้ก็คือความคิด (thought) ซึ่งหากจะแยกย่อยออกไปมันก็อาจมาในรูปแบบของอารมณ์ (emotion) และความรู้สึก (feeling) แต่ทั้งหมดนั้นก็คือความคิดนั่นแหละ ให้คุณลองจับเอาตรงที่ใดที่หนึ่งมาเป็นตัวอย่างนะ เอาที่ความรู้สึกหงุดหงิดก็แล้วกัน คุณมีความหงุดหงิดเพราะไม่สบอารมณ์กับอาการปวดที่ไม่หาย แต่คุณหงุดหงิดเรื่องอะไรไม่สำคัญนะ สาระของความคิดที่ทำให้คุณหงุดหงิดหรือโกรธไม่สำคัญ แต่ประเด็นอยู่ที่..ความโกรธหรือความหงุดหงิดเป็นเพียงปรากฎการณ์ที่คุณสังเกตดูมันได้

          ตัวความโกรธเป็นความคิด มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป มันไม่ใช่คุณ ตั้งใจมองให้ดีนะ ความโกรธเป็นความคิด มันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสังเกต ตัวมันสังเกตตัวมันไม่ได้หรอก มันไม่ใช่ "ฉัน" ตัวจริง เพราะตัวมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่มีผู้สังเกตอีกผู้หนึ่งแอบสังเกตมันอยู่ ผู้สังเกตผู้นั้นนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง ผู้สังเกตผู้นั้นแหละเป็น "ฉัน" ตัวจริง คุณเคยแต่จมอยู่ในความคิด (thinking a thought) แต่ผมกำลังสอนให้คุณสังเกตความคิดของคุณ (aware of a thought) โดยอาศัยความสนใจเป็นเครื่องมือ ให้คุณขยันพูดกับตัวเองดังๆว่า

     "ฉันไม่ใช่ความคิด"

     "I am not the mind"

     ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญนะคุณ คุณใจเย็นๆลองทำแล้วลองทำอีก จนคุณเห็นความแตกต่างระหว่างความคิด กับการสังเกตความคิด มองให้ออกว่าร่างกายที่เจ็บปวดไม่ใช่คุณ ความคิดไม่ใช่คุณ ความกลัวไม่ใช่คุณ หากคุณมาถึงขั้นนี้ได้ ไม่จมหรือกอดอยู่ในความคิด แต่ถอยออกมาสังเกตอยู่ข้างนอก ความคิดของคุณ ไม่ว่าจะมาในรูปความคาดหวัง (expectation) หรือความกลัว (fear) จะแผ่วหรือหมดพลังทันที เพราะความคิดโดยตัวมันเองมันไม่มีพลังดอก มันได้พลังจากความสนใจ (attention) ของคุณ

      การที่คุณถอยจากสิ่งภายนอก จากร่างกาย จากความคิด เข้ามาเป็นผู้สังเกตอยู่ที่ส่วนลึกสุดในความเป็นคุณนี้ คือคุณตื่นแล้วจากการจมอยู่ในความคิด หรือคุณกลายเป็นความตื่น ผมบอกคุณว่าตรงความตื่นที่ไม่มีความคิดนี้แหละคือความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย เป็นที่ที่คุณจะได้พบกับความสงบเย็น ที่นี่ เดี๋ยวนี้ โดยไม่อยู่ในมิติของเวลา เรื่องราวภายนอกที่คุณสังเกตรวมทั้งร่างกายและความคิดด้วยไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เป็นเพียงสิ่งที่คุณสังเกตรับรู้ว่ามันกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของมัน แต่คุณในฐานะความตื่นยังอยู่ แบบตื่น รู้ สบายๆ เป็นนิรันดร ไม่เปลี่ยนแปลง

     คุณอย่าแค่ฟังผมพูดแล้วคิดตามแล้วพยักหน้าหงึกๆเหมือนเมื่อได้ยินได้ฟังคอนเซ็พท์ใหม่ๆทั้งหลาย แค่นั้นมันไร้ประโยชน์ ถ้าคุณจะให้ได้ประโยชน์ คุณต้องลงมือทำตามที่ผมบอก ทำไป พยายามไป แล้วคุณก็จะทำได้ มันไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการหลุดพ้นหรือความตื่นนี้มันเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของเราที่อยู่กับเรามาตั้งแต่ก่อนที่เราจะมารู้จักความคิดเสียอีก ทั้งหมดนี้เป็นแค่การกลับบ้านเก่า ไม่ใช่การแสวงหาหรือค้นพบอะไรใหม่ ขอให้ลองทำดูก่อน อย่าเอาแต่คิดตาม ย้ำ..ลงมือทำ อย่าเอาแต่คิดตาม

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.  Kushi LH1, Doyle C, McCullough M, Rock CL, Demark-Wahnefried W, Bandera EV, Gapstur S, Patel AV, Andrews K, Gansler T. American Cancer Society Guidelines on nutrition and physical activity for cancer prevention: reducing the risk of cancer with healthy food choices and physical activity. CA Cancer J Clin. 2012 Jan-Feb;62(1):30-67. doi: 10.3322/caac.20140.

16 กรกฎาคม 2561

ประกาศรับสมัครแพทย์มาร่วมงาน

ขอหยุดตอบคำถามหนึ่งวันเพื่อใช้พื้นที่บล็อกประกาศหาแพทย์มาร่วมทำงาน

ประกาศรับสมัครแพทย์ประจำเวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์

คุณสมบัติ

1. จบแพทยศาสตร์บัณฑิตและมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา

2. เป็นผู้มั่นคงในแนวทางเวชปฏิบัติแบบเวชศาสตร์ครอบครัว (family medicine) สิบประการ อันได้แก่
2.1 ดูแลผู้ป่วยแบบต่อเนื่อง
2.2 สัมพันธ์กับผู้ป่วยแบบคนกับคน (personal relationship)
2.3 รับฟังข้อมูลที่เป็นอัตวิสัย (subjective data) ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ความคาดหวัง ความกังวล
2.4 เอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมทั้งในมิติของ กาย จิต สังคม (bio-psycho-social)
2.5 มุ่งส่งเสริมสุขภาพ
2.6 มุ่งการป้องกันโรค
2.7 ดูแลผู้ป่วยแบบเจาะลึกเป็นรายคน ร่วมกับผู้ป่วยจัดทำแผนสุขภาพส่วนบุคคล แล้วช่วยผู้ป่วยให้บรรลุผลสำเร็จตามแผน
2.8 มุ่งพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการวิจัยขณะทำงานประจำ (R to R)
2.9 เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง (coordinator) เครือข่ายสุขภาพรอบตัวผู้ป่วย และยอมรับเอาการแพทย์ทางเลือกมาสร้างการดูแลแบบผสมผสาน (integrative care) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุด
2.10 มุ่งขยายช่องทางให้ผู้ป่วยเข้าถึงทีมงานได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะด้วยโทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ้ค อีเมล เว็บไซท์ หรือเทคโนโลยีอื่นๆ

3. เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางด้านสุขภาพ ผ่านการดูแลตัวเองให้เห็นเป็นตัวอย่าง (role model) และการสอน ทั้งสอนในชั้นเรียนและสอนผ่านสื่อต่างๆเช่นวิดิโอคลิปและโซเชียลมีเดีย
 
4. เป็นผู้มุ่งมั่นที่จะหันเหทิศทางการดูแลสุขภาพของผู้คนในสังคมไทยเสียใหม่ จากทิศทางเดิมที่คอยแต่จะพึ่งโรงพยาบาล พึ่งยา พึ่งการทำหัตถการด้วยเทคโนโลยีต่างๆ แต่เพียงถ่ายเดียว มาสู่ทิศทางใหม่ที่มุ่งป้องกันและพลิกผันโรคด้วยตนเอง (self management) ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตและอาหารการกินของตัวเองเสียใหม่

5. ต้องสามารถอพยพย้ายถิ่นไปอยู่ประจำที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ ที่ อ. มวกเหล็ก จ.สระบุรี (เช่าบ้านพักให้อยู่)

6. สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้

7. สิ่งที่ไม่มีความสำคัญ และไม่ถือเป็นคุณสมบัติที่ต้องพิจารณา คือ อายุ เพศ ความยาวนานของประสบการณ์วิชาชีพ สาขาวิชาชีพที่ชำนาญ สถาบันหรือประเทศที่เรียนจบ

งานที่จะมาทำ

งานทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายที่จะต้องทำในระยะยาว ทั้งนี้เป็นที่เข้าใจแล้วว่าบางคนอาจไม่สันทัดบางทักษะ จึงอาจจะต้องมีระยะฝึกฝนบางทักษะก่อนระยะหนึ่ง 

1. สอนและให้คำแนะนำผู้มาเข้าคอร์สฝึกอบรมทางด้านสุขภาพต่างๆที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ อ.มวกเหล็ก รวมทั้งสอนผ่านสื่อการสอนเพื่อการเผยแพร่เช่นวิดิโอคลิป และเขียนบทความทางเว็บในบางโอกาส

2. ทำวิจัยพัฒนาเมนูอาหารสุขภาพเพื่อเผยแพร่ เน้นอาหารพืชเป็นหลัก (PBWF) และอาหารที่ชอบแต่กินอย่างไรให้มีผลดีต่อสุขภาพ (eat what you like the right way)

3. ทำวิจัยพัฒนารูปแบบของการดูแลสุขภาพด้วยตนเองโดยมีทีมงานแพทย์สนับสนุนผ่านเทคโนโลยี (cloud-based clinic)

4. ทำวิจัยพัฒนาการดูแลแบบผสมผสาน (integrative care) เน้นการใช้อาหาร (พืชผักสมุนไพร) การออกกำลังกาย การฟื้นฟูสมรรถนะ การจัดการความเครียด การสร้างความบันดาลใจ การร่วมกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน

5. เป็นแพทย์ประจำ "เมก้าเวดะสหคลินิก" ซึ่งเป็นคลินิกดูแลสุขภาพแบบผสมผสานที่เน้นการสอนให้ดูแลตนเองโดยมีทีมแพทย์สนับสนุนทางไกล (cloud-based clinic)

สถานะภาพและเงินเดือน

1. แพทย์มีสถานะเป็นคู่สัญญาของบริษัทเมก้า วีแคร์จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีฐานะมั่นคงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ในกรณีที่แพทย์อายุไม่ถึง 60 ปี สัญญาจ้างจะเป็นสัญญาจ้างตลอดชีพ (เกษียณเมื่ออายุ 60 ปี) ในกรณีที่แพทย์มีอายุเกิน 60 ปี สัญญาจ้างจะเป็นสัญญาจ้างคราวละ 5 ปี

2. เงื่อนไขเวลาทำงานสามารถยืดหยุ่นได้ตามความจำเป็นของผู้สมัคร ทั้งจำนวนวันหรือจำนวนชั่วโมงที่ทำต่อสัปดาห์

3. ค่าตอบแทนเป็นค่าจ้างในรูปแบบของเงินเดือน โดยแพทย์เป็นผู้เสนอเงินเดือนที่ตนเองต้องการ

การสมัคร

     เขียนอีเมลมาหาผมโดยตรงที่ chaiyodsilp@gmail.com เล่าถึงมิชชั่นในชีวิตของท่าน เงินเดือนที่ต้องการ เงื่อนไขพิเศษที่ท่านอยากได้ ทุกเงื่อนไขบอกมาให้หมดไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน หลังจากเห็นอีเมลของท่านแล้วผมก็จะสื่อสารตรงกลับไปยังตัวท่าน แล้วเราก็เวอร์คกันต่อจากตรงนั้น

ข้อมูลระหว่างบรรทัด

     ผมกำลังค้นหาคนที่จะมาร่วมกับผมในการหันเหทิศทางการดูแลสุขภาพของผู้คนในสังคมไทยเสียใหม่ ผ่านการให้ความรู้ผู้คน เขาหรือเธอจะต้องมีความสุขกับสิ่งที่จะมาทำ ผมรู้ว่าการค้นหาต้องใช้เวลา แต่ผมรอได้ ถ้าจำเป็นผมรอได้นานเป็นปีหรือสองปีก็รอได้ สมมุติว่าคนที่ใช่ยังรับราชการอยู่อีกตั้งปีหนึ่งจึงจะเกษียณแล้วจึงจะมาได้ หรือกำลังติดพันธะสัญญาที่ไม่อยากจะทิ้งมาพรวดพราด หากเป็นคนที่ผมเชื่อว่าน่าจะใช่ ผมก็จะรอ นานก็จะรอ แต่อย่าให้ผมรอเกินสองปีนะ เพราะผมเองก็แก่แล้วเดี๋ยวผมจะตายเสียก่อน หรือหากบางท่านไม่แน่ใจตัวเองว่าจะแฮปปี้กับงานแบบนี้หรือไม่ อยากจะเหยียบสองแคมโดยทำงานในโรงพยาบาลที่เดิมไปก่อนแล้วลองมาแหยมลองทำดูเป็นครั้งคราวก่อน หากคุณหมอตั้งใจจริงและหากผมเชื่อว่าคุณหมอเป็นคนที่มีศักยภาพและที่จะมีความสุขกับงานนี้จริง ผมก็จะเปิดโอกาสให้มาลองทำแบบพาร์ทไทม์ก่อนได้ ทั้งนี้โดยมีข้อแม้ว่าขอลองกับทีละคน หรือขอรอทีละคนนะ เพื่อให้ผมได้โฟกัส สอน แนะนำ เต็มที่ หากลองแล้วพบว่าชอบจริงก็ลุยกันต่อ หากไม่ชอบก็กลับที่เก่าโดยสิ่งที่ผมสอนและแนะนำไปนั้นก็จะไปเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยของคุณหมอในอนาคตอยู่ดีแม้ว่าคุณหมอจะไม่ได้ทำงานกับผมต่อก็ไม่เป็นไร

     กล่าวโดยสรุป ด้วยความที่อยากได้คนที่ใช่ ผมเปิดกว้างอ้าซ่า และจะรออย่างใจเย็น เพื่อให้ได้คนคนนั้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

13 กรกฎาคม 2561

ฉีดวัคซีนไวรัสบี.แล้วภูมิไม่ขึ้น หมอจะให้คุมตลอดกาล แล้วจะมีลูกได้ไง

สวัสดีครับ คุณหมอ

ผมเจอข้อมูลจากเว็บ http://visitdrsant.blogspot.com/2011/01/blog-post_12.html จึงอยากเรียนสอบถามครับ ผมกับแฟนแต่งงานกัน แฟนผมเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บี(แฟนเคยตรวจ 6 เดือนก็ยังพบเชื้อ และไม่มีภูมิ) ผมตรวจเลือดก่อนแต่งงาน ยังไม่เคยติดเชื้อ และยังไม่มีภูมิ ไวรัส ตับอักเสบบีครับ ผมจึงไปฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิ ฉีดครบ 3 เข็ม แล้วครับ
เข็มที่ 1 วันที่ 3/8/2560
เข็มที่ 2 วันที่ 31/8/2560
เข็มที่ 3 วันที่ 25/1/2561
ทางคุณหมอที่ รพ. ก็บอกว่า ครบ 3 เข็ม แล้ว จะมีภูมิตลอดชีวิต แต่ก็ไม่ได้มีการตรวจอีกว่า มีภูมิขึ้นจริงหรือไม่ หลังจากนั้น วันที่ 23/6/2561 ผมไปตรวจเลือดและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ครับ (วางแผนจะมีลูก) ผลออกมาคือ ผมยังไม่มีเชื้อ และไม่มีภูมิ เหมือนเดิมเลยครับ ตรวจไม่เจอภูมิ ถ้านับจากเข็มที่ 3 มา ก็ประมาณ 5 เดือน คุณหมอที่ฉีดวัคซีนให้ ก็สรุปให้ผมเลยว่า ผมเป็นประเภทภูมิไม่สร้าง ไม่ต้องฉีดซ้ำ เพราะฉีดไปก็ไม่ขึ้น ทำให้ผมร้อนใจมากครับ คิดไม่ออกว่า ผมกับภรรยาจะใช้ชีวิตแบบสามีภรรยาปกติได้ยังไง ถ้าต้องใช้ถุงยางป้องกันทุกครั้ง รวมถึงการมีลูกด้วยครับ
ถ้าผมจะไปลองฉีดกระตุ้นอีกสักเข็ม แล้วตรวจดูว่าภูมิขึ้นไหม ได้ไหมครับ แต่คงต้องเปลี่ยนหมอ เพราะคุณหมอท่านเดิม ไม่ยอมฉีดให้ครับ
บางครั้งผมก็คิดว่า ไหนๆก็แต่งงานกันแล้ว ไม่ต้องป้องกันก้ได้ แต่อีกใจก็ถ้าติดเชื้อจริงขึ้นมาแล้วภูมิไม่สร้าง ผมก็จะเสี่ยงมากเลย
รบกวนคุณหมอแนะนำหน่อยครับ ว่าผมกับภรรยาควรจะทำอย่างไรดีครับ
ขอบพระคุณมากครับ

..............................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าตัวเองฉีดวัคซีนไวรัสบี.แล้วครบสามเข็มภูมิไม่ขึ้นแม้จะเพิ่งตรวจเลือดไปหมาดๆ (5 เดือนหลังจากวัคซีนเข็มที่สาม) จะลองเบิ้ลอีกสักเข็มจะได้ผลไหม ตอบว่างานวิจัยความแตกต่างระหว่างฉีดสามเข็มกับสี่เข็มโอกาสที่ภูมิจะขึ้นมากกว่ากันมีน้อยมาก จนมาตรฐานวัคซีนนี้กำหนดให้ฉีดแค่สามเข็ม พูดง่ายๆว่าสามเข็มไม่ขึ้น สี่เข็มก็มักจะไม่ขึ้น คนอย่างคุณนี้เรียกว่าเป็นคนพันธุ์ไม่สนองตอบต่อวัคซีน (vaccine non-responder)

     2. ถามว่าแล้วผมกับภรรยาจะใช้ชีวิตแบบสามีภรรยาและมีลูกได้ยังไง ตอบว่า..อ้าว ทำไมถึงมาถามวิธีมีลูกกับหมอสันต์ละ (หิ หิ ขอโทษ พูดเล่น) วิธีจะอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยาและมีลูกได้ด้วย คุณทำได้เบื้องต้นสามวิธี ดังนี้

     วิธีที่ 1. ฉีดวัคซีนซ้ำในขนาดสูง คือปกติวัคซีนเนี่ยเขาฉีดขนาด 10 มก.เข้ากล้ามเดือนที่ 0, 1, 6 ซึ่งจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันถึงระดับวัดได้ (10 mIU/Ltr) ใน 95% ของคนที่ถูกฉีด แต่เผอิญคุณเป็น 5% ที่เหลือ มีงานวิจัยสองงานทดลองฉีดวัคซีนขนาดเบิ้ลสี่เท่า (40 mg) ที่เดือน 0, 1, 6 คือสามเข็มครบสูตร แล้วตรวจภูมิซ้ำพบว่ามีภูมิเกิดขึ้น 68-80% และยังมีอีกงานหนึ่งฉีดขนาด 80 มก.ในคนเป็นตับแข็งและไวรัสซี.ก็พบว่าเพิ่มอัตราการเกิดภูมิคุ้มกันขึ้นมาจาก 54% เป็น 78%

     วิธีที่ 2. ฉีดวัคซีนเข้าชั้นใต้ผิวหนังแทนที่จะฉีดเข้ากล้าม ทั้งนี้มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งแสดงหลักฐานบ่งชี้ว่าเซลที่เป็นผู้ชูวัคซีนเป็นเป้าล่อให้ร่างกายสร้างภูมิขึ้น (antigen presenting dendritic cells) มีอยู่มากในชั้นใต้ผิวหนัง (intradermal) มากกว่าในชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งนำไปสู่การวิจัยเปรียบเทียบในคนไข้ตับอักเสบเรื้อรังที่ดื้อด้านต่อวัคซีนจนพบว่าวิธีฉีดเข้าใต้ผิวหนังโดยแบ่งฉีดแขนสองข้างๆละ 20 มก.ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้จาก 0% เป็น 69% และมีอีกงานวิจัยหนึ่งฉีดเข้าใต้ผิวหนังให้คนไข้ล้างไตพบว่าเกิดภูมิคุ้มกัน 79% ขณะที่ฉีดเข้ากล้ามได้ภูมิคุ้มกันแค่ 40%
 
    วิธีที่ 3. ฉีดวัคซีนแบบพิเศษที่มีตัวผสม (adjuvant) ตัวใหม่ซึ่งเดิมใช้อลูมิเนียมเป็นตัวผสมหลัก แต่วัคซีนพิเศษนี้ใช้โมเลกุลชื่อ 3D-MPLเข้าผสมกับอลูมิเนียมด้วย ซึ่งงานวิจัยพบว่าสามารถเพิ่มอัตราการเกิดภูมิคุ้มกันขึ้นไปได้ถึง 98%

     ทั้งสามวิธีนี้เป็นจุดตั้งต้นที่จะแก้ปัญหานะ ถ้าทำทั้งสามอย่างนี้ภูมิยังไม่ขึ้นก็ต้องหาคนรู้จริงกว่าหมอสันต์มาช่วยแล้วแหละ คนที่รู้เรื่องวัคซีนดีมักเป็นหมอเด็ก ผมแนะนำท่านหนึ่งซึ่งเก่งเรื่องนี้มากชื่อนพ.ยง ภู่วรวรรณ ผมไม่ได้เจอท่านหลายสิบปีแล้ว คุณไปสืบถามเองเองก็แล้วกันว่าตอนนี้ท่านทำอะไรอยู่ที่ไหน แล้วก็ตะเกียกตะกายไปขอคำแนะนำจากท่านเอาเอง อย่าบอกว่าผมใช้ให้มานะ เดี๋ยวผมโดนเอ็ด

     ถ้าหาหมอเด็กก็แล้ว หมอโรคตับก็แล้ว ภูมิคุ้มกันก็ยังไม่ขึ้น คราวนี้ก็ต้องไม้สุดท้ายแล้วครับ คือกลับมาหาหมอสูตินรีเวชคนเดิมที่ให้คำแนะนำก่อนแต่งงานแก่คุณนั่นแหละ เพื่อ..

     "ผสมเทียม!"

      (ฮิ ฮิ ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Double-dose hepatitis B vaccination in cirrhotic patients on a liver transplant waiting list.
Bonazzi PR, Bacchella T, Freitas AC, Osaki KT, Lopes MH, Freire MP, Machado MC, Abdala E
Braz J Infect Dis. 2008 Aug; 12(4):306-9.
2. Decreased immunogenicity of recombinant hepatitis B vaccine in chronic hepatitis C.
Wiedmann M, Liebert UG, Oesen U, Porst H, Wiese M, Schroeder S, Halm U, Mössner J, Berr F
Hepatology. 2000 Jan; 31(1):230-4.
3. Intradermal hepatitis B vaccination: a systematic review and meta-analysis. Sangaré L, Manhart L, Zehrung D, Wang CC. Vaccine. 2009 Mar 13; 27(12):1777-86.
Efficacy of high-dose intra-dermal hepatitis B virus vaccine in previous vaccination non-responders with chronic liver disease.
4. Dhillon S, Moore C, Li SD, Aziz A, Kakar A, Dosanjh A, Beesla A, Murphy L, Van Thiel DH
Dig Dis Sci. 2012 Jan; 57(1):215-20.
5. Intradermal versus intramuscular hepatitis B vaccination in hemodialysis patients: a prospective open-label randomized controlled trial in nonresponders to primary vaccination.
Barraclough KA, Wiggins KJ, Hawley CM, van Eps CL, Mudge DW, Johnson DW, Whitby M, Carpenter S, Playford EG Am J Kidney Dis. 2009 Jul; 54(1):95-103.
6. The immunogenicity and reactogenicity profile of a candidate hepatitis B vaccine in an adult vaccine non-responder population. Jacques P, Moens G, Desombere I, Dewijngaert J, Leroux-Roels G, Wettendorff M, Thoelen S Vaccine. 2002 Nov 1; 20(31-32):3644-9.

........................................

12 กรกฎาคม 2561

อายุน้อยแล้วใส่สะเต้นท์ (stent)..อย่าเสาะหาคำรับประกัน

สวัสดีค่ะ คุณหมอสันต์ที่เคารพ
ติดตามบทความที่คุณหมอตอบผ่านfacebookมาสักระยะหนึ่ง มีเรื่องอยากจะรบกวนปรึกษาคุณหมอค่ะ
สามีอายุ 47 ปี ไม่ดืมเหล้าไม่สูบบุหรี่ สููง  170 cm หนัก 70 kg ldl 153 fbg  98  วัดเมื่อ สค 59 เมื่อตรวจพบความผิดปกติจากการเดินสายพานเพราะเริ่มมีอาการเเน่นหน้าอกเมื่อออกกำลังกาย
จึงมีการฉีดสีเมื่อกลางเดือนธันวา พบว่ามีเส็นเลือดอุดตัน 100 % 1 เส้น และ 90 % 1 เส้น (ตามเอกสารแนบ) คุณหมอจึงได้ใส่ สะเตนท์ที่เส้น 90%เลย ซึ่งในเส้น 100% จะทำการใส่อีกครั้งหนึ่งในเดือน เม.ย.นี้
หลังจากที่มีการตรวจพบว่ามี ldl สูงนั้นก้มีการคุมอาหารแต่เพียงเล็กน้อย จนเมื่อใส่สะเตนท์ จึงเริ่มคุมอาหารอย่างจริงจัง คือทานผัก ผลไม้ และปลาเป็นอาหารหลัก ปรุงโดยไม่ใช้นำ้มันเลย และมีการออกกำลังกายเบาๆ เช่นขี่จักรยาน หรือเดิน ทุกวัน (ไม่กล้าออกกำลังกายหนักเพราะยังตันอีก 1 เส้น) จนทำให้เมื่อเดือน ก.พ. มีการตรวจเลือดพบว่า ldl 50 fbg 102 น้ำหนักเหลือ 60 kg
ยาที่กินหลังใส่สะเตนท์
1. clopidogrel    2.aspirin baby  ยาทั้ง 2 ตัวนี้ กินมาโดยตลอด
3. omeprazole  กินมาระยะเดียว เลิกกินเพราะอ่านเจอบทความคุณหมอเกี่ยวกับยาลดกรด โดยกินอาหารในมื้อเช้ามากขึ้น และควบคุมอาหารให้จืด รวมทั้งกินยาหลังอาหารทันที
4. simvastatin กินครั้งละ 2 เม็ด มาลดลงหลังเดือนก.พ.เหลือ 1 เม็ด จริงๆอยากจะเลิกกินแต่ยังไม่กล้าค่ะ
5. bisoprolol   กินมาระยะเดียวเนืองจากกินแล้วอัตราการเต็นของหัวใจ ต่ำกว่า 50 จึงขอลองหยุดกินแล้ววัดอัตราการเต็นของหัวใจพบว่าอยู่ในช่วง 50-70 ความดัน 100-120เดิมความดันไม่สูงอยู่แล้ว(วัดทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน) จึงขอคุณหมอหยุดจริงจัง
ขอเรียนถามคูณหมอดังนี้
1. เส้นที่พบว่าตัน 100% จะไม่ใส่สะเตนท์ได้หรือไม่ จะสามารถกลับมาโล่งด้วยการทานอาหารได้หรือไม่คะ ถ้าได้เราควรจะไปตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่อไรดี เพราะคุณหมอว่าเป็นเส้นสำคัญ และเกรงว่า หลอดเลือดจะเสียหายมากขึ้น(จริงๆไม่อยากใส่เลยค่ะ และคิดว่าสามารถควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างจริงจังได้อยู่แล้ว)
2. ยาที่กินถ้าใส่สะเตนท์แล้วจะสามารถเลิกได้อย่างจริงจังหรือไม่ หลังจาก 1 ปี หรือควรจะกินยาตัวใดต่อเนื่องดีคะ
3. หลังจากที่มีการคุมอาหารอย่างจริงจัง แม้ ldl จะลด แต่ fbg กลับสูงขึ้นเล็กน้อย เราควรปรับปรุงเรื่องใดดีคะ
4. ตัวสะเตนท์ที่ใส่ไปแล้วจะมีการสร้างผังผืดไปหุ้ม ทำให้มีโอกาศอุดตันอีกหรือไม่ แม้ควมคุมอาหารอย่างจริงจัง
สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณคุณหมอเป็นอย่างสูง และขอให้คุณหมอมีสุขภาพแข็งแรงเพื่อให้องค์ความรู้กับผู้อื่นต่อไป

.....................................................

ตอบครับ

    สามีของคุณเป็นตัวอย่างคนไทยยุคใหม่ ที่เป็นโรคและเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุน้อย นี่ยังดีนะ สามีของคุณมีอาการครั้งแรกแบบเจ็บหน้าอกชนิดไม่ด่วน (stable angina) คือเจ็บหน้าอกตอนออกแรงพักไม่ถึง 20 นาทีก็หาย คนที่โชคร้ายกว่าคือคนที่มีอาการครั้งแรกชนิดด่วน หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute MI) คือเจ็บหน้าอกไม่เลือกเวลาแม้จะพักเกิน 20 นาทีก็ไม่หาย ต้องหามเข้ารพ.แก้ทันก็หายแก้ไม่ทันก็ตาย แต่ก็ยังมีอีกนะ พวกที่โชคร้ายกว่านั้น คือพวกที่มีการตายกะทันหันเป็นอาการครั้งแรก คือมีอาการครั้งแรก ครั้งเดียว ป๊อก..ก แล้วก็ไปเลย สวีวี่วี

     ในอีกด้านหนึ่ง สามีของคุณยังเป็นตัวอย่างของคนยุคใหม่ ที่เมื่อได้ตั้งใจจะหันกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจังแล้วก็ทำได้สำเร็จและทำได้ดี ดังนั้นการแก้ปัญหาสุขภาพให้คนรุ่นใหม่นี้จึงไม่ใช่ไปตั้งสมมุติฐานว่าคนรุ่นใหม่ไร้ความเพียร (motivation) ที่จะดูแลตัวเองเพราะพวกเขาไม่เคยถูกสอนให้ดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็ก หมอนั่งสอนไปก็เหมือนเป่าสากไร้สาระเสียเวลาเปล่า สามีของคุณเป็นตัวอย่างตัวเป็นๆว่าสมมุติฐานเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่อย่างที่ว่านี้ ไม่เป็นความจริง

     เอาละ มาตอบคำถาม

     1. ถามว่าเส้นที่พบว่าตัน 100% จะไม่ใส่สะเตนท์ได้หรือไม่ ตอบว่าได้ เพราะตำรวจไม่จับคุณหรอก ในแง่ของหลักฐานวิจัยทางการแพทย์ คนที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบสองเส้นบ้างสามเส้นบ้างที่ไม่ได้ตีบที่โคนหลอดเลือดข้างซ้าย (LM) อย่างสามีคุณนี้ งานวิจัยชื่อ COURAGE trial ซึ่งให้จับฉลากแบ่งคนไข้แบบนี้เป็นสองพวก พวกหนึ่งเอาไปทำบอลลูนใส่สะเต้นท์หรือบายพาสหมด อีกพวกหนึ่งไม่ทำ แล้วตามดูไปสิบกว่าปีพบว่าอัตราการรอดชีวิตไม่ต่างกัน

     2. ถามว่าหลอดเลือดที่ตันไปจะสามารถกลับมาโล่งด้วยการกินผักกินหญ้าได้หรือไม่ ตอบว่าไม่ทราบครับ เพราะไม่มีใครเคยแสดงหลักฐานไว้ว่าหลอดเลือดที่ตันสนิทแบบที่คนเหนือเรียกว่า "ตั๋นติ๊ก" นั้นมันกลับมาโล่งได้หรือไม่ แต่มีคนเคยแสดงหลักฐานจากภาพฉีดสีสวนหัวใจซ้ำว่าหลอดเลือดที่มันตีบไป (ไม่ตัน) มันกลับมาตีบน้อยลงหรือโล่งขึ้นกว่าเดิมได้ ด้วยการกินอาหารแบบเจไขมันต่ำเพียงสามปี

     3. ถามว่าถ้าจะเปลี่ยนชีวิตมาทำตัวดีกินอาหารดีๆเสียใหม่แล้วเราควรจะไปตรวจสวนหัวใจซ้ำอีกครั้งเมื่อไรดี ตอบว่าคุณจะไปตรวจสวนหัวใจซ้ำอีกทำไมละครับ การตรวจสวนหัวใจไม่ใช่การไปเดินศูนย์การค้านะ ทำทีไตของคุณก็เจ๊งไประดับหนึ่ง แล้วหากพลาดท่าเสียทีก็ถึงตายได้นะ แพทย์จะทำก็ต่อเมื่อผลของการตรวจนั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแผนการรักษาอย่างมีนัยสำคัญ เช่นการตัดสินใจว่าจะทำบอลลูนใส่สะเต้นท์หรือไม่ ดังนั้นหากคุณตัดสินใจปรับการใช้ชีวิตโดยไม่ทำบอลลูนตอนนี้ ก็ไม่ต้องไปสวนหัวใจซ้ำเพื่อขย่มไตเล่นดอก แค่ใช้ชีวิตปกติไปแล้วใช้อาการและคุณภาพชีวิตเป็นตัวบ่งชี้ ถ้าอาการมันมากจนคุณภาพชีวิตเสียไป เช่นเจ็บหน้าอกบ่อยจนไม่เป็นอันทำอะไรที่เคยสนุกเพลิดเพลิน จนคุณตัดสินใจได้แน่แล้วว่าไปทำบอลลูนหรือบายพาสดีกว่า ถึงตอนนั้นค่อยกลับไปฉีดสีสวนหัวใจซ้ำโดยกะทำบอลลูนด้วยแบบม้วนเดียวจบเลย

     4. ถามว่าถ้าใส่สะเตนท์แล้วจะสามารถเลิกยาที่กินได้หมดไหม หรือว่าต้องรอไปหลังจาก 1 ปี หรือว่าควรจะกินยาตัวใดต่อเนื่องดี ตอบว่าข้อมูลที่วงการแพทย์มีอยู่ตอนนี้สรุปได้ว่าการควบยาต้านเกล็ดเลือดสองตัว (aspirin + clopidogrel) ได้ประโยชน์คุ้มค่าใน 1 ปีแรกในแง่ของการลดอัตราการต้องกลับมาทำบอลลูนซ้ำ หลังจากหนึ่งปีไปแล้วการใช้ยาต้านเกล็ดเลือดตัวเดียวหรือสองตัวจะคุ้มค่ามากกว่ากัน หมอเองก็ยังตกลงกันไม่ได้เพราะหลักฐานมันก้ำกึ่ง บ้างว่าต้องควบต่อ บ้างว่าตัวเดียวก็พอ หมอสันต์อยู่ข้างหมอที่ว่าตัวเดียวก็พอ ส่วนยาอื่นนอกจากยาต้านเกล็ดเลือด ตัวไหนจำเป็น ตัวไหนไม่จำเป็น มันก็ขึ้นอยู่กับตัวชี้วัดสุขภาพของสามีคุณสิครับ เช่นถ้าความดันเลือดเขาสูงทำอย่างไรก็ไม่ลง ก็ต้องกินยาลดความดัน อย่างนี้เป็นต้น คือกินยาเฉพาะที่มีข้อบ่งชี้ว่าควรกิน ส่วนยาที่สถิติบอกว่าดีแต๊ดีว่าคนเป็นโรคหัวใจขาดเลือดทุกคนต้องกินรูดมหาราชถ้าไม่กินแล้วจะเสียชาติเกิดนั้น แหะ แหะ ยาวิเศษแบบนั้นยังไม่มี อย่างดีหากสามีของคุณขยันทำบอลลูนซ้ำๆซากๆและขยันกินยาวันละสองกำมือทุกวัน อัตราตายก่อนวัยอันควรของเขาจะลดลงได้อย่างมากก็ไม่เกิน 30% มีแต่การใช้ชีวิตที่ดี อันได้แก่การกินอาหารพืชเป็นหลักโดยมีไขมันต่ำ การออกกำลังกายทุกวัน และจัดการความเครียดให้ดี จึงจะให้ผลวิเศษอย่างนั้นได้ คือถ้าทำจนตัวชี้วัดดีหมดก็จะลดอัตราตายก่อนเวลาอันควรได้ถึง 91%

     3. ถามว่าหลังจากที่มีการคุมอาหารอย่างจริงจัง แม้ ldl จะลด แต่ fbg กลับสูงขึ้นเล็กน้อย หมายความว่าอย่างไร ตอบว่า หมายความว่าความขยันซอยตัวเลขของวงการแพทย์ ทำให้คนไข้เป็นโรคปสด. (ประสาทแด๊กซ์) เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น กล่าวคือค่าน้ำตาลในเลือด (FBS) แต่ไหนแต่ไรมาวงการแพทย์ยอมรับกันว่าหากน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 125 (หรือน้ำตาลสะสมตั้งแต่ 6.5%ขึ้นไป) นี่เราเรียกว่าเป็นโรคเบาหวานก็แล้วกัน แต่ต่อมาคนป่วยเบาหวานเพิ่มจำนวนขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ วงการแพทย์ก็มาตกลงกันว่าเราหาทางจี้เตือนให้ผู้ป่วยหันมาสนใจป้องกันเบาหวานให้มากขึ้นดีกว่า โดยตั้งคำว่า "ใกล้จะเป็นเบาหวาน" ขึ้นมา นิยาม (แปลว่าทึกทักเอา) เอาตรงที่ตัวเลขกลมๆท่องง่ายๆคือ 100 นี่ก็แล้วกัน ว่าถ้าน้ำตาลในเลือดตั้งแต่ 100 ขึ้นไป เราจะเรียกว่าผิดปกติแล้ว โดยเรียกชื่อว่า "ภาวะใกล้จะเป็นเบาหวาน" (pre-diabetes) ผลเลือดของใครออกมาเกินร้อยก็จะพิมพ์ตัว H ซึ่งแปลว่าสูงไว้หลังตัวเลข การทำอย่างนี้มีข้อดีคือทำให้คนหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินของตัวเองมากขึ้นเมื่อน้ำตาลในเลือดเกิน 100 แต่ก็มีข้อเสียคือก่อความกังวล และเป็นช่องทางให้หมอจำนวนหนึ่งจับผู้ป่วยน้ำตาลในเลือดเกิน 100 (แต่ไม่เกิน 125) กินยาเบาหวานหมดรูดมหาราชทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลยว่าการทำอย่างนั้นจะมีประโยชน์อะไรต่อคนไข้ ช่างเป็นการเตะหมูเข้าปากคนทำยาเบาหวานขายเสียจริงๆ

     กล่าวโดยสรุป เมื่อน้ำตาลในเลือดอยู่ในย่าน 100-125 ให้หันมาสนใจอาหารการกินเพื่อป้องกันเบาหวานอย่างจริงจัง กรณีสามีคุณเขาสนใจอาหารการกินดีอยู่แล้ว ก็อย่าไปใส่อารมณ์อะไรกับตัวเลขนี้เลย ตัวชี้วัดทางการแพทย์เป็นเพียงตัวช่วยแบ็คอัพการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ให้โฟกัสที่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตว่าทำได้หรือไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้จะแก้ไขอย่างไร ถ้าทำได้แล้วทำอย่างไรจะทำได้ยั่งยืน อย่ามาโฟกัสที่ตัวเลขที่ต่างกันแค่นิดๆหน่อยๆหรือโผล่เข้าไปในย่านผิดปกตินิดๆหน่อยๆเลย มันเป็นการโฟกัสผิดที่ ตัวเลขไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตต่างหากที่จะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น

     4. ถามว่าตัวสะเตนท์ที่ใส่ไปแล้วจะมีการสร้างผังผืดไปหุ้ม ทำให้มีโอกาศอุดตันอีกหรือไม่ แม้ควมคุมอาหารอย่างจริงจังแล้ว ตอบว่า เนี่ย เนี่ย คนรุ่นใหม่ เห็นแมะ ต้องการการประกัน ต้องการคำมั่น ต้องการการสะแต๊มป์คำว่าปกติ หรือ "NORMAL" ต้องการแค่เนี้ยะ อย่างอื่นไม่สนละ ขอหนูนอร์มอลก็พอแล้ว ขอโอกาสที่หนูจะเป็นอะไรไปลดลงเหลือศูนย์หนูก็พอใจละ หนูจะได้ไปลันล้าของหนูต่อ นี่ลุงสันต์จะสอนอะไรให้นะ ในชีวิตจริงไม่มีอะไรนอร์มอลหรือแอ็บนอร์มอล และในวิชาแพทย์นี้ไม่มีการค้ำประกันใดๆ แพทย์ค้ำประกันให้คุณได้อย่างเดียวคือความตาย หมายความว่าทุกคนทั้งคนไข้และหมอได้ตายเหมือนกันหมดแน่นอนเมื่อถึงเวลา ส่วนเรื่องอื่นไม่มีการค้ำประกัน คือชีวิตนี้อย่าเสาะหาการค้ำประกันเลยคุณ แม้คุณจะซื้อประกันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ตอนเศรษฐกิจล่มเขายังเจ๊งให้เห็นๆเลยเห็นแมะ หรือแม้คุณจะซื้อบัตรสิทธิพิเศษของรพ.เอกชนระดับเจ๋งที่สุดของเมืองไทยซึ่งสัญญาว่าจะดูแลคุณฟรีไปตลอดชาติ แต่พอโปรเจ็คนี้เขาขาดทุนเขายังเบี้ยวคุณจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเลยเห็นแมะ นี่ไม่ใช่แต่เมืองไทยนะ ฝรั่งก็เป็น ไม่นานมานี้เพื่อนผมที่ทำงานในโรงเลี้ยงคนแก่ (CCRC) เขียนมาเล่าว่าบริษัทที่เขาทำงานอยู่ต้องบังคับให้คนแก่ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกโรงเลี้ยงสัญญาว่าจะไม่ฟ้องโรงเลี้ยงไม่ว่าโรงเลี้ยงจะเลี้ยงคุณด้วยมือหรือด้วยเท้า ถ้าไม่เซ็นก็ไม่ขายกรมธรรมให้ คือพูดง่ายๆว่าที่สัญญาว่าจะให้โน่นให้นี่นั้นถึงเวลาจะไม่ให้ก็ได้นะ ถ้ายอมรับไม่ได้ก็ไม่ต้องซื้อ หิ หิ ที่การซื้อขายสมัยนี้มันซับซ้อนขนาดนี้ก็เพราะลูกค้าแสวงหาคำสัญญาที่ดีเกินความเป็นจริงอย่างคุณนี่แหละ จึงต้องมีสัญญาแบบว่าสัญญาว่าจะให้ แล้วให้สัญญาว่าจะยอมรับถ้าไม่ให้ ฮู้ย..ย ปวดหัวไหมละ เอ๊ะ เราคุยกันเรื่องอะไรอยู่เนี่ย

     สรุปเลยนะ สรุปว่าเมื่อใดที่มีสะเต้นท์ เมื่อนั้นมีโอกาสอุดตัน ฟันธง..เคาะโป๊ก นี่เป็นสัจจธรรม ชัดดีแมะ แต่แถมให้ใจชื้นขึ้นนิดหนึ่งว่า โอกาสอุดตันนั้นจะมากขึ้นถ้าเลือดแข็งตัวง่ายหรือโรคที่หลอดเลือดเดินหน้าไปเร็วขึ้น และจะน้อยลง (น้อยลง แต่ไม่เป็นศูนย์นะ) หากกินอาหารหรือยาและใช้ชีวิตไปในทิศทางที่ทำให้เลือดแข็งตัวยากขึ้นและการดำเนินของโรคเดินหน้าช้าลงหรือหยุดนิ่งไม่เดินหน้า หรือถอยหลังกลับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ปรับปรุงแค้มป์ปลีกวิเวกทางจิตวิญญาณ (Spiritual Retreat)

     แค้มป์ปลีกวิเวกทางจิตวิญญาณ Spiritual retreat ทำไปแล้วหกครั้ง แต่ละครั้งก็มีเหตุให้ต้องปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาสาระไปตามข้อมูลที่ได้จากการทำแค้มป์ก่อนๆ ครั้งนี้เป็นครั้งที่เจ็ด (SR7) เป็นครั้งที่จะมีการปรับปรุงเนื้อหามากที่สุด จึงขอแจ้งล่วงหน้า

    Spiritual หมายถึงการเสาะหาหรือเดินทางฝ่าข้ามชีวิตส่วนที่เป็นร่างกายและความคิดเจ้าประจำที่ก่อตัวเป็นความสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นบุคคลคนนี้มีชีวิตเวียนว่ายอยู่ในโลกนี้ ด้วยการหันเหความสนใจกลับจากการสนใจโลกภายนอกเข้าไปสนใจภายใน วางความคิดที่ยึดถือว่าเรานี้เป็นบุคคลลง หันเข้าไปสู่ส่วนลึกที่สุดที่ภายในคือความตื่นหรือความรู้ตัว (awareness) ซึ่งเป็นสถานะที่เป็นนิรันดร ไม่เปลี่ยนแปลง

     Retreat คือการปลีกวิเวกหลีกเร้น ไปอยู่ในสถานที่สงบเงียบเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ได้มีเวลาที่สันโดษและเป็นส่วนตัว

     Spiritual retreat ก็คือการปลีกวิเวกหลีกเร้นเพื่อหันเหความสนใจจากโลกภายนอกกลับเข้าไปแสวงหาความสุขสงบเย็นภายในตัว โดยเรียนรู้ผ่านการอยู่ในสถานที่สงบเงียบเป็นเวลานานหลายวันบ้าง หลายสัปดาห์บ้าง หลายเดือนบ้าง อาจจะอยู่คนเดียว หรืออยู่กับกลุ่มที่ต่างมุ่งแสวงหา "ความหลุดพ้น" เหมือนกัน

    แค้มป์นี้ไม่เกี่ยวกับศาสนาใด ไม่มีพิธีกรรม ไม่ต้องปฏิบัติบูชา ไม่ต้องนุ่งห่มแบบใดแบบหนึ่งเป็นการเฉพาะ ในแค้มป์จะพูดหรือทำสิ่งเดียวเท่านั้น คือเรื่องที่จะหลุดพ้นไปจากความยึดติดในความเป็นบุคคลไปสู่ความตื่น โดยโฟกัสที่..ที่นี่ เดี๋ยวนี้

การปรับเปลี่ยนที่สำคัญใน SR7

     1. ลดการอิงศาสนาใดๆ ลดการใช้ศัพท์แสงทางศาสนา

     2. เป้าหมายคือให้สามารถวางความคิดเพื่อเข้าไปสู่ความตื่นรู้ โดยใช้ความสนใจ (attention) เป็นตัวเลือกหยิบเครื่องมือห้าตัวต่อไปนี้มาใช้ให้เหมาะกับจังหวะเวลา คือ (1) การกระตุ้นตัวเอง (motivation),  (2) การลาดตระเวณร่างกาย (body scan),  (3) การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (relaxation),  (4) การจดจ่อสร้างสมาธิ (concentration),  (5) การเปิดรับและใช้ประโยชน์จากปัญญาญาณ (intuition)
 
     3. เรียนผ่านการฝึกปฏิบัติ (workshop) แต่ยังคงการสนทนาในรูปแบบ sat sang เพื่อแชร์ประสบการณ์

     4.  ผมพบจากชั้นเรียนก่อนๆว่าในบรรดาเครื่องมือที่ให้ฝึก การโฟกัสความสนใจอยู่กับปัจจุบันผ่านอวัยวะรับรู้ (sensation) และการเปิดรับปัญญาญาณ (intuition) เป็นสิ่งที่มีผู้รู้จักน้อยที่สุด จึงปรับเพิ่มเวลาเพื่อให้ทำกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ทั้งสองเรื่องนี้เข้ามา รวมสามกิจกรรม คือ การปั้นดินเหนียว (clay work) การวาดลายเส้น (drawing) การวาดภาพสีน้ำ (painting) โดยประยุกต์แนวทางการสอนของ Rudolf Steiner มาใช้

     5. จะไม่เสียเวลาพูดถึงชาติหน้า

     รีทรีตนี้จัดขึ้นสำหรับ

     1. ผู้ที่ต้องการหาความสงบทางใจ

     2. ผู้ที่ต้องการค้นหาความหมายของชีวิต

     3. ผู้ที่มีความเครียดซึ่งแก้เองไม่ตก

  ตารางกิจกรรม Spiritual Retreat

(สี่วันสามคืน)

สถานที่: เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์

วันแรก

11.00 - 12.00 น. Getting to know you รู้จัก-ทักทาย
12.00 - 14.00 น. Lunch break พักกลางวัน
14.00 - 15.00 น. Workshop1. Awareness ความตื่น
15.00 – 15.30 น. Workshop2. Body scan ลาดตระเวณร่างกาย
15.30 - 16.00 น. Coffee Break พักผ่อนในความเงียบสงบ
16.00 - 17.00 น. Workshop3. Yoga muscle relaxation โยคะแบบผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
17.00 - 18.00 น. Workshop4. Body scan and relaxation meditation นั่งสมาธิแบบลาดตระเวณและผ่อนคลายร่างกาย
18.00 - 19.00 น. Dinner อาหารเย็น
19.00 -               Private time เวลาพักผ่อนส่วนตัว

วันที่สอง

06.30 - 07.00 น. Workshop5. Aware of awareness meditation นั่งสมาธิแบบเป็นความตื่น
07.00 - 08.00 น. Workshop 6. "Tai Chi" ฝึกลาดตระเวณร่างกายด้วยไทชิ
08.00 - 09.00 น. Breakfast รับประทานอาหารเช้า อาบน้ำ
09.00 – 10.30 น. Workshop 7. Anapanasati วางความคิดด้วยการตามลมหายใจ
10.30 - 11.00 น. Coffee Break พักในความเงียบสงบ
11.00 - 12.00 น. Workshop8. Dependent Origination ฝึกตัดตอนความคิด
12.00 - 14.00 น. Lunch Break พักกลางวัน
14.00 – 15.00 น. Workshop9. From Dharana to Dhyana จากสมาธิสู่ปัญญาญาณ
15.00 – 15.30 น. Workshop10. Walking meditation เดินจงกลม
15.30 - 16.00 น. Coffee Break ในความเงียบสงบ ไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้
16.00 - 17.00 น. Workshop11. Self Inquiry ถอยกลับจากภายนอกสู่ภายใน
17.00 - 18.00 น. Workshop12. Sunset meditation นั่งสมาธิกับแสงอาทิตย์
18.00 - 19.00 น. Dinner รับประทานอาหารเย็น

วันที่สาม

06.30 - 07.00 น. Workshop13. Grace meditation นั่งสมาธิแบบเปิดรับและแผ่พลังเมตตา
07.00 - 08.00 น. Workshop14. Awakening walk เดินในแบบเป็นความตื่น
08.00 - 09.00 น. Breakfast รับประทานอาหารเช้า
09.00 - 17.00 น. Rotation training แยกกลุ่มหมุนเวียนทำกิจกรรม
Workshop15. (1 ชม.) Process focus, and intuition through clay work เรียนการทำงานแบบไม่หวังผลและปัญญาญาณจากงานปั้นดินเหนียว
Workshop16. (1 ชม.) Process focus, and intuition through drawing เรียนการทำงานแบบไม่หวังผลและปัญญาญาณจากงานเขียนภาพลายเส้น
Workshop17. (1 ชม.) Sensation, imagination through painting เรียนการอยู่กับสิ่งที่รับรู้ผ่านอวัยวะรับรู้ ณ ปัจจุบัน ผสานกับการใช้จินตนาการ ด้วยการระบายสีน้ำ
Workshop18. (15 นาที)(Dr. Love) Bringing relaxation to your daily life by Ayurveda ประยุกต์ใช้อายุรเวดะในชีวิตประจำวัน
Workshop19. (30 นาที)(TTM therapist) Sensation through massage. วางความคิดมาอยู่กับการนวดสัมผัส
Workshop20. (15 นาที) Remedy พบนพ.สันต์ ตัวต่อตัวเพื่อแก้ไขความติดขัดในการวางความคิด
17.00 - 18.30 น. Workshop21. Grace meditation on the mountain นั่งสมาธิแบบรับและเผื่อแผ่พลังเมตตาบนเขา
18.30 - 19.30 น. Dinner รับประทานอาหารเย็น

วันที่สี่ (วันสุดท้าย) 

06.30 - 07.00 น. Workshop22. Anapanasti meditation นั่งสมาธิแบบตามลมหายใจ
07.00 - 08.00 น. Workshop23. Combo walk เดินแบบเป็นความตื่นควบกับการเปิดรับและแผ่พลังเมตตา
08.00 - 09.00 น. รับประทานอาหารเช้าและทำกิจส่วนตัว
09.00 – 09.30 น. Lecture1: Reality Shifting การเลือกประสบการณ์ที่ปัจจุบัน
09.30 - 10.30 น. Lecture2: Patanjalis' Yoga Sutra โยคะ เส้นทางปฏิบัติสู่ความหลุดพ้น (Dr. Love)
10.30 - 11.00 น. Coffee Break ในความเงียบสงบ
11.00 - 12.00 น. Sat sang แชร์ประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนก่อนจาก
12.00 - 13.00 น. ปิดแค้มป์ รับประทานอาหารกลางวันแล้วอำลา


...............................................

ค่าใช้จ่ายในการมาเข้าแค้มป์ SR

     คนละ 9,000 บาท ราคานี้รวมอาหารวันละสามมื้อ อาหารว่างวันละสองเบรค ค่าที่พักห้องพักเดี่ยวห้องละ 1 คน สี่วัน สามคืน (กรณีมาคู่ที่แชร์ห้องเตียงคู่ห้องเดียวกันได้ ลดเหลือคนละ 8,000 บาท) ทั้งหมดนี้ไม่รวมค่าเดินทาง ทุกคนต้องเดินทางไปและกลับด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง

จำนวนที่รับเข้าแค้มป์

     รับไม่เกิน 15 คน (ยกเว้นมาคู่นับเป็นหนึ่งได้)

วิธีลงทะเบียนเข้าแค้มป์

ลงทะเบียนบนเว็บและจ่ายเงินทางออนไลน์ โดยท่านสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://www.wellnesswecare.com/th/program/spiritual-retreat หรือโทรศัพท์ติดต่อคุณเอ๋ย (เชิญขวัญ) ที่หมายเลข 0877115612

    นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์